วันจันทร์, พฤศจิกายน 09, 2569

นี่น่ะเหรอ... ประธานสภา🙄วินิจฉัยว่าร่างลบมรดก 6 ตุลาฯ ไม่ใช่กฎหมายตามรธน. หมวด 3 หมวด 5 ริเริ่มเสนอไม่ได้ แต่เนื้อหาคำวินิจฉัย มีจุด "โป๊ะ" ในหลักกฎหมายและหลักวิชาการหลายจุด อย่างแรกคือประเด็นหมวด 3 ที่ต้องขอแย้งว่า ร่างนี้เข้าข่ายเป็นกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชน ชัดเจน - iLaw ว่าไว้



เปิดเหตุผลโต้แย้งประธานสภาจากพรรคสีน้ำเงิน อ้างร่างลบมรดก 6 ตุลาฯ ไม่เป็นกฎหมายตามรธน. หมวดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนริเริ่มเสนอไม่ได้

8/11/2026
iLaw

จากกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. …. ไม่เป็นกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ จึงไม่สามารถริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564

แม้คำวินิจฉัยที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร โสภณ ซารัมย์ ระบุมาในความยาวขนาดหนึ่งหน้ากระดาษเอกสี่ “ดูเหมือน” จะมีเหตุผลสนับสนุน แต่เมื่อ “แกะ” เนื้อหาตามคำวินิจฉัย พบว่าการให้เหตุผลของประธานสภา กลับไม่หนักแน่นในหลักกฎหมายและหลักวิชาการ ซ้ำยังอาจ “สร้างความสับสน” แก่ประชาชนผู้จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ดังนี้

1) ร่างเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 และแก้ไขอัตราโทษ 12 มาตราในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่น เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

หากผู้ใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ก็อาจได้รับบทลงโทษทางอาญาที่มีห้าสถาน อันได้แก่ (1) ประหารชีวิต (2) จำคุก (3) กักขัง (4) ปรับ (5) ริบทรัพย์สิน ซึ่งบทลงโทษทางอาญา เป็นมีลักษณะจำกัดสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในทรัพย์สินดังนั้นร่างนี้จึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

2) ประธานสภาอ้างมาตราในรัฐธรรมนูญที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” และอ้างเหตุผลสนับสนุนไม่สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจและขั้นตอนการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

โดยในคำวินิจฉัยได้อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 64 และมาตรา 68 ซึ่งเป็นเรื่องแนวทางรัฐธรรมนูญในการดำเนินการตรากฎหมายเกี่ยวกับระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง “ไม่เกี่ยว” กับเรื่องนี้โดยตรง

นอกจากนี้ ในคำวินิจฉัยยังระบุว่า “การกำหนดโทษทางอาญาจึงเป็นอำนาจของรัฐโดยตรง”

ลำพังเพียงแต่การที่ประชาชนใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยังไม่นำไปสู่กระบวนการพิจารณากำหนดโทษทางอาญาได้ ตามขั้นตอนการออกกฎหมายที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ ร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับไม่ว่าจะมีหลักการหรือเนื้อหาที่กำหนดความผิดและบทลงโทษทางอาญาหรือไม่ จะต้องผ่านการพิจารณาด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลำดับ องค์กรผู้ใช้อำนาจพิจารณากฎหมายอันรวมถึงการกำหนดโทษทางอาญา จึงเป็นรัฐสภาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอันเป็นหนึ่งใน “อำนาจรัฐ” ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ เหตุผลที่ประธานสภายกมา สะท้อนให้เห็นถึงความ “สับสน” ในหลักการแบ่งแยกอำนาจและ “ไม่ถูกต้อง” ตามขั้นตอนการออกกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

3) ดุลยพินิจของประธานสภา “สร้างความสับสน” แก่ประชาชนที่จะเสนอกฎหมาย ร่างพ.ร.บ.หลายฉบับที่กำหนด/แก้ไข/ยกเลิกความผิดและโทษอาญา ตีความว่าเป็นกฎหมายตามหมวด 3 แต่เสนอแก้อัตราโทษทางอาญา ตีความว่าไม่เป็นกฎหมายตามหมวด 3

ภายใต้ระยะเวลาหลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้ นับแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ถึงชุดที่ 27 มีร่างพระราชบัญญัติหลายฉบับที่มีหลักการหรือเนื้อหากำหนดแก้ไขอัตราโทษทางอาญา หรือกำหนดความผิดทางอาญาขึ้นมาใหม่ หรือยกเลิกกฎหมายที่มีกำหนดความผิดและบทลงโทษอาญา แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติเหล่านั้นเป็นกฎหมายที่เสนอตามหมวด 3 และหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ และสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้

แต่คำวินิจฉัยของประธานสภา กลับขัดแย้งต่อการใช้ดุลยพินิจในการตีความร่างพระราชบัญญัติอื่น ๆ การให้เหตุผลในคำวินิจฉัยจึงไม่มีความแน่นอน มั่นคง และไม่ชัดเจน สร้างความสับสนแก่ประชาชนผู้รับคำสั่ง

https://www.ilaw.or.th/articles/59813









หากดูลักษณะบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่น เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
หากผู้ใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ก็อาจได้รับบทลงโทษทางอาญาที่มีห้าสถาน

ซึ่งบทลงโทษทางอาญา เป็นมีลักษณะจำกัดสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในทรัพย์สินดังนั้นร่างนี้จึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

ประธานสภาอ้างมาตราในรัฐธรรมนูญ มาตรา 64 และมาตรา 68 ซึ่งเป็นเรื่องแนวทางรัฐธรรมนูญในการดำเนินการตรากฎหมายเกี่ยวกับระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง “ไม่เกี่ยว” กับเรื่องนี้โดยตรง

ในคำวินิจฉัยยังระบุว่า “การกำหนดโทษทางอาญาจึงเป็นอำนาจของรัฐโดยตรง”

ลำพังเพียงแต่การที่ประชาชนใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยังไม่นำไปสู่กระบวนการพิจารณากำหนดโทษทางอาญาได้ ตามขั้นตอนการออกกฎหมายที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับต้องผ่านรัฐสภา

องค์กรผู้ใช้อำนาจพิจารณากฎหมายอันรวมถึงการกำหนดโทษทางอาญา จึงเป็นรัฐสภาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอันเป็นหนึ่งใน “อำนาจรัฐ” ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ เหตุผลที่ประธานสภายกมาสะท้อนให้เห็นถึงความ “สับสน” ในหลักการแบ่งแยกอำนาจ “ไม่ถูกต้อง” ตามขั้นตอนการออกกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

นอกจากนี้ การใช้ดุลยพินิจของประธานสภายัง “สร้างความสับสน” แก่ประชาชนที่จะเสนอกฎหมาย ร่างพ.ร.บ.หลายฉบับที่กำหนด/แก้ไข/ยกเลิกความผิดและโทษอาญา ตีความว่าเป็นกฎหมายตามหมวด 3 แต่ร่างลบมรดก 6 ตลาฯ ที่เสนอแก้อัตราโทษทางอาญา ตีความว่าไม่เป็นกฎหมายตามหมวด 3

อ่านทั้งหมดได้ที่