
World Wide Wow - เรื่องเล่าเขย่าโลก
Yesterday
·
จากมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม สู่ประเทศที่เสื่อมโทรม วุ่นวาย ใกล้ถังแตก ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?
.
การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสที่เวลานี้ลุกลามเป็นการจลาจลไปทั่วประเทศ ต้นเหตุไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาแต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดมหึมาของฝรั่งเศสที่บ่มจนได้ที่
.
ย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 19-20 ฝรั่งเศสคือหนึ่งในมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกตีคู่กับจักรวรรดิอังกฤษ พวกเขามีกองทัพอันเกรียงไกรและปกครองอาณานิคมจำนวนมาก รวมดินแดนกว่า 10 ล้านตารางกิโลเมตร
.
นอกเหนือจากอำนาจทางการทหาร ฝรั่งเศสยังทรงอิทธิพลด้านวัฒนธรรม ภาษา การศึกษา กฎหมาย และแนวคิดทางการเมือง โดยเฉพาะอุดมการณ์ “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” อันโด่งดังจากยุคปฏิวัติ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบอบสาธารณรัฐฝรั่งเศสสมัยใหม่ และมีอิทธิพลต่อแนวคิดประชาธิปไตยหลายแห่งในโลก
.
แต่ความยิ่งใหญ่นั้นค่อย ๆ เลือนหายไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสบอบช้ำและเริ่มสูญเสียการควบคุมอาณานิคมแต่ละแห่งที่พากันลุกฮือเรียกร้องเอกราช โดยเฉพาะหลังสงครามอินโดจีนและสงครามแอลจีเรีย ทำให้ฝรั่งเศสต้องยอมปล่อยมือให้เอกราชแก่ดินแดนเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องกลับมาฟื้นฟูบูรณะบ้านตนเองจากความเสียหายของมหาสงคราม
.
แม้หมดยุคอาณานิคมแต่ฝรั่งเศสก็ไม่ได้สิ้นแสง ช่วงปี 1945–1975 พวกเขาอยู่ในยุคที่เรียกว่า “Trente Glorieuses” หรือสามทศวรรษแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัว อุตสาหกรรมเติบโต ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตของชาวฝรั่งเศสก็ดีขึ้นอย่างมากหลังสงคราม
.
หนึ่งในมรดกสำคัญจากยุคนี้คือการกำเนิด “รัฐสวัสดิการ” ฝรั่งเศสเริ่มวางรากฐานระบบประกันสังคมยุคใหม่ในปี 1945 และค่อย ๆ พัฒนาจนครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา เงินบำนาญ สวัสดิการครอบครัว การว่างงาน และการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
.
หลักการไม่มีอะไรซับซ้อน คือให้ประชาชนช่วยกันแบกผ่านการจ่ายภาษีและเงินสมทบ เพื่อให้รัฐนำเงินไปจัดสวัสดิการกลับมาดูแลประชาชนอีกที
.
ระบบนี้จะอยู่รอดได้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ
.
ข้อแรกคือรัฐต้องหาเงินได้เพียงพอ เพื่อหล่อเลี้ยงทั้งระบบสวัสดิการและภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการกินสัดส่วนมหาศาลของงบประมาณ
.
สองคือประเทศต้องมีประชากรวัยทำงานมากพอเพื่อทำงานส่งเงินเข้าระบบในรูปของภาษีและเงินสมทบ โดยต้องมีผลิตภาพแรงงานซึ่งหมายถึงผลผลิตและการจ้างงานที่ดีด้วย
.
ถ้าเป็นยุครุ่งเรืองที่เศรษฐกิจเติบโตระบบนี้ก็เดินเครื่องได้ไม่มีปัญหา แต่ประเด็นคือฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในยุคนั้นอีกต่อไปแล้ว รายได้ประเทศเริ่มนิ่งแต่รายจ่ายของรัฐไม่นิ่งตาม ตรงกันข้ามมันยิ่งโตวันโตคืน
.
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) ระบุว่า ในปี 2025 ภาครัฐฝรั่งเศสขาดดุลการคลังประมาณ 152,500 ล้านยูโร หรือคิดเป็น 5.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แม้จะลดลงจาก 5.8% ในปี 2024 แต่ก็ยังถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับเกณฑ์ด้านการคลังของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดการขาดดุลไว้ว่าไม่ควรเกิน 3% ของ GDP
.
สาเหตุการขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสเกิดจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่และเป็นวงจรมรณะที่หาทางออกยากมาก
.
1. รัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่เคยภูมิใจกลายเป็นภัยการคลัง
แม้ระบบนี้ช่วยอุ้มชูคนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกทั้งเงินบำนาญและสวัสดิการส่วนหนึ่งก็มาจากการจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมโดยประชาชนเองไม่ได้มีแค่เงินภาษี แต่สวัสดิการแบบจัดเต็มของฝรั่งเศส ก็เป็นภาระอันหนักอึ้งที่ดูดกลืนงบประมาณในแต่ละปีอย่างมหาศาล
.
2. สังคมสูงวัยและวิกฤติประชากร
จำเงื่อนไขสองข้อของระบบรัฐสวัสดิการฝรั่งเศสได้มั้ย คือต้องมีจำนวนคนวัยทำงานมากพอเพื่อส่งเงินเข้าระบบ แต่ปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเจอเวลานี้คือคนมีลูกน้อยลง
.
ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2026 ฝรั่งเศสมีประชากรประมาณ 69.1 ล้านคน โดยประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งหมด ใกล้เคียงกับสัดส่วนประชากรอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าเกณฑ์สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ขณะเดียวกัน ในปี 2025 ฝรั่งเศสมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 645,000 คน ลดลงถึง 24% เมื่อเทียบกับปี 2010 และอัตราเจริญพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 1.56 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน (มาตรฐานคือ 2.1) ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สำคัญ ปี 2025 ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองที่ฝรั่งเศสมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 651,000 คน
.
เด็กเกิดน้อย หนุ่มสาวซึ่งเคยเป็นกำลังขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการก็ทยอยแก่ตัวและเกษียณอายุกันไป แต่คนทำงานรุ่นใหม่มีน้อยลง เงินที่ส่งเข้าระบบก็ลดลงตามไปด้วย
.
ปัญหาต่อมาคือเราไม่ได้เกษียณแล้วสิ้นอายุขัยเลย แต่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายสิบปี และยิ่งอยู่นานก็ยิ่งกินสวัสดิการรัฐมากขึ้น ทั้งเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งคนยุคนี้ก็ดันอายุยืนซะด้วย แตะหลักร้อยมีให้เห็นมากขึ้น เมื่อสัดส่วนผู้รับสวัสดิการกับคนทำงานส่งเงินไม่สมดุลกัน ระบบที่เคยลื่นไหลก็เริ่มสะดุด
.
3. เศรษฐกิจโตไม่ทันรายจ่ายจนต้องเริ่มกู้
ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสไม่ได้อ่อนแอ ประเทศนี้มีเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมากมายที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่การเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ ไม่อู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อน
.
เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ของรัฐจากภาษี ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มก็เก็บได้ไม่พอ แม้ปกติฝรั่งเศสจะเก็บภาษีสูงอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งก็กระทบเงื่อนไขอีกข้อหนึ่งของรัฐสวัสดิการที่บอกไป แถมฝรั่งเศสยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อรับมือและเยียวยาวิกฤตหลายครั้ง เช่น วิกฤตการเงินโลกปี 2008 วิกฤตหนี้ยุโรป การระบาดของโควิด-19 รวมถึงวิกฤตพลังงานหลังรัสเซียบุกยูเครนปี 2022 ทำให้แม้รัฐฝรั่งเศสจะหาเงินได้เยอะ แต่รายจ่ายมีเยอะกว่า ภาษาชาวบ้านเรียก “หมุนเงินไม่ทัน”
.
หมุนเงินไม่ทันแล้วทำไงดี ก็กู้สิครับ โดยเฉพาะการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินจากนักลงทุน ทำซ้ำ ๆ นานวันเข้า ฝรั่งเศสก็มีหนี้สาธารณะสะสมจนท่วมหัว ยิ่งหนี้สูง รัฐก็ยิ่งต้องหาเงินมาชำระคืนหรือออกพันธบัตรใหม่ทดแทนหนี้เดิม และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลก็ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ทำให้งบสำหรับพัฒนาประเทศถูกเบียดบังเข้าไปอีก
.
การมีหนี้สาธารณะสูงไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะล้มละลาย หลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน แต่สำหรับฝรั่งเศสมันคือบ่วงมรณะที่ดิ้นไม่หลุด และยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม
.
รัฐมีคนต้องดูแลสวัสดิการมากขึ้น แต่รายได้กลับเพิ่มไม่ทันรายจ่าย ต้องไปดึงงบประมาณส่วนอื่นมาช่วย พอโยกงบไปลงที่สวัสดิการ เงินพัฒนาประเทศด้านอื่นก็ไม่เพียงพอ สาธารณูปโภคและบริการต่าง ๆ ของรัฐเสื่อมโทรมเพราะขาดงบมาลงทุนรวมถึงดูแลบุคลากร เช่น การขึ้นเงินเดือนและตำแหน่งในภาคส่วนต่างๆ
.
พองบไม่พอก็ต้องกู้ ยิ่งกู้ก็ยิ่งเป็นหนี้ ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายหนี้ ปีต่อมามีคนขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้น คนเก่าก็ยังไม่ตายสักที หารายได้ไม่ทัน วนลูบไป
.
สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2026 ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะรวมประมาณ 3.60 ล้านล้านยูโร หรือเท่ากับ 119% ของ GDP เพิ่มขึ้นจาก 117.5% ในไตรมาสก่อนหน้า หมายความว่าตอนนี้ฝรั่งเศสมีหนี้มากกว่าเงินทั้งหมดที่ตัวเองหาได้ในหนึ่งปีเสียอีก
.
IMF ยังประเมินว่าหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมที่เพียงพอ หนี้สาธารณะฝรั่งเศสอาจพุ่งไปถึงประมาณ 121.8% ของ GDP ภายในปี 2030
.
ปัญหางบประมาณและความเสื่อมโทรมของรัฐนำไปสู่ความไม่พอใจ จนเกิดม็อบนักเรียนและประชาชนที่เรากำลังเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นสัญญาณว่าระเบิดเวลาของฝรั่งเศสกำลังนับถอยหลังใกล้หมดแล้ว
.
จริง ๆ ระเบิดลูกนี้ไม่ได้มีกลไกซับซ้อน วิธีปลดชนวนหลัก ๆ มีแค่เพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน
.
เพิ่มรายได้ก็คือการขึ้นภาษี เพิ่มจำนวนคนทำงาน อายุการทำงาน และผลิตผลเพื่อให้ประเทศมีเงินส่งเข้าระบบมากขึ้น
.
ลดรายจ่ายคือการรัดเข็มขัด ตัดลดสวัสดิการและงบประมาณที่ไม่จำเป็น
.
แต่ทุกทางมีราคาต้องจ่ายสูงมาก จนผู้นำและนักการเมืองฝรั่งเศสต่างคิดหนัก
.
จะขึ้นภาษีก็อาจกระทบต่อรายได้และกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ จะหวังให้เศรษฐกิจเติบโตจนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้เอง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศที่กำลังเจอปัญหาสังคมสูงวัยและความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างฝรั่งเศส จะลดรายจ่ายก็สะเทือนระบบสวัสดิการซึ่งประชาชนไม่พอใจแน่
.
หนึ่งในตัวอย่างที่ทำฝรั่งเศสลุกเป็นไฟมาแล้ว คือนโยบายปฏิรูประบบบำนาญในปี 2023 ของรัฐบาลประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) โดยจะทยอยเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายจาก 62 ปีเป็น 64 ปี สาเหตุหลักก็มาจากสังคมสูงวัยและภาระการคลังนั่นแหละ อย่างที่บอก ถ้าไม่ลดสวัสดิการก็ต้องเพิ่มเงินหรืออายุทำงาน
.
รัฐบาลฝรั่งเศสให้เหตุผลว่ามันจำเป็นต่อความยั่งยืนของระบบบำนาญ แต่สหภาพแรงงานและผู้ประท้วงจำนวนมากมองว่าเป็นการผลักภาระไปให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานหนักหรือเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย
.
สำหรับประเทศประชาธิปไตยที่ผู้คนเปี่ยมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ และอิ่มเอมกับสวัสดิการครบวงจรมาหลายสิบปี ยอมถูกเก็บภาษีแพง ๆ และทำงานส่งเงินให้รัฐตลอดวัยหนุ่มสาว เพื่อหวังให้รัฐเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า แต่วันหนึ่งรัฐก็เดินมาบอกว่าจะตัดหรือลดสวัสดิการลง หรือบอกให้คุณต้องจ่ายหรือทำงานนานขึ้นเพื่อรับสิทธิ์เดิมที่เคยคาดหวัง มาแบบนี้จะให้ประชาชนที่รู้ว่าตัวเองกำลังเสียสิทธิ์ทำยังไง ลงถนนสิครับพี่น้อง
.
เกิดการประท้วงและการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ทั่วประเทศ จนบริการสาธารณะหลายส่วนของฝรั่งเศสตอนนั้นเป็นอัมพาตไปเลย แม้จะรัฐบาลจะใช้ช่องทางพิเศษเพื่อผ่านกฎหมายมาได้ แต่ในเวลาต่อมาแผนนี้ก็ถูกระงับไว้ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ “การเมือง“
.
สภาพการเมืองในฝรั่งเศสเวลานี้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้วิกฤตหนี้รัฐและสวัสดิการยังหาทางออกไม่ได้
.
เรื่องเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2017 เมื่อมาครงก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยภาพลักษณ์นักการเมืองสายกลางที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในประเทศ
.
ในช่วงแรก มาครงได้รับเสียงสนับสนุนมากพอที่จะผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป นโยบายหลายด้านของเขากลับเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชน
.
ตัวอย่างคือการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ที่เริ่มต้นในปี 2018 จากความไม่พอใจต่อการปรับขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายตัวเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล
.
ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรปี 2022 กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนมาครงแพ้หมดรูป สูญเสียเสียงข้างมากในสภา ทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาลยากลำบากขึ้น
.
สถานการณ์น่าปวดหัวกว่าเดิมในปี 2024 เมื่อมาครงตัดสินใจยุบสภาหลังเห็นว่าฝ่ายขวาจัดประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป โดยหวังให้การเลือกตั้งใหม่ของฝรั่งช่วยสร้างความชัดเจน พาประเทศออกจากเดดล็อกทางการเมือง
.
ผลที่ได้แย่หนักกว่าเดิม เลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีขั้วการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด ทำให้สภาฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นกลุ่มการเมืองหลายฝ่ายที่แตกต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่พรรคซ้ายจัด พรรคสังคมนิยม พรรคสายกลางที่สนับสนุนมาครง พรรคอนุรักษ์นิยม ไปจนถึงพรรคขวาจัดอย่าง National Rally
.
อันที่จริงการมีสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลากหลายใช่ว่าจะต้องมีปัญหาเสมอไป หากทุกฝ่ายสามารถเจรจาและประนีประนอมกันได้ แต่ปัญหาคือของฝรั่งเศสมันประนีประนอมกันไม่ได้นี่สิ เพราะแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก
.
ฝ่ายซ้ายบางกลุ่มต้องการเพิ่มภาษีคนร่ำรวยและบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อรักษาระดับสวัสดิการและบริการสาธารณะ ขณะที่ฝ่ายกลางและฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนเน้นการควบคุมรายจ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนพรรคขวาจัดอย่าง National Rally เสนอแนวทางควบคุมการเข้าเมืองและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายใหม่ ควบคู่กับมาตรการทางเศรษฐกิจที่พรรคเห็นว่าจะช่วยลดภาระหนี้และค่าครองชีพ
.
เมื่อไม่มีพรรคใดมีเสียงมากพอที่จะบริหารประเทศเพียงลำพังได้ ทำให้รัฐบาลของมาครงซึ่งตอนนี้กลายเป็นเป็ดง่อยเสียงข้างน้อย ต้องวิ่งไปเจรจากับพรรคการเมืองอื่นตลอดเวลาเมื่อต้องการผ่านกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีและการใช้จ่ายของรัฐ
.
เกิดเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก คือรัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดภาระหนี้ แต่การปฏิรูปมักกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ทำให้เกิดการประท้วงและแรงต่อต้านทางการเมือง แต่ละพรรคก็ห่วงฐานเสียงตัวเองจึงคอยสกัดและใช้อำนาจต่อรองกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีเสียงสนับสนุนมากพอจะผลักดันนโยบายปฏิรูปเหล่านั้นเองได้ และต้องพยายามเอาใจพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนร่างกฎหมายหรืองบประมาณฉบับใหม่ เช่น เมื่อปี 2025 รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเซบัสเตียง เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) ต้องยอมระงับแผนเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 เพื่อให้สภายอมผ่านงบปี 2026 แม้รู้ดีว่าระบบบำนาญฝรั่งเศสกำลังจะไม่ไหว มาตรการแก้ปัญหาของฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงออกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ ขาดแนวทางที่ชัดเจน
.
ยิ่งฝรั่งเศสกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027 การประนีประนอมยิ่งทำได้ยากขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกเพิ่มอายุเกษียณ เพิ่มภาษี ลดสิทธิประโยชน์ หรือกู้เงินเพิ่ม ก็จะต้องมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบ และในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครอยากตัดอนาคตการเมืองของตัวเอง
.
ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คือความพยายามผลักดันงบประมาณปี 2027 ของรัฐบาลซึ่งมีเป้าหมายลดการขาดดุลและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดการเงิน โดยเน้นการรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายภาครัฐ ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจมากโดยเฉพาะในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐที่เจอผลกระทบเต็มๆ
.
เพียงช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาร่างงบประมาณ คณะกรรมาธิการการคลังของสภาฝรั่งเศสก็ลงมติปฏิเสธร่างที่รัฐบาลเสนอ เพราะไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง เช่น มาตรการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้รับบำนาญ และจนถึงตอนที่บทความนี้เขียนเสร็จ ฝรั่งเศสก็ยังผ่านงบประมาณปีต่อไปไม่ได้
.
เมื่อการปฏิรูปถูกชะลอ ปัญหาทางการคลังยิ่งสะสม ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องใช้มาตรการที่ยากลำบากมากขึ้น
.
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในรายงานประเมินเศรษฐกิจฝรั่งเศสปี 2026 ว่า ความแตกแยกทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสไม่สามารถปฏิรูปการคลังได้ตามแผน และความไม่แน่นอนนี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล
.
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องในสังคมฝรั่งเศสตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือปัญหา “ผู้อพยพ” ซึ่งมีรากฐานส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ในอดีต ฝรั่งเศสปกครองดินแดนจำนวนมากในแอฟริกา โดยเฉพาะแอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย เซเนกัล มาลี และประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างฝรั่งเศสกับดินแดนเหล่านี้มาเป็นเวลานาน
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีการรับแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน ทั้งจากประเทศในยุโรปและอดีตดินแดนอาณานิคม
.
แรงงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสยุคหลังสงคราม แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวหลังวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ฝรั่งเศสก็เริ่มจำกัดการอพยพมาเพื่อทำงาน แต่คลื่นผู้อพยพและลี้ภัยยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
.
ปัญหาผู้อพยพได้รับแรงกดดันเพิ่มอีกในปี 2015 เมื่อยุโรปเผชิญวิกฤตผู้ลี้ภัยจากซีเรียและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่รับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ขณะที่ฝรั่งเศสก็มีส่วนรับผู้ขอลี้ภัยเช่นกัน แม้ตัวเองจะมีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากภูมิภาคอื่นทยอยเข้ามาอยู่แล้วก็ตาม
.
ข้อมูลของ INSEE ระบุว่า ในปี 2025 ฝรั่งเศสมีประชากรที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้อพยพประมาณ 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 11.6% ของประชากรทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ประมาณ 2.6 ล้านคนได้รับสัญชาติฝรั่งเศสแล้ว ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงผู้ที่เกิดในต่างประเทศโดยไม่ได้ถือสัญชาติฝรั่งเศสตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยหรือผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมด อาจจะเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องและได้สัญชาติภายหลังก็ได้
.
ผลที่ตามมาคือฝรั่งเศสค่อย ๆ เปลี่ยนจากประเทศที่รับแรงงานต่างชาติเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ มาเป็นสังคมที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภูมิหลังทางวัฒนธรรมมากขึ้น จากทั้งการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน การอยู่ร่วมกับครอบครัว การศึกษา และนโยบายด้านมนุษยธรรม ฟังดูดีนะแต่ก็สร้างปัญหาใหญ่เหมือนกัน
.
จำได้มั้ยว่าตอนนี้ฝรั่งเศสกำลังเจอสังคมสูงวัย จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานและผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับภาระบำนาญ สวัสดิการ และบริการสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นการอพยพเข้ามาของประชากรวัยทำงานจากที่อื่นจึง “อาจ“ ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนประชากรได้ หากบุคคลเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างทั่วถึงและมีรายได้เพียงพอ
.
แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นนี่สิ เพราะผู้อพยพจำนวนมากในฝรั่งเศสยังต้องเผชิญอุปสรรคและความเหลื่อมล้ำในการหางาน การเรียนภาษา การเข้าถึงการศึกษาและที่อยู่อาศัย และสำคัญที่สุดคือการบูรณาการและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม ชุมชน หรือสังคมฝรั่งเศส
.
ความขัดแย้งจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานที่ว่า การเป็นชาวฝรั่งเศสหมายถึงอะไร และประชาชนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันควรอยู่ร่วมกันภายใต้ค่านิยมของสาธารณรัฐอย่างไร
.
การจัดการปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำฟรี ๆ ต้องใช้งบประมาณรัฐซึ่งไม่ค่อยจะพออยู่แล้วมาดูแล แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย ว่าผู้อพยพจำนวนไม่น้อยในฝรั่งเศสก็ทำงานจ่ายภาษีและเงินสมทบเข้าระบบ ไม่ได้เป็นภาระทางการคลังไปเสียทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน ว่านโยบายเปิดประตูรับคนเข้ามาของฝรั่งเศสและยุโรป เพียงเพราะเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าการคัดสรรแรงงานเพื่อมาพัฒนาเศรษฐกิจ ก็เป็นส่วนสำคัญที่พาสังคมฝรั่งเศสและยุโรปมาถึงจุดนี้ เข้าทำนอง“เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด”
.
ปัญหาอาชญากรรม ความไม่สงบ ตลอดจนพรมแดนและผู้อพยพ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น และควบคุมการเข้าเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งก็ทำไม่ได้อีกไง ด้วยสภาพการเมืองฝรั่งเศสเวลานี้เสนออะไรไปก็โดนสกัดหรือตีตก
.
ความล้มเหลวของรัฐบาลปัจจุบัน กลายเป็นจุดขายและนโยบายหาเสียงหลักของพรรคเนชันแนลแรลลี (Rassemblement National หรือ RN) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศสที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเน้นเรื่องการควบคุมผู้อพยพ ตรงข้ามกับฝ่ายซ้ายที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ลี้ภัย การต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และนโยบายเข้าเมืองที่เปิดกว้างกว่า
.
นอกจากเรื่องผู้อพยพ พรรค RN ยังพยายามชูการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะ แต่ยังเจอคำถามว่านโยบายเหล่านี้จะทำได้จริงหรือไม่ และเหนือสิ่งอื่นใดต้องถามก่อนว่าฝ่ายขวาจัดจะเป็นรัฐบาลได้หรือเปล่า เพราะระบบเลือกตั้งฝรั่งเศสที่มี 2 รอบและมุมมองเชิงลบของคนในสังคมจำนวนมาก ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางพวกเขาสู่อำนาจทางการเมือง
.
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2027 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญที่ประชาชนฝรั่งเศสต้องตัดสินใจว่าต้องการให้ใครพาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ว่าฝ่ายใดจะเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดใหม่ก็ยังต้องเจอโจทย์เดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่กำลังผุพังอย่างหนัก และไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนมีต้นทุนและอาจมีคนที่เสียประโยชน์ออกมาต่อต้าน
.
นี่คือความท้าทายของฝรั่งเศส ประเทศที่มีมาตรฐานและความต้องการทางสังคมสูง มีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น แต่กลับขาดฉันทามติว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร ในเมื่อทุกคนอยากให้ระบบเดินต่อได้ แต่ไม่มีใครอยากเป็นผู้เสียสละ
—
เรื่องและภาพ : นพรุจ สงวนจังวงศ์
สืบค้นและเรียบเรียงจาก :
- Assemblée nationale
- Associated Press (AP)
- European Central Bank (ECB)
- European Commission
- Institut national de la statistique et des études économiques (INSEE)
- International Monetary Fund (IMF)
- Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
- Reuters
- Service-Public.fr
- Vie publique
https://www.facebook.com/photo?fbid=122122950009429109&set=a.122116953681429109