
Napath Up Narangsiya
15 hours ago
·
[ เมื่อการตรวจสอบรัฐบาล ต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน? ]
.
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีประเด็นที่ประธานสภาฯ ออกแนวทางกรอบอำนาจ กมธ. 35 คณะ ให้การบรรจุวาระ การเชิญบุคคล หรือการเรียกเอกสาร ต้องเป็นมติขององค์คณะเท่านั้น ประธานสั่งการโดยลำพังไม่ได้ ก่อนตัดสินว่าเรื่องนี้ถูกหรือผิด ขอวางหลักการที่ควรจะเป็นก่อน 3 ข้อ
.
หลักที่ 1: ประชาธิปไตยคือเสียงข้างมากที่ไม่ทำลายเสียงข้างน้อย
ในระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่าเสียงข้างมากมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลและผ่านกฎหมาย แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ทำลายเสียงข้างน้อยให้สูญสิ้นความสามารถในการตรวจสอบ เสียงข้างน้อยต้องมีเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่มีแค่บนกระดาษ ถ้าไม่มีพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยได้ทำงานได้จริง ระบอบแบบนั้นก็เป็นเพียง Tyranny of Majority ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย
.
หลักที่ 2: กรรมาธิการคือเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบรัฐบาล
สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่หลักสองอย่างคือ “ออกกฎหมาย” และ “ตรวจสอบฝ่ายบริหาร” แต่ที่ประชุมใหญ่ที่มี สส. 500 คน มาประชุมลงรายละเอียดทุกเรื่องพร้อมกันไม่ได้ สภาจึงมอบงานให้คณะกรรมาธิการเป็นหน่วยย่อยในการกำหนดเรื่องที่จะตรวจสอบ เรียกเอกสาร และเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง กรรมาธิการจึงเป็นเครื่องมือของสภาในการถ่วงดุลรัฐบาล โดย สส.ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างมีศักดิ์ศรี ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารแทนประชาชนด้วย
.
หลักที่ 3: การตรวจสอบต้องไม่ขึ้นกับการอนุญาตของผู้ถูกตรวจสอบ
การตรวจสอบที่ต้องขอให้ผู้ถูกตรวจสอบอนุมัติก่อน ก็เหมือนผู้ตรวจบัญชีที่ต้องขออนุญาตบริษัทก่อนเปิดดูบัญชี ตำรวจที่ไม่มีอำนาจสอบสวน หรือผู้ตรวจสอบที่เป็นลูกน้องของคนที่ต้องถูกตรวจสอบอีกที ลักษณะแบบนี้ซึ่งไม่ใช่การตรวจสอบอีกต่อไป ดังนั้นกฎหมายต้องให้อำนาจแก่ผู้ตรวจสอบไว้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ถูกตรวจสอบ
.
นี่คือหลัก 3 อย่างที่ต้องระลึกไว้เสมอ และเมื่อนำหลักทั้งสามมาจับกับแนวทางใหม่ที่ประธานสภาฯ ได้ประกาศออกมา จะเห็นได้ว่าแนวทางใหม่นี้ผิดกับหลักการที่ควรเป็น
.
ย้อนกลับไปที่ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อที่ 93 จะเห็นได้ว่าประธาน กมธ. ถูกแบ่งตามสัดส่วนเสียงในสภา ฝ่ายค้านจึงได้เป็นประธานหลายคณะ เพราะเจตนารมณ์ของข้อบังคับคือต้องแบ่งกันอย่างเป็นธรรม ให้เสียงข้างน้อยสามารถทำงานได้ตามสัดส่วนที่มี แม้สมาชิกในแต่ละ กมธ.ก็แบ่งตามสัดส่วนส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลจึงเป็นเสียงข้างมากเกือบทุกคณะ แต่ถ้าประธานมาจากเสียงข้างน้อย ก็ยังสามารถใช้อำนาจประธานในการตรวจสอบรัฐบาลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน
.
แต่เมื่อมีการวางกรอบอำนาจใหม่ของประธานสภาฯ การกำหนดวาระ การเรียกเอกสาร และการเชิญบุคคล ต้องผ่านมติเสียงข้างมากใน กมธ.ก่อน ฝ่ายรัฐบาลในทุก กมธ.จึงมีสิทธิ์วีโต้ว่าจะยอมให้ตัวเองถูกตรวจสอบเรื่องใด ตำแหน่งประธานของเสียงข้างน้อยจึงเหลือแค่ชื่อ ไม่สามารถทำงานได้ และนั่นจะผิดหลักการทั้งสามข้อ
.
เมื่อการตรวจสอบต้องขออนุญาตคนที่จะถูกตรวจสอบ การตรวจสอบนั้นก็ทำไม่ได้จริง
.
เมื่อการตรวจสอบรัฐบาลทำไม่ได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้
.
เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้ เพราะเสียงข้างน้อยที่ต้องรักษาไว้ถูกทำลาย ประชาธิปไตยก็ไม่มีจริง
.
ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาของประเทศอื่นยึดหลักการรักษาเสียงข้างน้อยเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ผ่านการทำงานในคณะกรรมาธิการอย่างไร?
.
.
เยอรมนี: เสียงข้างน้อยมีสิทธิของตัวเองที่เสียงข้างมากลบล้างไม่ได้
.
เยอรมนีถือว่าสิทธิของเสียงข้างน้อยต้องเขียนไว้ในกฎ ไม่ใช่ขึ้นกับความเมตตาของเสียงข้างมาก เริ่มจากข้อบังคับกำหนดให้ การแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการต้องเป็นไปตามสัดส่วนขนาดของพรรคเหมือนกับไทย จากนั้นประธานเป็นผู้กำหนดวันเวลาและวาระประชุม เว้นแต่คณะกรรมาธิการจะลงมติไว้ก่อน และ ประธานมีหน้าที่ต้องเรียกประชุมในวันที่เร็วที่สุดตามตาราง หากพรรคใดพรรคหนึ่งในคณะหรือสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งในสามเรียกร้องและกำหนดวาระมา ในเรื่องการเชิญบุคคล คณะกรรมาธิการที่รับเรื่องไว้ ต้องจัดการรับฟังความเห็น หากสมาชิกหนึ่งในสี่เรียกร้อง และผู้ให้ข้อมูลที่เสียงข้างน้อยเสนอชื่อต้องได้รับการรับฟัง ส่วนในคณะกรรมาธิการสอบสวน หากสมาชิกหนึ่งในสี่ร้องขอ ต้องสืบพยานหลักฐานนั้น และ หากคณะกรรมาธิการปฏิเสธ ผู้พิพากษาไต่สวนของศาลยุติธรรมสูงสุดของสหพันธ์จะเป็นผู้ตัดสินตามคำร้องของสมาชิกหนึ่งในสี่ แปลว่าฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถปิดการตรวจสอบได้ด้วยการโหวตด้วยเสียงข้างมาก
.
.
นอร์เวย์: เสียง 1 ใน 3 พอที่จะเริ่มการตรวจสอบ
.
นอร์เวย์วางหลักว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารต้องเริ่มได้โดยไม่ต้องได้เสียงข้างมาก ข้อบังคับกำหนดว่า สมาชิก 1 ใน 3 ของคณะกรรมาธิการสามารถเรียกร้องให้จัดการรับฟังความเห็นในเรื่องที่คณะพิจารณาอยู่ และตัดสินใจเองว่าจะเชิญใครมาชี้แจง ส่วนคณะกรรมาธิการตรวจสอบและรัฐธรรมนูญ สมาชิก 1 ใน 3 สามารถให้คณะขอข้อมูลจากรัฐมนตรีที่จำเป็นต่อการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และตัดสินใจเปิดเรื่องตรวจสอบได้ คณะนี้เป็นคณะเดียวจาก 12 คณะที่ริเริ่มเรื่องพิจารณาเองได้ โดย ใช้เสียงอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 4 คนจาก 10 คน
.
.
สวีเดน: เสียงข้างน้อยในกรรมาธิการได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย
.
สวีเดนเขียนกลไกคุ้มครองเสียงข้างน้อยไว้ในกฎหมายว่าด้วยรัฐสภา โดยมีหัวข้อชื่อตรงตัวว่า "การคุ้มครองเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการ" ประธานเป็นผู้เรียกประชุม แต่ ต้องเรียกประชุมหากสมาชิกอย่างน้อย 5 คนร้องขอ ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐต้องให้ข้อมูลและความเห็นแก่คณะกรรมาธิการที่ร้องขอ และคณะกรรมาธิการต้องขอข้อมูลหรือความเห็นนั้น หากสมาชิกอย่างน้อย 5 คนร้องขอระหว่างการพิจารณาเรื่องใด ทั้งที่คณะกรรมาธิการสวีเดนมีสมาชิก 17 คนตามสัดส่วนพรรค 5 คนจึงน้อยกว่า 1 ใน 3 เสียอีก
.
.
แคนาดา: เสียงข้างน้อยบังคับให้เปิดประชุมได้ และคณะตรวจสอบหลักเป็นของฝ่ายค้าน
.
แคนาดาป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากหรือประธานปิดประตูการประชุม ข้อบังคับข้อ 106(4) กำหนดว่า เมื่อสมาชิกคณะกรรมาธิการ 4 คน(จากทั้งหมด 11-12 คน) ลงชื่อร้องขอ ประธานกรรมาธิการต้องเรียกประชุมภายใน 5 วัน
.
นอกจากนี้ ข้อบังคับยังกำหนดให้คณะกรรมาธิการ 5 จาก 24 คณะ มีประธานจากพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่
คณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน
คณะกรรมาธิการการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรม
คณะกรรมาธิการการดำเนินงานของรัฐบาลและการประมาณการงบประมาณ
คณะกรรมาธิการสถานภาพสตรี และ
คณะกรรมาธิการร่วมสามัญพิจารณาตรวจสอบกฎระเบียบและข้อบังคับ
.
โดยเหตุผลคือ เพื่อให้รัฐบาลต้องถูกตรวจสอบโดยฝ่ายเสียงข้างน้อยได้จริง โดยเฉพาะในด้านการใช้จ่ายเงินงบประมาณและการบริหารงาน
.
.
ฝรั่งเศส: รัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องมีสิทธิของฝ่ายค้าน
.
ฝรั่งเศสเขียนหลักนี้ไว้ถึงระดับรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ข้อบังคับสภาต้องรับรองสิทธิเฉพาะของกลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มเสียงข้างน้อย เพื่อถ่วงดุลอำนาจของเสียงข้างมาก
.
ในกรรมาธิการถาวร(สามัญ) ที่มีอยู่ 8 คณะ มีข้อกำหนดชัดเจนว่า ประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังต้องมาจากกลุ่มที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านเท่านั้น และตัวประธานมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอเอกสารด้านการเงินและการบริหารได้ทุกชิ้นตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ สามารถลงพื้นที่และเรียกคนเข้าชี้แจงในกรรมาธิการได้เอง
.
นอกจากนี้ยังมีสิทธิที่เรียกว่า การตั้ง "คณะกรรมาธิการสอบสวน" ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการชั่วคราวที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบข้อเท็จจริงเป็นการเฉพาะ และมีอำนาจเข้มกว่าคณะกรรมาธิการทั่วไป คือ ผู้รายงานของคณะลงตรวจเอกสารและพื้นที่ได้ และหน่วยงานต้องให้ข้อมูลทั้งหมด กลุ่มการเมืองในสภาแต่ละกลุ่มที่เป็นฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อย ใช้สิทธินี้ได้กลุ่มละครั้งต่อปี โดยเสียงข้างมากทำได้เพียงตรวจว่าคำขอเข้าเงื่อนไขหรือไม่ แต่ไม่มีสิทธิ์โหวตปัดตก แม้สมาชิกในคณะจะแบ่งตามสัดส่วนพรรค แต่ตำแหน่งประธานหรือผู้รายงานต้องเป็นของฝ่ายค้าน และกลุ่มที่ใช้สิทธิเป็นผู้เลือกว่าจะเอาตำแหน่งใด
.
.
ญี่ปุ่น: ประธานกำหนดวาระ และเสียงหนึ่งในสามบังคับเปิดประชุมได้
.
ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นข้อ 66–67 ให้ประธานกรรมาธิการเป็นผู้จัดระเบียบการประชุมและกำหนดวันเวลาประชุมเอง ขณะเดียวกัน หากสมาชิกหนึ่งในสามร้องขอ ประธานต้องเปิดประชุม นอกจากนี้ ส.ส. เพียง 40 คน (ไม่ถึงหนึ่งในสิบของสภา) ยังขอให้คณะกรรมาธิการสั่งการสอบสวนเบื้องต้นได้ และคณะกรรมาธิการมีหน้าที่ต้องสั่งตาม ด้วยอำนาจของประธานนี้เอง เมื่อฝ่ายค้านได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการงบประมาณในปี 2024 จึงถือว่ามีความหมาย เพราะประธานมีอำนาจกำหนดตารางประชุม ดำเนินการอภิปราย และนำเรื่องเข้าสู่การลงมติ
.
โดยสรุป ประเทศประชาธิปไตยเหล่านี้ออกแบบกลไกของกรรมาธิการต่างกัน บางแห่งให้อำนาจแก่ตัวประธาน บางแห่งให้แก่เสียงข้างน้อยหนึ่งในสาม หนึ่งในสี่ หรือแม้แต่ห้าคน แต่หลักร่วมที่เหมือนกันหมด คือการตรวจสอบต้องเดินหน้าได้แม้เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย เสียงข้างน้อยสามารถทำงานได้จริง
.
แต่แนวทางใหม่ของสภาไทยที่ริบอำนาจจากประธาน โดยให้ใช้หลักเสียงข้างมาก โดยไม่สร้างสิทธิของเสียงข้างน้อยมาแทน ทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือเสียงข้างมาก ซึ่งก็คือฝ่ายรัฐบาลที่ถูกตรวจสอบนั่นเอง นี่จึงไม่ใช่การจัดระเบียบ แต่คือการทำลายกลไกตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร และจะทำลายรากฐานของประชาธิปไตยของไทยไปในที่สุด การตัดสินใจของประธานสภาครั้งนี้จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติที่ควรจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย กลายเป็น "ขี้ข้า" ของฝ่ายบริหารหรือไม่ ก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
.....
ถาม AI เพิ่มเติม
มีประเทศที่เป็นประชาธิปไตยบ้างมั้ยที่ ตรวจสอบรัฐบาล ต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน
ในระบบประชาธิปไตยตามหลักสากลทั่วโลก "ไม่มี" ประเทศประชาธิปไตยที่ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภาหรือคณะกรรมาธิการ) จะต้องไป "ขออนุญาต" จากฝ่ายบริหาร (รัฐบาลหรือผู้ที่ถูกตรวจสอบ) ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการตรวจสอบการทำงาน งบประมาณ หรือเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลได้ครับ
หลักการสากลของการถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) กำหนดไว้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง:
ความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบ: คณะกรรมาธิการหรือรัฐสภาในประเทศประชาธิปไตยต้องมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การตรวจสอบมีความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้สถานะของตนเองมาปิดกั้นการตรวจสอบ
อำนาจในการเรียก (Power to Summon): ในประเทศประชาธิปไตยหลักๆ (เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือประเทศในยุโรป) คณะกรรมาธิการของสภาจะมีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกตัวรัฐมนตรี ข้าราชการ หรือพยาน ตลอดจนขอเอกสารสำคัญมาตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ฝ่ายรัฐบาลอนุมัติหรืออนุญาต
หากกระบวนการตรวจสอบถูกบังคับให้ต้องขออนุญาตจากฝ่ายรัฐบาลเสียก่อน ก็จะขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักประชาธิปไตยสากล เพราะผู้ถูกตรวจสอบย่อมมีแรงจูงใจที่จะไม่อนุญาตให้มีการตรวจสอบตนเอง ซึ่งจะทำให้กลไกการตรวจสอบพังทลายลงตามที่ระบุไว้ในภาพครับ
แล้วในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข มีมั้ย
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy) เช่น สหราชอาณาจักร (อังกฤษ), ญี่ปุ่น, สวีเดน, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, แคนาดา, หรือออสเตรเลีย ก็ไม่มีการกำหนดให้การตรวจสอบรัฐบาลต้องไปขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อนเช่นกันครับ
โครงสร้างและหลักการของประเทศเหล่านี้มีลักษณะที่สำคัญดังนี้:
สถานะของพระมหากษัตริย์: พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐที่ “อยู่เหนือการเมือง” ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญและคำแนะนำของรัฐบาล โดยพระองค์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือการตรวจสอบประจำวันด้วยพระองค์เอง อำนาจบริหารและการตรวจสอบจึงเป็นเรื่องระหว่าง "ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา)" กับ "ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล/นายกรัฐมนตรี)"
ความเป็นอิสระของสภา: รัฐสภาของประเทศกลุ่มนี้มีอำนาจเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล คณะกรรมาธิการ (Select Committees) ของเขามีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกตัวรัฐมนตรี ข้าราชการประจำ หรือขอเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกตรวจสอบ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข หรือแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการสากลของประชาธิปไตยจะวางอยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ "ผู้ถูกตรวจสอบไม่มีสิทธิ์(อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ตรวจสอบมาตรวจสอบตนเอง" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจฟอกความผิดหรือปกปิดความไม่โปร่งใสครับ