.jpeg)
Reporter Journey
14 hours ago ·
#ECONOMIC หมดมหกรรมความสุขเชียร์กีฬาก็กลับสู่โลกความเป็นจริง "แบงก์ชาติ" เผยไม่ใช่แค่ไทยเศรษฐกิจไม่ดี แต่อยู่ในขั้นเปราะบางที่สุด ภาคครัวเรือนไทยราว 30% ของประเทศอยู่ในสถานะรายได้ไม่พอกิน สมาชิกทั้งบ้านรวมกันหาเงินได้ไม่ถึง 30,000 ต่อเดือน เงินเก็บไม่มีก็กู้เพิ่มเป็นหนี้วนลูบ ส่วน SMEs ไม่มีเงินหมุน แบงก์ไม่ปล่อย ขาดสภาพคล่อง ส่วนรัฐบาลคนดีย์ ลักชาติสร้างผลงานโดดเด่นด้วยการขยันก่อหนี้เงินกู้มาใช้กับนโยบายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างการแจกเงิน ดันหนี้สาธารณะสูงแต่เศรษฐกิจโตชั้นต่ำ
.
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ มีดังนี้
.
1.สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง สงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
.
2. ครัวเรือน 30% เสี่ยงรายได้ไม่พอรายจ่าย ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย ทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลดลง
.
3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดยค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%
.
4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์เผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond จุดที่ต้องจับตาคือพึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการยืดไถ่ถอนตราสารหนี้ บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน
.
5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา ระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโตต่ำรั้งท้ายภูมิภาคมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1663616741787801&set=a.226668178816005
...
Reporter Journey
·
Author
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ มีดังนี้
.
1.สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง สงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
.
2. ครัวเรือน 30% เสี่ยงรายได้ไม่พอรายจ่าย ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย ทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลดลง
.
3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดยค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%
.
4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์เผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond จุดที่ต้องจับตาคือพึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการยืดไถ่ถอนตราสารหนี้ บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน
.
5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา ระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโตต่ำรั้งท้ายภูมิภาคมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
.....


Reporter Journey
·
Authorธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ มีดังนี้
.
1.สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง สงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น
.
2. ครัวเรือน 30% เสี่ยงรายได้ไม่พอรายจ่าย ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณ 1 ใน 3 อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย ทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลดลง
.
3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดยค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%
.
4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์เผชิญกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond จุดที่ต้องจับตาคือพึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการยืดไถ่ถอนตราสารหนี้ บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน
.
5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา ระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโตต่ำรั้งท้ายภูมิภาคมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
.....

