
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
18 hours ago
·
เปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียน และการยืนยันถึงการต่อสู้: ‘บอย’ พงศธรณ์ หลังถูกขังเข้าวันที่ 4 ในคดี ม.112
.
.
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเดินทางเข้าเยี่ยม “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกกล่าวหาจากกรณีชุมนุมและปราศรัยบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 หรือชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เขาถูกคุมขังพร้อมกับ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2569 หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน แม้คดีเพิ่งจะขยับไปสู่ชั้นอุทธรณ์
.
บอยเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวการถูกคุมขังเข้าวันที่ 4 หลังจากไม่ได้ประกันตัว โดยกำลังปรับตัวกับการใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ เขาฝากข้อความเป็นห่วงถึงครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ The Isaan record ว่าเขาสบายดี และยังคงเข้มแข็ง ยังหวังว่าจะได้ประกันตัวและออกไปอยู่กับทุกคนอีกครั้ง
.
การเยี่ยมบอยในครั้งแรก เป็นการเยี่ยมผ่านจอภาพ เนื่องจากอยู่ในช่วงกักโรคของผู้ต้องขังเข้าใหม่ บอยถูกตัดผมเกรียนแล้ว เขาเล่าว่าปัจจุบันอยู่แดน 2 มีผู้ต้องขังร่วมห้อง 16 คน และเมื่อพ้นช่วงกักโรค จะค่อยถูกจำแนกไปยังแดนอื่น
.
“ผมปรับตัวได้ อยู่ข้างในผมสบายดี กินข้าวได้ เพื่อนร่วมห้องขังก็ดีครับ เราก็รับฟังการปรับทุกข์กันไป ตอนนี้ถ้ามีที่ขัดใจ ก็คือผมไม่ได้ดูข่าว”
.
เขายังฝากข้อความบอกกับเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ที่ทำงานด้วยกันที่ The Isaan record ว่าไม่ต้องเป็นห่วง และเขายังสู้อยู่ ถ้าได้กลับไปเร็ว ๆ นี้ก็ดี แต่หากเลวร้ายที่สุดก็อีก 2 ปี 8 เดือนถึงจะได้เจอกัน
.
“จิตใจผมยังเข้มแข็งยังสู้อยู่ครับ อยากให้ครอบครัว พี่ ๆ ที่ทำงานสบายใจได้ อยากให้ทุกคนรอผมนะ เดี๋ยวผมกลับไป ในนี้ผมยังยืนยันว่าผมยังสู้อยู่” บอยบอกว่าการที่ต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
.
“ผมเชื่อเรื่องการแสดงออกทางการเมืองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ อยากให้การถูกคุมขังครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ ว่าหากคุณเชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง หากคุณทำอะไรได้ ก็อยากให้ทำอย่างมีความหวังครับ”
.
บอยกล่าวว่าการติดคุกครั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐไม่ยอมรับความเห็นต่าง แต่เขาเชื่อว่าการแสดงออกการแสดงความคิดเห็นที่ทำมันไม่ได้ผิด แต่เป็นสิ่งที่รัฐตัดสินให้ต่างหาก ภายใต้สภาวะแบบนี้มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การติดคุกติดตารางจะเกิดขึ้น และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะถูกคุมขังอยู่ที่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความหวัง
.
บอยไม่ปฏิเสธว่า เมื่อต้องเข้ามาแบบนี้และไม่ได้ประกันตัว ก็มีความกังวลใจเป็นธรรมดา “ทุกคืนผมก็สวดภาวนากับพระเจ้าขอให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นไว ๆ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวผมในตอนนี้ก็คือพระเจ้าและความหวัง”
.
นอกจากนี้ บอยได้เล่าว่าวันที่ต้องเข้ามาถูกขังอยู่ในเรือนจำ พวกเขาในฐานะผู้ต้องขังใหม่ไม่ได้รับสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานใด ๆ เลย แม้กระทั่งแปรงสีฟัน สบู่ ถ้าไม่ได้ของจากเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันช่วยเหลือก็คงลำบาก
.
เขาบอกว่าการรักษาพยาบาลคนในเรือนจำ เจ้าหน้าที่ตอบสนองช้ามาก ตอนเข้ามามีผู้ต้องขังที่แจ้งไปว่าป่วยจิตเวช กว่าเขาจะได้พบแพทย์ก็อีก 2-3 วัน ถึงได้ยามาก็ได้มาไม่ตรงกับอาการป่วยของตัวเอง บอยบอกว่าเขาเห็นผู้ต้องขังที่เป็นหวัดกว่าจะได้ตรวจก็สองวันไปแล้ว อีกคนยิ่งแล้วใหญ่ เขามีอาการเจ็บหน้าอกจากการตกจากที่สูงก่อนจะเข้าเรือนจำ แจ้งเจ้าหน้าที่ไปกว่าจะได้ไปตรวจก็ใช้เวลา 2 - 3 วันเช่นเดียวกัน ได้ยามาก็คือยาพาราฯ เขามองว่าถ้าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินยังไงก็ไม่รอด
.
เมื่อพูดถึงคดีที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในนี้ บอยบอกว่า “คดีนี้พาผมมาไกลมาก จากนักศึกษาปี 2 จนตอนนี้มาเป็นนักข่าวแล้ว ผมพยายามมองว่าเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง ผู้ต้องขังอื่น ๆ ก็เป็นเพื่อนนักเรียน มันมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผมอยากเรียนรู้ ก็คิดว่าหากต้องอยู่ในเรือนจำยาว ก็ตั้งใจว่าจะศึกษาเรื่องภายในเรือนจำ และผู้คนให้ได้มากที่สุด”
.
“การเปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียนไม่ใช่แค่เปลี่ยนมิติชีวิตเท่านั้น การที่ผมถูกส่งเข้ามาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มันทำให้ผมเห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย จุดประกายให้ผมอยากเรียนนิติศาสตร์อีกครั้ง”
.
บอยยังเล่าให้ฟังว่าวันแรกที่เข้ามาในเรือนจำ พัศดีได้มาพบเขาเป็นการส่วนตัว และสอบถามว่าไปทำอะไรมาทำไมถึงโดนคดี ม.112 สังเกตว่าเจ้าหน้าที่ดูสนใจคดีของเขากันมาก มีการถ่ายรูปเขา แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่ายไปเพื่ออะไร
.
เมื่อพูดคุยถึงการยื่นประกันตัวอีกครั้ง บอยบอกว่าเขายังมีความหวังว่าศาลจะอนุญาตประกันตัวและปล่อยเขาออกไป “ถ้าหากความยุติธรรมมาเร็ว ผมก็น่าจะมีเรื่องราวสั้น ๆ มาสื่อสารว่าชีวิตครั้งหนึ่งของเด็กหนุ่มที่มาจากต่างจังหวัดคนนี้ต้องมาติดคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะการแสดงออกทางการเมืองเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาปี 2”
.
ทั้งนี้ พงศธรณ์เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยเขาเคยทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส. เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงการชุมนุมใหญ่ปี 2563-64 ทำให้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทั้งหมด 2 คดี โดยคดีแรกถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #อีสานสิบ่ทน ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คดีนี้ศาลจังหวัดมหาสารคามมีคำพิพากษายกฟ้อง และสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2565 แล้ว แต่คดีที่สอง เขาถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ด้วย จากการเข้าร่วมและขึ้นปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ในกรุงเทพฯ และยังต้องต่อสู้คดีนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/87631 https://www.facebook.com/photo?fbid=1541744041129394&set=a.656922399611567