
สำนักข่าวชายขอบ
18 hours ago
·
“เราต่างถูกกดขี่จากชนชั้นปกครองเหมือนกัน”
—---------------------
กิตติธัช สิงห์เสนา
—---------------------
ผมเห็นข่าวเหตุการณ์รุมทำร้ายร่างกายแกนนำแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 แล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนและจุกอยู่ในใจเป็นหมื่นคำพูด เหตุการณ์นี้มันประจานให้เราเห็นอย่างเด็ดขาดว่า กลุ่มชาตินิยมสุดโต่งในบ้านเรา ซึ่งเป็นผลผลิตอันบิดเบี้ยวจากโครงสร้างอำนาจรัฐประชาชาติที่สถาปนาขึ้นมาโดยขีดเส้นแบ่งแบบปลอมๆ พร้อมที่จะประเคนความรุนแรงใส่เพื่อนมนุษย์ได้ง่ายดายเพียงใด
โดยในวันนั้น นายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ "Bright Future" กับเพื่อนๆ ออกมารวมตัวกันด้วยเจตนาธรรมดาที่สุด คือการอ่านแถลงการณ์หน้าอาคารสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนและยกเลิกกระบวนการพิสูจน์เอกสารผ่านศูนย์ CI (Certificate of Identity) แต่ยังไม่ทันไร กลุ่มมวลชนอนุรักษนิยมอย่างศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) ก็ปรี่เข้าไปเผชิญหน้า แล้วกระหน่ำทืบทั้งเท้าถีบใส่ ทั้งเอาหมวกกันน็อกฟาดใส่กลุ่มแกนนำแรงงานอย่างรุนแรง
วันนั้นทำให้ผมได้เห็นพฤติกรรมระยำของพวกมวลชนฝั่งอนุรักษนิยมที่พิการทางสติและจิตใตจนมืดบอด หรือ จงใจไม่มองความจริงเลยด้วยซ้ำว่า เบื้องหลังการออกมาเคลื่อนไหวของแรงงานเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับเกมการเมืองไทยเลยสักนิด พวกเขาไม่ได้มาแย่งพื้นที่ทางการเมืองของใคร แต่พวกเขากระเสือกกระสนออกมาเพราะถูกบีบจนแทบไม่มีที่ยืน
จากมาตรการรีดเค้นทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารเมียนมาที่ใช้คราบของ "รัฐ" มาสูบเลือดสูบเนื้อคนทำงานในต่างแดน โดยนับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี พ.ศ. 2564 เศรษฐกิจของประเทศเมียนมาเผชิญภาวะถดถอย ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง ส่งผลให้รัฐบาลทหารเมียนมาออกนโยบายการคลังและเงินตราเชิงบังคับเพื่อเก็บเกี่ยวเงินตราต่างประเทศจากแรงงานเมียนมาที่ทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งเป็นฐานแรงงานที่ใหญ่ที่สุด มาตรการสำคัญประกอบด้วยข้อกำหนดสองประการหลัก คือ
1.การบังคับโอนเงินค่าจ้างกลับประเทศ 25% (Mandatory 25% Remittance) รัฐบาลทหารเมียนมากำหนดให้แรงงานข้ามชาติโอนเงินเหรียญต่างประเทศหรือเงินบาทอย่างน้อยร้อยละ 25 ของเงินรายได้ประจำเดือนกลับไปยังบัญชีธนาคารในประเทศเมียนมาผ่านช่องทางธนาคารของรัฐหรือสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมาก ส่งผลให้เงินค่าจ้างที่แรงงานหามาได้ด้วยความยากลำบากสูญเสียมูลค่าไปโดยปริยาย
2.การเรียกเก็บภาษีเงินได้ล่วงหน้า 2% (2% Advance Income Tax) รัฐบาลทหารเมียนมาบังคับให้แรงงานในต่างประเทศชำระภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 2 ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการซ้ำซ้อนกับการจ่ายภาษีเงินได้ให้กับประเทศต้นทางที่ทำงานอยู่แล้ว
กลไกที่รัฐบาลทหารเมียนมาใช้เป็นเครื่องมือบังคับนโยบายนี้ คือกระบวนการต่ออายุหนังสือเดินทาง การออกบัตรประจำตัวแรงงานในต่างแดน (OWIC) และการต่ออายุเอกสารรับรองบุคคล (CI) หากแรงงานไม่สามารถแสดงหลักฐานใบเสร็จการโอนเงิน 25% หรือหลักฐานการชำระภาษี 2% สถานทูตและศูนย์ CI ของเมียนมาจะปฏิเสธการต่ออายุเอกสารทันที ส่งผลให้แรงงานกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในประเทศไทยโดยฉับพลัน
ผมเป็นคนที่ทำงานสื่อสารและคลุกคลีพูดคุยกับเรื่องราวของพี่น้องแรงงานข้ามชาติอยู่บ้าง ผมมองเห็นสื่อฝ่ายขวาและเพจของกลุ่มต่างๆ อย่าง กลุ่ม "ไทยไม่ทน" ผ่าน Facebook ที่สร้างอคติแก่แรงงานข้ามชาติด้วยยอดเอนเกจที่สูงลิ่ว พร้อมกันนั้นยังมีสื่อหลายสำนักหรือกลุ่มชาตินิยมที่พยายามยัดเยียดภาพความขัดแย้ง แต่หากมองอย่างทะลุถึงรากเหง้า เหตุการณ์รุมทำร้ายแกนนำแรงงานชาวเมียนมาหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ครั้งนี้ คือ ยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่ได้ประจานให้เห็นถึงอคติทางเชื้อชาติอันฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งถูกโหมกระพืออย่างต่อเนื่องด้วยปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations IO) และข่าวปลอมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook ต่อเนื่อง กลายเป็น วาทะสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีการเปรียบเปรยแรงงานข้ามชาติด้วยเป็นว่า "กาฝาก" หรือ "แพร่พันธุ์ไปทั่ว" ไปจนถึงการยุยงให้ใช้ความรุนแรงถึงชีวิต จนกลุ่มชาตินิยมและกลุ่มอนุรักษนิยมฉกฉวยใช้เป็นใบอนุญาตทางสังคม ในการสร้างความชอบธรรมในความรุนแรงโดยยัดเยียดบทบาทให้การเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของเพื่อนมนุษย์กลายเป็นการ "เหิมเกริม" “ก้าวร้าว ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์รุมทำร้าย อย่างเหตุการณ์นี้
สิ่งที่น่าเศร้าและย้อนแย้งที่สุด คือเบื้องหลังการออกมาเคลื่อนไหวของพี่น้องแรงงานไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการเรียกร้องผลประโยชน์ทางการเมืองในไทย แต่เกิดจากความบีบคั้นที่ถูกรัฐบาลทหารเมียนมาขูดรีด ทั้งการบังคับโอนเงินค่าจ้างกลับประเทศ 25% และการเรียกเก็บภาษีล่วงหน้า 2% ผ่านการใช้เอกสารรับรองบุคคล (CI) และหนังสือเดินทางเป็นตัวประกัน กระบวนการทำเอกสารผ่านศูนย์ CI การผ่านนายหน้า ตลอดจนการแจ้งเปลี่ยนนายจ้าง มีต้นทุนรวมพุ่งสูงเกินกว่า 20,000 บาทต่อคน
ความบีบคั้นดังกล่าวนอกจากจะเป็นภาระทางการเงินอันหนักหน่วงแล้ว พี่น้องแรงงานเมียนมาจำนวนมากยังมีจุดยืนปฏิเสธอย่างชัดเจนที่จะให้เงินน้ำพักน้ำแรงของตนถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนกองทัพเมียนมาในการสังหารประชาชนและก่อสงครามกลางเมืองในประเทศบ้านเกิดของตนเอง
ทั้งที่ในความเป็นจริง แรงงานชาวเมียนมาคือผู้แบกรับภาระงานในสภาวะ 3D (Dirty, Dangerous, Difficult งานหนัก เสี่ยงอันตราย และงานที่คนในประเทศปฏิเสธ) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ข้อมูลจากรายงานวิจัยชี้ชัดว่า แรงงานเมียนมามีส่วนร่วมในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยสูงถึงประมาณร้อยละ 6.6 อีกทั้งยังเป็นผู้จ่ายสุทธิทางการคลังผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไม่ต่างจากคนไทย แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับตอบแทน กลับเป็นเพียงโครงสร้างทางกฎหมายที่เปราะบาง นโยบายบริหารจัดการที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตผ่านระบบนายหน้าและส่วย และความรุนแรงจากอคติที่พร้อมจะลงมือทำร้ายพวกเขาได้ทุกเมื่อ
หากเคยพูดคุยกับพวกเขา เราจะพบถึงความทุกข์ยากของแรงงานข้ามชาติที่ถูกถักทอขึ้นจากสองฝั่งโครงสร้างอำนาจ ในขณะที่แรงงานต้องรับภาระค่าธรรมเนียมต่อเอกสารที่สูงลิ่วเกินกว่า 20,000 บาท และต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน รัฐบาลทหารเมียนมากลับซ้ำเติมด้วยการบังคับโอนเงินค่าจ้างกลับประเทศร้อยละ 25 ผ่านช่องทางของรัฐ พร้อมกับเรียกเก็บภาษีเงินได้ล่วงหน้าอีกร้อยละ 2 แต่ทว่าสังคมไทยฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมองข้ามภาระมหาศาลเหล่านี้ แล้วตราหน้าว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามา "แย่งชิงสวัสดิการและทรัพยากร" ของคนในประเทศ ทั้งที่จริงแล้ว สถานะของแรงงานเมียนมาตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนและเสี่ยงต่อการกลายเป็น "คนผิดกฎหมาย" ได้ทุกเมื่อหากเอกสารหมดอายุ รัฐบาลทหารเมียนมาใช้จุดอ่อนนี้ฉวยโอกาส นำการออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) และหนังสือเดินทาง (Passport) มาเป็นเครื่องมือต่อรองและบีบบังคับ ในขณะที่กระแสสังคมไทยบางส่วนกลับเรียกร้องให้มีการเนรเทศหรือกวดขันจับกุมเชิงปราบปรามแต่ฝ่ายเดียว
ทั้งที่แรงงานจำนวนมากคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามกลางเมืองและการบังคับเกณฑ์ทหารในประเทศบ้านเกิด แต่รัฐบาลทหารเมียนมากลับใช้อำนาจข้ามแดนมาจัดเก็บรายได้บนแผ่นดินไทย ส่วนสังคมไทยบางส่วนกลับผลักไสและโจมตีว่าการเรียกร้องสิทธิเพื่อความอยู่รอดของพวกเขา ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้แรงงานเมียนมาจะเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 6.6% ของ GDP ก็ตาม แต่เม็ดเงินที่ถูกรีดเค้นกลับถูกรัฐบาลทหารเมียนมานำไปใช้พยุงงบประมาณกองทัพ และท้ายสุด สังคมไทยก็ยังคงปฏิเสธการนับรวมทางคมหรือเพื่อนมนุษย์และกีดกันพวกเขากลับออกไปจากสิทธิอันพึงมี
เมื่อรัฐบาลทหารเมียนมาขูดรีดเค้นโดยใช้เอกสาร CI เป็นตัวประกัน รัฐไทยกลับเลือกรักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ยอมให้กลไกการขูดรีดข้ามชาตินี้ดำเนินอยู่บนแผ่นดินไทย ผลกระทบจึงตกอยู่กับแรงงานที่ไม่อยากส่งเงินไปอุดหนุนกองทัพที่สังหารประชาชนของตนเอง และตกอยู่กับนายจ้างไทยที่ต้องแบกรับต้นทุนเอกสารที่สูงขึ้น
ท่ามกลางภาระทั้งหมดทั้งมวลนี้ สังคมไทยบางส่วนกลับเลือกที่จะผลักภาระความเคืองแค้นและอคติทางเชื้อชาติลงที่ตัวแรงงานข้ามชาติอย่างย้อนแย้งและไร้เหตุผล
ผมคิดว่าสังคมไทยควรต้องกลับมาทบทวนความจริงที่สำคัญที่สุด ว่าเราทุกควรพึงระลึกไว้เสมอว่า “พวกเราทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์ที่ถูกกดขี่และถูกสูบผลาญจากผู้มีอำนาจของทั้งสองประเทศไม่ต่างกัน” ในยามที่เราออกมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิและปากท้อง เรากลับถูกผู้มีอำนาจเอ่ยถึง เล็งเป้า และป้ายสีว่าเป็นภัยคุกคาม
แต่ในยามที่เราถูกละเมิดสิทธิ ถูกกดทับ หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรง กลับไม่มีเสียงของผู้มีอำนาจจากรัฐบาลทั้งสองประเทศนี้ออกมาร้องเรียนหรือปกป้องพวกเรา การชี้นิ้วตัดสินหรือประหารกันด้วยอคติทางเชื้อชาติ มีแต่จะทำให้ผู้กดขี่ยิ้มหัวร่อ ในขณะที่พวกเรา ประชาชนคนธรรมดาและฟันเฟืองผู้สร้างเศรษฐกิจทุกคน -ต่างต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดเดิมๆ โดยไร้เสียงที่จะคอยปกป้องซึ่งกันและกัน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1814012917396175&set=a.504230305041116