วันจันทร์, ตุลาคม 12, 2569

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า


Parinand Bird Varnasavang
AI content · ·
5 hours ago

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า. ฝ่ายรัฐบาลรู้ข่าวจึงเตรียมการป้องกันอย่างรัดกุม และทำให้เกิดการสู้รบในย่านชานเมืองด้านเหนือแถบทุ่งบางเขนเป็นเวลาถึง 5 วัน (12-16 ต.ค.) จากยุทธการทั้งหมด 15 วัน อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม. ภายหลังปราบกบฎได้ รัฐบาลได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้าผู้สละชีพพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่สนามหลวง แล้วก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นไว้ที่บางเขน ใกล้หลักที่สี่ของคลองเปรมประชากรที่อยู่ห่างออกไป 2 กม. เรียกกันว่าอนุสาวรีย์ปราบกบฎ หรือ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ.
 
อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่กลางถนนพหลโยธิน ซึ่งในเวลานั้นชื่อว่าถนนประชาธิปัตย์ ณ ทางแยกถนนแจ้งวัฒนะที่ไปปากเกร็ดและถนนรามอินทราที่ไปมีนบุรี โดยสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์น่าจะเรียกว่าจัตุรัสมากกว่าวงเวียนเพราะถนนโดยรอบมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมากกว่าเป็นวงกลมหรือวงรี. ในตอนนั้น อนุสาวรีย์แห่งนี้ถือเป็น landmark สำคัญของเมืองใหม่บางเขนที่รัฐบาลพัฒนาขึ้น โดยอยู่คู่กับ landmark อีกองค์ที่อยู่ใกล้กัน คือพระเจดีย์องค์ใหญ่สีขาวทรงลังกา ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตรงกลางองค์เจดีย์ รายล้อมด้วยช่องเก็บอัฐิของบุคคลผู้ทำประโยชน์แก่ประเทศ ซึ่งรวมถึงสมาชิกคณะราษฎร ผู้ก่อการอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งหากมองในเชิงสัญลักษณ์ อาจกล่าวได้ว่าเป็น People's Pantheon ก็ว่าได้ โดยที่เจดีย์องค์นี้อยู่ในวัดพระศรีมหาธาตุ ที่เดิมตั้งชื่อว่าวัดประชาธิปไตยและสร้างขึ้นในโครงการพัฒนาเมืองใหม่บางเขนที่เกิดขึ้นพร้อมกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังเมื่อรัฐบาลได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีมหาธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคล.
 
ในเวลาต่อมา พื้นที่นี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นวงเวียน และมีการแบ่งพื้นที่วงเวียนใช้ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวทางซีกตะวันออก และสะพานลอยรถยนต์ข้ามทางแยกตามแนวถนนแจ้งวัฒนะ-ถนนรามอินทรา ที่ขนาบด้วยทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูทางซีกใต้ของวงเวียน และยังมีอุโมงค์ทางลอดทางแยกตามแนวถนนพหลโยธินมุดใต้วงเวียนอีกด้วย. ปัจจุบันเรียกว่าวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ วงเวียนหลักสี่ หรือ วงเวียนบางเขน อยู่ในแขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร.
 
หมายเหตุ: ภาพประกอบทั้งสองนี้ เป็นภาพจากจินตนาการที่ผมอยากเห็นแล้วสั่งให้ AI รังสรรค์ขึ้น อันที่จริงแล้ว อนุสาวรีย์นี้ได้ถูกผู้ประสงค์ร้ายทำให้อันตรธานไปในปลายเดือนธันวาคม 2561.


https://www.facebook.com/parinand.varnasavang/posts/10165013112893808
.....

อนุสาวรีย์กบฎบวรเดช หายไปได้อย่างไร

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือที่นิยมเรียกว่า อนุสาวรีย์ปราบกบฏบวรเดช (ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหลักสี่ ย่านบางเขน) ได้หายไปจากการรื้อถอนในยามวิกาล โดยไม่มีหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการล่วงหน้า มีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

การรื้อถอนตัวอนุสาวรีย์ (คืนวันที่ 27–28 ธันวาคม 2561): ในช่วงกลางดึก มีรายงานการใช้รถเครนและเครื่องมือเข้ายกตัวอนุสาวรีย์ (ซึ่งเป็นพานรัฐธรรมนูญและโครงสร้างบรรจุอัฐิของทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏ พ.ศ. 2476) ออกจากพื้นที่วงเวียนหลักสี่ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมพื้นที่ ห้ามบันทึกภาพ และมีการควบคุมตัวผู้ที่พยายามเข้าไปสังเกตการณ์หรือไลฟ์สดในขณะนั้น

การทำลายส่วนฐาน (กุมภาพันธ์ 2563): หลังจากตัวอนุสาวรีย์หายไปราวหนึ่งปี ส่วนฐานของอนุสาวรีย์ที่เหลืออยู่ตรงวงเวียนหลักสี่ก็ได้ถูกทุบและรื้อถอนออกจนหมดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า

ปัญหาการปัดความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ: หลังเกิดเหตุ ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับเป็นเจ้าของคำสั่งหรือชี้แจงว่านำอนุสาวรีย์ไปเก็บไว้ที่ใด โดยทั้งกรุงเทพมหานคร, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสำนักงานเขตบางเขน ต่างระบุว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่ใช่ผู้ดำเนินการเคลื่อนย้าย

การดำเนินคดีทางกฎหมาย: ในเดือนธันวาคม 2563 กรมศิลปากร (เนื่องจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน) ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีกับผู้รื้อถอนและทำลายโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นควร "งดการสอบสวน" เนื่องจากไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้

จนถึงปัจจุบัน ตัวอนุสาวรีย์ยังคงมีสถานะสูญหาย และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใดหรือถูกทำลายไปแล้ว