วันเสาร์, มิถุนายน 22, 2562

‘I แดง’ ไล่คนออกนอกประเทศอีกแระ ไม่รู้จักดูราชกิจจาฯ ว่าบ้านเมืองกำลัง 'ขาดแคลนบุคลากร'

“ทั้งโรคซ้ำ กรรมซัด วิบัติเป็น...” รัฐไทยภายใต้ครอบครองของ คสช.๒ (และพวกพ้อง เจ้าสัว) กำลังทำให้มหาชนบักโกรกหนักกว่าเก่าแน่แล้ว

ล่าสุดจากคำของ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผอ.สนค.จำใจเปิดเผยเรื่อง “พาณิชย์กุมขมับส่งออกเดือน พ.ค. ทรุดหนักติดลบ ๕.%” ท่ามกลางความอ่อนไหวของค่าเงินบาทในตลาดโลก แข็งโป๊ก ขณะเขียนนี่ “แตะ ๓๐ บาท/1USD วันนี้มาถึงจนได้”

ผู้ใช้นาม Myra Sangawongse โพสต์ทางเฟชบุ๊ค “ตายแล้ว ธุรกิจส่งออกพังยับเยิน...ไม่พอใจก็ไปอยู่ประเทศอื่น” คนละเรื่องแต่บรรยากาศเดียวกันกับ ‘I แดงไล่คนออกนอกประเทศอีกแระ “ใครไม่นึกถึงบุญคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่สมควรจะอยู่เมืองไทย”

โหนเป็นลิงคาบแก้วนั่นเชียว แค่ตอบข้อซักถามเรื่องเด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ไม่เอาทหาร พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกใช้วิธีเอาชนะคะคานแบบเด็กเกเร หันไปถามนักศึกษาวิชาทหารว่า “ใครไม่เอาทหารบ้างขอให้ยกมือขึ้น

ไม่มี นศท.คนไหนยกมือ” ถามคนที่สมัครเข้ามาหน้าไหนมันจะตอบว่าไม่ แล้วก็เลยเถิดไปถึงเรื่องสถาบันฯ สร้างบรรยากาศของการเข่นฆ่าเพื่อเจ้าเข้าอีก โยงให้เป็นเรื่องร้ายซะงั้น ไม่เอาทหารหมายถึงไม่นึกถึงบุญคุณกษัตริย์

ปัดธ่อว์ มีปากสักแต่ว่าใช้พ่นเสียง บ้านเมืองยิ่งกำลังขาดบุคคลากร แล้วยังจะไล่ให้ไปอยู่ที่อื่นเสียอีก ราชกิจจาฯ เพิ่งประกาศกฎ ก.พ.ใหม่ให้ข้าราชการที่อายุครบ ๖๐ ปีแล้ว ยังคงทำงานต่อได้ อ้างว่า “เป็นการบรรเทาปัญหาความขาดแคลนบุคลากรในสาขาที่เป็นภารกิจสำคัญของรัฐ

และเพื่อรองรับปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย” มิใยมีคนทักให้ดูเอา “ในขณะที่ นศ.จบใหม่ ตกงานจนยอดพุ่ง เกินครึ่งล้านคน” ไม่ยักแก้ปัญหาบุคคลากรล้นตลาดบ้าง


เรื่องค่าเงิน นั่นเป็นดัชนีชี้วัดต่อสภาพเศรษฐกิจมหภาคด้านการส่งออก อันเป็นปัจจัยสำคัญรายการหนึ่งของการฟื้นฟูความอยู่ดีกินดีในหมู่ประชาชน หลังจากที่ คสช.ครองเมืองมา ๕ ปี ถลุงเงินคงคลังเป็นว่าเล่น แล้วยังไม่เห็นผลอะไรสักอย่าง
 
“เดือน พ.ค. ๒๕๖๒ การส่งออกมีมูลค่า ๒๑,๐๑๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว ๕.% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน รวม ๕ เดือนแรกปี ๒๕๖๒ การส่งออกมีมูลค่า ๑๐๑,๕๖๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง ๒.%

นั่นคือตัวเลขที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเพิ่งแถลง ยอมรับในทีว่าปีนี้ยังหดหู่ ขณะที่โทษเศรษฐกิจโลก เพราะ “ตลาดศักยภาพสูงหดตัว ๗.% ซึ่งเกิดจากสงครามการค้าสหรัฐและจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแอ”

แต่ความจริงที่ไม่อยากพูดถึงอยู่ที่ “การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตหดตัวที่ ๑.%” โดยที่สินค้าเกษตรปรับดีขึ้นเล็กน้อย ใน ๕ เดือนแรกปีนี้โต ๐.๔% ขณะด้านอุตสาหกรรมยังตายหยังเขียด ตกต่ำลง ๒.๙%


แล้วยังประเด็นการตามใช้หนี้ ดินพอกหางหมูจากการ จ่ายและกู้ด้วยน้ำมือของผู้ชำนาญงาน รปภ. รู้ดีเรื่องเอาปืนจี้ รถถังไถ ได้เป็นหัวหน้ายามไม่พอ ริจะเป็นหัวหน้าผู้บริหารด้วย ใช้อำนาจเด็ดขาดสั่งเพลิน ทำบริษัทต่างชาติเสียหาย

หลังจากที่ศาลสูงสุดแคว้นนิวเซ้าท์เวลส์ พิพากษาคดีบริษัทคิงเกตฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่รัฐบาล คสช.๑ ใช้อำนาจขาดนิติธรรม สั่งปิดเหมืองทองชาตรีเมื่อปี ๒๕๕๙ ที่เขาได้สัมปทาน เมื่อเขาทวงท้วง หัวหน้า รปภ.กลับทำเฉยเมย

คำตัดสินของศาลสูงออสเตรเลียให้บริษัทคิงเกตได้รับการชดใช้มูลค่าทั้งสิ้น ๘๒ ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียโดยแยกเป็นจ่ายสด ๑,๖๕๕.๕ ล้านบาทไทย (ตามอัตราแลกเปลี่ยนแข็งโป๊ก 1 AUD=21.5 THB) และโอนเข้ากองทุน TAFTA อีก ๔.๙๓ ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
 
รายงานข่าวจาก https://smallcaps.com.au/kingsgate-wins-tafta-lawsuit-closure-chatree-gold-mine-thailand/ ระบุว่าค่าเสียหายเหล่านั้นบริษัทผู้ให้ประกันความเสี่ยงทางการเมืองจะต้องจ่ายภายในกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือบริษัทซูริคออสเตรเลีย

คำพิพากษาชี้ถึงความเสียหายที่บริษัทคิงเกตได้รับ เกิดจากความผิดของประเทศไทยที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรลีย ในการยึดคืนเหมืองทองชาตรี “อย่างไม่มีนิติธรรม” แม้บริษัทคิงเกตพยายามเจรจา รัฐบาลไทยกลับทำละเลยเฉยเมย  

ซึ่งข้อตกลงกำหนดให้ทำการฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ คำตัดสินศาลนิวเซ้าท์เวลส์ดังกล่าวจึงเป็นมาตรฐานต้นแบบ ให้ศาลอนุญาโตตุลาการใช้อ้างในการตัดสินความผิดของประเทศไทย จากการฟ้องร้องของบริษัทผู้ให้ประกัน และ/หรือบริษัทคิงเกตเองด้วย

เชื่อว่ามูลค่าความเสียหายในการฟ้องร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการจะมากกว่าคดีภายในประเทศออสเตรเลีย และจะไปลงที่เมื่อรัฐบาล ตู่ ๒ เข้าบริหารหมาดๆ พอดี