วันจันทร์, พฤศจิกายน 09, 2569

ย้อนเส้นทางคดี ม.112 “ยาใจ ทะลุฟ้า” ชูสามนิ้ววันรับปริญญา: ตลอดการสืบพยาน 6 นัด พยานโจทก์หลายปาก รวมถึงผู้กล่าวหาและพนักงานสอบสวน เบิกความรับว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาทและไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการพิจารณา เนื่องจากเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่ง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
ย้อนเส้นทางคดี ม.112 “ยาใจ ทะลุฟ้า” ชูสามนิ้ววันรับปริญญา: พยานโจทก์รับพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาท-ผู้สำเร็จราชการฯ ที่ ม.112 คุ้มครอง
.
.
ในวันที่ 10 พ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ชูสามนิ้ว” ระหว่างพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรต่อหน้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเสด็จแทนพระองค์ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2565 และการให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเพจ “ทะลุ มข” และ “The Isaan Record”
.
คดีนี้มี กมล กิจกสิวัฒน์ อดีตประธาน กปปส.ขอนแก่น, กลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และผู้สมัคร สส. จังหวัดขอนแก่น เขต 1 ของพรรคไทยภักดีในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นผู้กล่าวหาที่ สภ.เมืองขอนแก่น ก่อนพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นจะยื่นฟ้องเป็น 3 กระทง โดยแยกการชูสามนิ้วและการให้สัมภาษณ์สองครั้งออกจากกัน
.
ข้อต่อสู้สำคัญของคดีนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ได้แก่ มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลเพียง 4 สถานะ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขณะที่สมเด็จพระเทพฯ ไม่ได้อยู่ในสถานะใดเลย ทรงพลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าชูสามนิ้วจริง แต่ยืนยันว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และการกระทำก็ไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายแต่อย่างใด รวมทั้งทรงพลเองก็ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหาการสัมภาษณ์ในเพจทั้งสองที่ถูกกล่าวหา
.
ตลอดการสืบพยาน 6 นัด พยานโจทก์หลายปาก รวมถึงผู้กล่าวหาและพนักงานสอบสวน เบิกความรับว่าสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่รัชทายาทและไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พนักงานสอบสวนปากหนึ่งยังรับว่า “ยังไม่เคยมีคำพิพากษาที่ตีความคำว่าพระมหากษัตริย์รวมความถึงผู้แทนพระองค์ด้วย” ขณะที่ตำรวจสืบสวนผู้รับผิดชอบเฝ้าระวังจำเลยในวันเกิดเหตุ เบิกความว่าการชูสามนิ้วต่อหน้าสมเด็จพระเทพฯ “ไม่อาจตีนัยสำคัญลึกได้ถึงขนาดว่าเป็นการกระทำต่อรัชกาลที่ 10”
.
หลังสืบพยานเสร็จเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลนัดฟังคำพิพากษาห่างออกไปเกือบ 4 เดือน โดยระบุว่าคดีมีประเด็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารค่อนข้างมาก และต้องส่งสำนวนพร้อมร่างคำพิพากษาไปให้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ตรวจก่อน
.
ขณะที่เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ออกจากสารบบความ เนื่องจากเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่ง

ก่อนฟังคำพิพากษา ชวนย้อนอ่านเส้นทางคดีและบันทึกการสืบพยานในคดีนี้บนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/87712

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1545183440785454&set=a.656922399611567