วันเสาร์, พฤศจิกายน 07, 2569

“วิธูร คลองมีคุณ” ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี สว.สำรองยื่นฟ้อง 8 กกต. ปมทุจริตเลือกตั้ง สว. อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมยืนยันว่าประชาชนสามารถยื่นฟ้อง กกต. ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ “มัณฑรี” อดีตประธานศาลอุทธรณ์


06 พ.ย. 69
ฐานเศรษฐกิจ

KEY POINT
  • ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่วินิจฉัยให้ประชาชนสามารถยื่นฟ้องเลขาธิการ และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวม 8 คน ได้โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • คดีดังกล่าวเกิดจากการที่ กกต. ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตรวจสอบการทุจริตหรือ "ฮั้ว" ในการเลือกตั้ง สว.
  • ศาลเห็นพ้องว่า การฮั้วเลือกตั้งถือเป็นการ "พรากอำนาจอธิปไตย" ของปวงชนชาวไทย ทำให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยตรง
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2569 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 เป็นคดีของ ของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขดำที่ อ 1018/2569 หมายเลขแดงที่ อ 1444/2569 ที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติตระกูล ยื่นฟ้อง นานายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะกรรมการ กกต. รวม 8 คน ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

โดยมีชนวนเหตุมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติ 4 ต่อ 3 ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการทุจริต หรือ ฮั้วเลือก สว. ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 72, 75, 77

ศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีปัญหาคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เสนอศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11

ประธานศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2540 แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติกาดังกล่าวด้วย

การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540, 2550 และ 2560 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ความว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

ฉะนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้ว หรือ โกงเลือก สว. ) อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32,58,69 ตามฟ้อง

ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้น ที่มีเขตอำนาจได้โดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 - 8 ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยทั้ง 8 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทณแก่ผู้สมัครเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

อันเป็นการร่วมกัน ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้น ที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) เช่นกัน

เยี่ยงนี้ย่อมถือได้ว่า การกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้ง 8 จงใจเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32,58,69 และ พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 22 และมาตรา 38

เป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่ หรือ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามบทบัญญัติแห่ง พ.รป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และ คณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดี แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดี คือ โจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอัยการสูงสุด หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว

ในเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2- 8 เป็นกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา32,58,69 , 88 ซึ่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 8 ให้ถือว่า เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4

ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้สมัคร สว.สำรอง ได้เคยยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง พร้อมทั้งขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมองว่า มีพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เนื่องจาก นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ได้เคยมีคำวินิจฉัย คดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

โดยจะต้องส่งเรื่องผ่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คำวินิจฉัยของ นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน จึงถือเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์

https://www.thansettakij.com/politics/673165