
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago ·
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไผ่-ครูใหญ่” คดีปราศรัยที่ภูเขียว ตีความเห็นว่า ม.112 คุ้มครองครอบคลุมกษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี
.
.
วันที่ 30 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 ของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หลังเลื่อนมาแล้วสองครั้ง จากนัดเดิมวันที่ 23 ก.ย. และ 29 ก.ย. เหตุสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำขัดข้อง
.
ในชั้นฎีกา “ไผ่” จตุภัทร์ ต่อสู้ว่ามาตรา 112 ต้องตีความโดยเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และคำปราศรัยของตนหมายถึง “สถาบัน” ไม่ใช่ตัวบุคคล ขณะที่ “ครูใหญ่” อรรถพล สู้ว่า “กษัตริย์” คือชื่อตำแหน่งเหมือนผู้ใหญ่บ้าน และถ้อยคำ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” หมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย พร้อมขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2564
.
เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ของศาล ทนายความพร้อมครอบครัวของจตุภัทร์เดินทางไปฟังคำพิพากษา ส่วนจตุภัทร์และอรรถพลเชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังห้องพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียวเปิดซองคำพิพากษา ก่อนอ่านโดยสรุปใจความได้ว่า
.
ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มาตรา 112 จะไม่ได้บัญญัติถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันและพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เพราะมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์ ความผูกพันทางวัฒนธรรม และโครงสร้างทางกฎหมายที่สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ความเคารพที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกยุคสมัย
.
ศาลวินิจฉัยว่าถ้อยคำของจตุภัทร์เป็นการกล่าวหาว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ขัดต่อพระราชสถานะอันผู้ใดจะละเมิดมิได้ที่รัฐธรรมนูญรับรอง และทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
.
ส่วนข้ออ้างที่ว่ามาตรา 112 หมายถึงเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระมหากษัตริย์ยึดโยงกัน และเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถ้อยคำของจตุภัทร์จึงสื่อถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์
.
สำหรับถ้อยคำของอรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสั่งให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนที่สระบุรี จึงไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามที่จำเลยอ้าง
.
ต่อข้ออ้างที่เปรียบเทียบตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้าน ว่าหมายถึงตำแหน่งมิใช่ตัวบุคคล ศาลฎีกาเห็นว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะแตกต่างกันในทุกด้าน ทั้งในด้านที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการสอบคัดเลือกหรือแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร
.
ด้านอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะตำแหน่ง
.
ด้านวาระ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระตามกฎหมายและอาจถูกถอดถอนได้
.
และด้านความรับผิด ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ทางอาญาหรือทางแพ่งไม่ได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นของรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา
.
ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
.
ส่วนที่อรรถพลขอให้รอการลงโทษ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดต่อหน้าสาธารณชน โดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปรับรู้ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พิพากษายืน จำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และอรรถพล 2 ปี
.
.
อ่านเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86950 https://www.facebook.com/photo/?fbid=1507175837919548&set=a.656922399611567