การทุจริตฉ้อฉลในกระบวนการกินรวบประเทศของระบอบสีน้ำเงิน ถูกเปิดโปงออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ผู้รับเหมาโครงการได้แต่ใช้ปากแถกแทนว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น (หน้า) หนาขึ้น” เลยโดนสวนกลับ
จากนายณพัทธ์ นรังศิยา รองโฆษกพรรคประชาชน “ทำงานบริหารประเทศมานาน แต่ปัญหาประเทศก็ยังมากขึ้น ยากขึ้น ถ้ายังคงบริหารอยู่ ปัญหามันก็แก้ไม่ได้อีก เพราะนายกทำงานดีไม่ได้ครึ่งฝีปากตัวเอง” แถมด้วย รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ
“มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่อวดอ้างกำแพงของคนอื่นเพื่อใช้คุ้มกันตัวเอง โดยหารู้มั้ยว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมากเพียงไร ต้องไร้น้ำยาขนาดไหนจึงต้องพึ่งพากำแพงคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง” รวมทั้งที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ต่อยอด
“ผู้นำที่ล้มเหลวมักเป็นเพราะถูกล้อมรอบด้วยกำแพง กระจก และคนโกหก...กำแพง (walls) ที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงให้ไปไม่ถึงหู กระจก (mirrors) ที่สะท้อนให้เห็นเฉพาะสิ่งที่อยากเห็นจนหลงเงาตัวเอง และคนโกหก (liars) ที่เลือกประจบ”
สส.‘ไอติม’ ยังวิเคราะห์อาการด้วยว่า การ “เลือกซ่อนตัวเองหลังกำแพงเพื่อหนีความรับผิดชอบ เชื่อว่าสักวันหนึ่งกำแพงทั้งหมดจะพังทลายลงจากการสิ้นศรัทธาของประชาชน” เพราะ “กำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญทุกวันนี้” ซึ่ง วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคขยายความ
ว่า “ก็คือการคอร์รัปชั่น โกงเลือกตั้ง ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน โกงสอบราชการ ฮั้ว สว. ฯลฯ ที่รัฐบาลกำลังทำให้เป็นเรื่องปกติ” เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูล “ไม่ต้องเห็นหัวประชาชน...ยามประเทศมีปัญหาเมื่อไหร่ คุณอนุทินแค่วิ่งเข้าหานาย
กับให้ลูกน้องตบเท้าออกมาแก้ต่าง” กันไปข้างๆ คูๆ ตัวเองทำไม่รู้ไม่ชี้กับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ฝ่ายค้านนำเสนอประจานเกือบทุกวัน จนประชากรไซเบอร์รายหนึ่งโพล่งว่า “แม้กำแพงจะหนามาก แต่หน้าด้านกว่า”
(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/movayLZrk6 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/dwyPCSBte5)
