วันอาทิตย์, กรกฎาคม 26, 2569

จริง ! ข้อความข้างล่าง สะท้อนความอึดอัดและมุมมองต่อปัญหาระดับโครงสร้างของสังคมไทยได้อย่างแหลมคม






https://x.com/skongki2000/status/2080938434114568303
.....

ประเด็นวิเคราะห์ของผู้โพสต์มี 3 ส่วนหลัก ๆ

1. การทำหน้าที่แทนภาครัฐ (State Function Failure)

  • ประเด็น: ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบสวัสดิการ งานสาธารณะ การบรรเทาสาธารณภัย หรือการจัดระเบียบสังคม ควรเป็นหน้าที่หลักของ "หน่วยงานรัฐ" ที่ใช้ภาษีของประชาชนในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน
  • ความจริงในสังคม: การที่ยังต้องมีจิตอาสา มูลนิธิเอกชน หรือกลุ่มคนที่ออกมาทำหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันเองบ่อยครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างหรือประสิทธิภาพที่ยังไม่ครอบคลุมของกลไกรัฐ
2. การสร้างภาพลักษณ์และวาทกรรม "คนดี"

  • ประเด็น: ผู้โพสต์ชี้ให้เห็นว่า การใช้คำว่า "คนดี" หรือ "จิตอาสา" บางครั้งถูกนำมาใช้เป็น เครื่องมือปกปิดความล้มเหลว ของระบบ
  • ผลกระทบ: เมื่อสังคมชื่นชมและยึดติดกับตัวบุคคลหรือกลุ่มคนที่ออกมาทำความดี สังคมอาจลืมตั้งคำถามหรือตรวจสอบหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่เคยถูกแก้ไขอย่างแท้จริง
3. ผลประโยชน์และอำนาจเบื้องหลัง
  • ประเด็น: ข้อความกล่าวถึง "ผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง" ซึ่งสะท้อนมุมมองว่า กลุ่มกิจกรรมหรือองค์กรลักษณะนี้บางแห่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความบริสุทธิ์ใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีเรื่องของ ผลประโยชน์ทับซ้อน การสร้างคอนเนกชัน หรือการแสวงหาบารมีทางการเมือง/สังคม โดยใช้ภาพลักษณ์ความดีบังหน้า
สรุป: สารสำคัญของโพสต์นี้ไม่ได้ต้องการโจมตีการทำความดีของบุคคลทั่วไป แต่เป็นการ ตั้งคำถามถึงเชิงโครงสร้าง ว่า ประเทศจะเจริญอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อระบบราชการและสวัสดิการรัฐทำงานได้สมบูรณ์ จนประชาชนไม่ต้องพึ่งพา "อัศวินขี่ม้าขาว" หรือกลุ่มคนดีมาทำหน้าที่แทนรัฐอีกต่อไป

.....





Jim Bandon
14 hours ago
·
กรณีของ "เต้ อาชีวะ" เป็นอีกตัวอย่างที่ชวนตั้งคำถามถึงมาตรฐานของสังคมไทยในการนิยามคำว่า "คนดี"

อดีตของเขาเป็นที่รับรู้กันว่า เคยต้องโทษในคดีร่วมก่อเหตุใช้อาวุธไล่ยิง ฟัน แทงคู่อริจนมีผู้เสียชีวิตในช่วงวัยรุ่น ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2545 ซึ่งตรงกับวันแม่แห่งชาติ ภายหลังการได้รับพระราชทานอภัยโทษและการลดโทษตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์

หลังพ้นโทษ เขาผันตัวมาเป็นแกนนำสำคัญของกลุ่ม "อาชีวะปกป้องสถาบัน" ซึ่งในช่วงแรกเป็นที่รู้จักจากการติดตาม กดดัน และเผชิญหน้ากับผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างในประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเพิ่มขึ้น บทบาทของกลุ่มก็ลดลง และมีการเปลี่ยนจุดเน้นไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านแรงงานต่างชาติที่ถูกมองว่าก่อปัญหาแทน

หากมองปรากฏการณ์นี้ในภาพกว้าง จะเห็นว่ามีกลุ่มรุ่นหลังจำนวนหนึ่งเดินตามรอยเดิม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดตั้ง การสร้างภาพลักษณ์ของการ "ปกป้องชาติ-สถาบัน" หรือการเข้าไปทำหน้าที่ ที่โดยหลักแล้วควรเป็นอำนาจของรัฐ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ไม่ได้สร้างเพียงชื่อเสียงในโลกออนไลน์ แต่ยังอาจทำให้ผู้กระทำได้รับการปฏิบัติหรือการยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะที่ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ ความรู้สึกว่าการทำตัวเป็น "กองกำลังภาคประชาชน" สามารถนำมาซึ่งสถานะพิเศษ จึงกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการเลียนแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ คำอธิบายของเจ้าตัวเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการ "ทำความดี"

ในการให้สัมภาษณ์กับ Top News เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2565 เขากล่าวว่า

> "สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำความดีตอนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ข้างในก็คือเป้าหมายในการอภัยโทษ จากวันสำคัญเช่น วันแม่ วันพ่อ เป็นวันที่สำคัญที่สุดของนักโทษ ทุกคนเฝ้ารอจะมีโอกาสได้ลดโทษ มากน้อยอยู่ที่การทำตัวของพวกเรา เช่นผมได้สองครั้ง เป็นครั้งละสามเดือน"

คำพูดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า การประพฤติตัวดีในเรือนจำย่อมเป็นหลักเกณฑ์สำคัญของระบบราชทัณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคม แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้เกิดคำถามว่า การประพฤติตัวดีเพื่อให้ได้รับการลดโทษ กับการเปลี่ยนแปลงทางจิตสำนึกอย่างแท้จริง เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ !!??

ยิ่งเมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว บทบาทที่เลือกกลับไม่ใช่การสร้างสังคมด้วยกระบวนการตามกฎหมาย หากแต่เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะติดตาม คุกคาม หรือเผชิญหน้ากับผู้เห็นต่าง ความชอบธรรมของการอ้างว่า "ทำความดี" ก็ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิตั้งคำถาม

การให้โอกาสคนที่เคยทำผิดเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นหลักการสำคัญของสังคมอารยะ แต่การได้รับโอกาสครั้งที่สอง ไม่ได้หมายความว่าการกระทำหลังจากนั้นจะพ้นจากการตรวจสอบหรือการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลนั้นก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองหรือสังคมในพื้นที่สาธารณะ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครเคยติดคุกหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่า หลังจากได้รับโอกาสแล้ว บุคคลนั้นเลือกใช้โอกาสนั้นเพื่อเสริมสร้างหลักนิติรัฐและสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น หรือเลือกใช้มันเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการคุกคามผู้เห็นต่างในนามของอุดมการณ์

คำถามนี้ต่างหาก ที่สังคมควรช่วยกันตอบ มากกว่าการยกย่องใครเป็น "คนดี" เพียงเพราะเขาอ้างว่าทำความดีหลังพ้นโทษ 
.....

Jim Bandon
ท้ายที่สุด ปัญหาอาจไม่ใช่ "เต้ อาชีวะ" หรือกลุ่ม"กองเรือนรก"
เพราะถ้าไม่มีโครงสร้างที่คอยปรบมือ ไม่มีสื่อที่คอยสร้างวีรบุรุษ ไม่มีผู้มีอำนาจที่คอยให้ความชอบธรรม และไม่มีคนจำนวนหนึ่งที่พร้อมยกย่องการคุกคามในนามของความรักชาติ รักสถาบัน
ก็คงไม่มีใครมองเห็นว่า การตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย คือเส้นทางสู่การเป็น "คนดี"
บางที สิ่งที่ควรถูกวิจารณ์ที่สุด จึงไม่ใช่ตัวละคร
แต่คือเวทีที่คอยสร้างตัวละครแบบนี้ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เปลี่ยนเพียงชื่อคน
แต่บทละคร...ยังเป็นเรื่องเดิมเสมอ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122179224758935231&set=a.122166230408935231
.....