.jpeg)

นี่หรอพืชสวนโลก 😤😔 https://t.co/bk1CWNXWG0
— Eric (@eric_sayompoo) November 2, 2026
ปิดหน้าออนไลน์ : ส่องงาน พืชสวนโลกอุดรฯ ทุ่ม 2,750 ล้านเนรมิต หวังรีเทิร์น 3.2 หมื่นล้าน

พืชสวนโลกอุดรฯ – ท่ามกลางลมแรงและสายฝนที่โปรยลงมาในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กดปุ่มบัวแดงเปิดงาน มหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569 หลังใช้เวลาจัดเตรียมงานมานาน 3-4 ปี
พร้อมเอ่ยปากแซวบรรยากาศว่า “ฝนจะตกก็ไม่กลัว เพราะพืชสวนโลกเป็นงานต้นไม้ ฝนตกก็ชุ่มฉ่ำ ทำให้เกิดความสำเร็จ”
แต่คำถามสำคัญที่ลอยอยู่เหนือพื้นที่จัดงานกว่า 1,030 ไร่ คือ งบประมาณรวม 2,750 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 134 วัน จะคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์หรือไม่?
นี่คือ มหกรรมพืชสวนโลก “ครั้งแรก” ของภาคอีสาน ตามหลังความสำเร็จของเชียงใหม่ที่เคยจัดมาแล้ว 2 ครั้ง (ปี 2549 ผู้ชม 3.8 ล้านคน รายได้ 23,000 ล้านบาท และปี 2554 ผู้ชม 2.2 ล้านคน รายได้ 16,000 ล้านบาท)
โดยครั้งนี้ผู้จัดงานตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน (เฉลี่ยวันละ 27,000 คน) คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 20,000 – 32,000 ล้านบาท และกระจายการจ้างงานในพื้นที่กว่า 81,000 ตำแหน่ง
งบเบิกเพิ่ม 250 ล้านบาท กับตัวเลขบริหารวันละ 4 ล้าน
เดิมทีโครงการนี้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ก่อนจะมีการขออนุมัติงบกลางเพิ่มอีก 250 ล้านบาท เนื่องจากคณะกรรมการ AIPH (International Association of Horticultural Producers) เข้าประเมินแล้วพบว่า “ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด” ส่งผลให้ยอดงบประมาณพุ่งไปแตะที่ 2,750 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ ประกอบด้วย งบจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมก้อนใหญ่ 290 ล้านบาท (รวมกับที่เบิกเพิ่ม 250 ล้านบาท ทั้งหมด 540 ล้านบาท) เมื่อคำนวณตลอดระยะเวลาจัดงาน 134 วัน (1 พ.ย. 69 – 14 มี.ค. 70) จะพบว่า เฉลี่ยแล้วค่างานบริหาร จัดสวน และพีอาร์ ตกอยู่ที่วันละ 4 ล้านบาท!
ซึ่งผู้จัดยืนยันว่า “คุ้มค่า” เพราะมีการหมุนเวียนไม้ดอกไม้ประดับมากกว่า 1 ล้านต้นให้สดใหม่ตลอดงาน
จาก ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ สู่สถาปัตยกรรมอัตลักษณ์อีสาน
ไฮไลต์ที่ต่างจากเชียงใหม่ชัดเจนคือ บริบททางกายภาพ พื้นที่หนองแดเดิมเป็น “ป่าบุ่ง ป่าทาม” หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wet Land) ที่มีสภาพดินเค็มจัด การเนรมิตสวนพืชพรรณไม้ระดับโลกบนดินเค็มจึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยอย่างเข้มข้นจนสำเร็จ
ในราคาบัตรเข้างานคนละ 199 บาท จัดเต็ม 6 โซน ทั้งสวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ดึงภูมิปัญญาอีสานมาตีความใหม่ เช่น อาคารรูปไห (เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและข้องใส่ปลา), อาคารรูปไซ (เครื่องมือจับปลา), เรือนกระจกแนวคิดเฮือนแฝด ไปจนถึงโซนสนามเด็กเล่นและศูนย์เรียนรู้ที่ บอสใหญ่สวนนงนุช ตั้งใจออกแบบให้ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวมากขึ้น
เสียงสะท้อน ‘โอกาสระยะยาว’ กับ ‘ความพร้อมหน้างาน’
อย่างไรก็ดี หลังเปิดให้เข้าชมเพียง 2 วัน เสียงรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงเริ่มแตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งชี้ให้เห็นปัญหาเรื่อง “ความพร้อม” ตั้งแต่ระบบซื้อบัตรยุ่งยาก เจ้าหน้าที่ยังสับสน ป้ายความรู้เขียนผิด ที่จอดรถไกล ไปจนถึงรอยร้าวบนสิ่งก่อสร้าง ขณะที่อีกฝั่งมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในระยะยาวที่จะยกระดับอุดรธานีให้รองรับงานสเกลระดับนานาชาติได้
หลังจบงาน พื้นที่แห่งนี้มีแผนถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ Glasshouse สวนสาธารณะ และศูนย์กีฬาทางน้ำ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์สำคัญของคนในพื้นที่
สุดท้ายแล้ว งบบริหารจัดการวันละหลายล้านบาทจะ “คุ้มหรือไม่คุ้ม” อาจไม่ได้วัดกันแค่ความสวยงามในวันเปิดงาน แต่อยู่ที่ว่าผู้จัดจะเร่งอุดรอยรั่วและปรับปรุงความพร้อมในอีก 131 วันที่เหลือได้ดีแค่ไหน และสำคัญที่สุดคือ เมื่อไฟในงานดับลง พื้นที่ 1,030 ไร่นี้จะถูกนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่นได้จริงหรือไม่
https://www.matichon.co.th/economy/news_5959501
.....
พร้อมเอ่ยปากแซวบรรยากาศว่า “ฝนจะตกก็ไม่กลัว เพราะพืชสวนโลกเป็นงานต้นไม้ ฝนตกก็ชุ่มฉ่ำ ทำให้เกิดความสำเร็จ”
แต่คำถามสำคัญที่ลอยอยู่เหนือพื้นที่จัดงานกว่า 1,030 ไร่ คือ งบประมาณรวม 2,750 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 134 วัน จะคุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์หรือไม่?
นี่คือ มหกรรมพืชสวนโลก “ครั้งแรก” ของภาคอีสาน ตามหลังความสำเร็จของเชียงใหม่ที่เคยจัดมาแล้ว 2 ครั้ง (ปี 2549 ผู้ชม 3.8 ล้านคน รายได้ 23,000 ล้านบาท และปี 2554 ผู้ชม 2.2 ล้านคน รายได้ 16,000 ล้านบาท)
โดยครั้งนี้ผู้จัดงานตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน (เฉลี่ยวันละ 27,000 คน) คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 20,000 – 32,000 ล้านบาท และกระจายการจ้างงานในพื้นที่กว่า 81,000 ตำแหน่ง
งบเบิกเพิ่ม 250 ล้านบาท กับตัวเลขบริหารวันละ 4 ล้าน
เดิมทีโครงการนี้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 2,500 ล้านบาท ก่อนจะมีการขออนุมัติงบกลางเพิ่มอีก 250 ล้านบาท เนื่องจากคณะกรรมการ AIPH (International Association of Horticultural Producers) เข้าประเมินแล้วพบว่า “ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด” ส่งผลให้ยอดงบประมาณพุ่งไปแตะที่ 2,750 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ ประกอบด้วย งบจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมก้อนใหญ่ 290 ล้านบาท (รวมกับที่เบิกเพิ่ม 250 ล้านบาท ทั้งหมด 540 ล้านบาท) เมื่อคำนวณตลอดระยะเวลาจัดงาน 134 วัน (1 พ.ย. 69 – 14 มี.ค. 70) จะพบว่า เฉลี่ยแล้วค่างานบริหาร จัดสวน และพีอาร์ ตกอยู่ที่วันละ 4 ล้านบาท!
ซึ่งผู้จัดยืนยันว่า “คุ้มค่า” เพราะมีการหมุนเวียนไม้ดอกไม้ประดับมากกว่า 1 ล้านต้นให้สดใหม่ตลอดงาน
จาก ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ สู่สถาปัตยกรรมอัตลักษณ์อีสาน
ไฮไลต์ที่ต่างจากเชียงใหม่ชัดเจนคือ บริบททางกายภาพ พื้นที่หนองแดเดิมเป็น “ป่าบุ่ง ป่าทาม” หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wet Land) ที่มีสภาพดินเค็มจัด การเนรมิตสวนพืชพรรณไม้ระดับโลกบนดินเค็มจึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยอย่างเข้มข้นจนสำเร็จ
ในราคาบัตรเข้างานคนละ 199 บาท จัดเต็ม 6 โซน ทั้งสวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ดึงภูมิปัญญาอีสานมาตีความใหม่ เช่น อาคารรูปไห (เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและข้องใส่ปลา), อาคารรูปไซ (เครื่องมือจับปลา), เรือนกระจกแนวคิดเฮือนแฝด ไปจนถึงโซนสนามเด็กเล่นและศูนย์เรียนรู้ที่ บอสใหญ่สวนนงนุช ตั้งใจออกแบบให้ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวมากขึ้น
เสียงสะท้อน ‘โอกาสระยะยาว’ กับ ‘ความพร้อมหน้างาน’
อย่างไรก็ดี หลังเปิดให้เข้าชมเพียง 2 วัน เสียงรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงเริ่มแตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งชี้ให้เห็นปัญหาเรื่อง “ความพร้อม” ตั้งแต่ระบบซื้อบัตรยุ่งยาก เจ้าหน้าที่ยังสับสน ป้ายความรู้เขียนผิด ที่จอดรถไกล ไปจนถึงรอยร้าวบนสิ่งก่อสร้าง ขณะที่อีกฝั่งมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในระยะยาวที่จะยกระดับอุดรธานีให้รองรับงานสเกลระดับนานาชาติได้
หลังจบงาน พื้นที่แห่งนี้มีแผนถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ Glasshouse สวนสาธารณะ และศูนย์กีฬาทางน้ำ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์สำคัญของคนในพื้นที่
สุดท้ายแล้ว งบบริหารจัดการวันละหลายล้านบาทจะ “คุ้มหรือไม่คุ้ม” อาจไม่ได้วัดกันแค่ความสวยงามในวันเปิดงาน แต่อยู่ที่ว่าผู้จัดจะเร่งอุดรอยรั่วและปรับปรุงความพร้อมในอีก 131 วันที่เหลือได้ดีแค่ไหน และสำคัญที่สุดคือ เมื่อไฟในงานดับลง พื้นที่ 1,030 ไร่นี้จะถูกนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่นได้จริงหรือไม่
https://www.matichon.co.th/economy/news_5959501
.....
งานจัดแสดง "มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี" (พืชสวนโลกอุดรฯ '69) ที่หนองแด มีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,750 ล้านบาท (จากเดิมตั้งไว้ 2,500 ล้านบาท และขออนุมัติงบกลางเพิ่มอีก 250 ล้านบาท เนื่องจากคณะกรรมการ AIPH ตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน)
ประเด็นที่ผู้คนและโลกออนไลน์หยิบมาพูดคุยและตั้งคำถาม มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
งบประมาณและค่าใช้จ่ายรายวัน: ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า มีการตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณการบริหารจัดการภายในงานที่สูงถึงวันละหลายล้านบาท (ประมาณวันละ 4 ล้านบาท) กับระยะเวลาจัดงานทั้งหมด 134 วัน (1 พ.ย. 2569 - 14 มี.ค. 2570)
ความพร้อมในวันเปิดงาน: พิธีเปิดอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นประธาน ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีลมแรงและฝนตก รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้เข้าชมช่วงแรกเกี่ยวกับปัญหาความพร้อม เช่น ระบบรถรับส่ง (Shuttle Bus) และจุดบริการที่ไม่เพียงพอ จนผู้จัดต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข
เป้าหมายทางเศรษฐกิจ vs ความกังวลของท้องถิ่น:รัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน (เฉลี่ยวันละ 27,000 คน) และคาดการณ์เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 20,000 – 32,000 ล้านบาท
แต่เสียงสะท้อนในโลกออนไลน์ตั้งคำถามว่า ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ เม็ดเงินจะกระจายถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นและร้านค้าชุมชนได้มากแค่ไหน
คำถามสำคัญที่สุดที่ถูกแซวและถกเถียงกันคือ "เมื่อไฟในงานดับลง พื้นที่จัดงานกว่า 1,030 ไร่ จะถูกนำไปพัฒนาหรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างไรกับชาวอุดรฯ ในระยะยาว"