วันศุกร์, พฤศจิกายน 06, 2569

คำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และยืนยันเดินหน้าไต่สวนพยานตามกำหนดเดิม (วันที่ 21–22 ธันวาคม) มีนัยสำคัญ


ประชาไท Prachatai.com
6 hours ago
·
สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น ไทยโพสต์, เนชั่น, ผู้จัดการออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์ รายงานตรงกันว่า ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. โดยศาลฎีกายืนยันเดินหน้าไต่สวนพยาน 21 ธ.ค. ตามเดิม
.
กกต. ได้ยื่นคำร้อง ขอเลื่อนการพิจารณา โดยอ้างว่ามีมติให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ว่า คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย ไม่อาจมีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายสำคัญ และเพื่อให้การไต่สวนของศาลฎีกามีการพิจารณาข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริง จึงขอเลื่อน การพิจารณาเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีการตรวจพยานหลักฐานหรือไต่สวนต่อไป
.
ศาลพิเคราะห์แล้วว่าผู้ร้องมีเพียงมติให้ยื่นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว แต่ยังไม่ปรากฏว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจริง ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุให้เลื่อนคดีตามที่กล่าวอ้าง
.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ศาลฎีกา เดินหน้าไต่สวนพยาน วันนี้ ศาลฎีกา ออกบัลลังก์คดีดำ ลต.สว.8 /2569 คดี กกต. รับสมัคร สว. 3 ราย ในปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่สนใจว่า กกต. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคัดค้านการทำหน้าที่ของศาลฎีกาหรือไม่ เพราะมีแค่ข่าวว่าจะยื่น ไม่มีเลขรับ ไม่ทราบว่าจะรับหรือไม่รับ และยังไม่รู้ว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อไร ดังนั้น กกต. จะมาอ้างว่ามีมติแล้ว ขอให้ศาลฎีกาเลื่อน ๆ ไปก่อน รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน มันจะเป็นการเกินเลยไปไหม ศาลฎีกา จึงขอเดินหน้า นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และไต่สวนพยานฝ่ายคัดค้านคือ กกต. และ สว. 2 คน ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569 ขอยืนขึ้นปรบมือยาว ๆ ให้กับศาลฎีกา””

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1592083422965959&set=a.643704854470492
....

คำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และยืนยันเดินหน้าไต่สวนพยานตามกำหนดเดิม (วันที่ 21–22 ธันวาคม) มีนัยสำคัญและผลกระทบ (Implications) หลายประการในทางกฎหมายและการเมือง ดังนี้:

1. นัยในทางกระบวนการยุติธรรม (Judicial & Legal Implications)

การใช้อำนาจเด็ดขาดของศาลฎีกา: สะท้อนว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยึดถือกรอบเวลาและกระบวนการพิจารณาของตนเองเป็นหลัก โดยไม่รอทิศทางหรือผลลัพธ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (กรณีที่ กกต. อ้างมติยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่)

สกัดกั้นการ "ยื้อเวลา": คำสั่งนี้ทำให้ข้ออ้างเรื่องการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ (ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเลขรับคำร้องและกรอบเวลาการพิจารณา) ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลชะลอคดีในชั้นศาลฎีกาได้ คดีจึงเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานได้อย่างรวดเร็ว

2. นัยต่อสถานะและอำนาจของ กกต. (Institutional Implications)

แรงกดดันต่อองค์กรอิสระ: การที่ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนในคดีที่ผู้ร้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. (กรณีมีมติไม่รับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติ สว.) ทำให้ กกต. ต้องเตรียมพยานหลักฐานและชี้แจงต่อศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งเชิงอำนาจ (Jurisdiction Conflict): เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความลักลั่นและช่องว่างทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจระหว่าง "ศาลฎีกา" กับ "กกต. / ศาลรัฐธรรมนูญ" ว่าคำวินิจฉัยหรือคำสั่งรับสมัคร สว. ของ กกต. ถือเป็นที่สุดจนศาลฎีกาตรวจสอบไม่ได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอคำพิพากษาชี้ขาดจากศาลฎีกาต่อไป

3. นัยทางการเมืองและอนาคตของ สว. (Political Implications)

ความเสี่ยงของสมาชิกวุฒิสภา: คดีนี้ (คดีหมายเลขดำ ลต สว. 8/2569) มีประเด็นเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หรือการได้มาซึ่ง สว. การที่ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านอย่างชัดเจน (พยานผู้ร้อง 21 ธ.ค. และพยาน กกต./สว. 22 ธ.ค.) ทำให้ สว. ที่เกี่ยวข้องและอยู่ในกลุ่มเป้าหมายการตรวจสอบต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ใกล้เข้ามา

ความคาดหวังของภาคประชาชน: สังคมและกลุ่มผู้ร้องมองว่ากระบวนการของศาลฎีกาเป็นความหวังในการตรวจสอบความโปร่งใสของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน ทำให้ทุกสายตากامลังจับจ้องไปที่การไต่สวนในเดือนธันวาคมนี้ ว่าจะมีผลลัพธ์พลิกผันหรือสร้างบรรทัดฐานอย่างไรต่อการเมืองไทย

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนของ กกต. และเดินหน้าไต่สวนพยานตามนัดเดิม ปรากฏประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่เป็นการปะทะกันทางความคิดระหว่าง "หลักอำนาจการบริหารการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ" และ "หลักการตรวจสอบโดยอำนาจตุลาการ" ดังนี้

1. ความขัดแย้งเชิงอำนาจรัฐธรรมนูญ (Jurisdictional Conflict)

กรณีนี้เป็นการโต้แย้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน:

ฝั่ง กกต. (อ้าง รธน. ม.210 (2)): กกต. ยืนยันว่าตนเป็นองค์กรที่มีอำนาจจัดและควบคุมการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (ม.60 วรรคสอง และ ม.62) ให้ถือว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของ กกต. "เป็นที่สุด" ตุลาการหรือศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจเข้ามาทบทวนซ้ำ เว้นแต่จะเป็นการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตาม ม.63


ฝั่ง ศาลฎีกา: การที่ศาลฎีกาไม่สั่งรอผลคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และยกคำร้องขอเลื่อนคดี สะท้อนการยึดถืออำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและคุณสมบัติของผู้สมัคร/สมาชิกวุฒิสภา ศาลถือว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นคดีที่เข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแล้ว จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้ต้องหยุดชะลอ

2. สถานะความ "เป็นที่สุด" ของคำวินิจฉัย กกต.

ประเด็นข้อกฎหมายหลักคือคำว่า "คำวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นที่สุด" มีขอบเขตเพียงใด:

ฝ่ายเห็นว่าเบ็ดเสร็จ (กกต.): มองว่า "เป็นที่สุด" หมายถึงสิ้นสุดกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะในทางปกครองหรือทางตุลาการ หากไม่ใช่กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเอง ผู้สมัครหรือบุคคลอื่นจะนำคำสั่งยกคำร้องของ กกต. มาฟ้องร้องต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้

ฝ่ายเห็นว่าตรวจสอบได้ (ศาล/ผู้ร้อง): มองว่าคำว่า "เป็นที่สุด" หมายถึงเป็นที่สุดในชั้นบริหารการเลือกตั้งของ กกต. เท่านั้น แต่หากผู้ร้องเห็นว่ากระบวนการหรือการสั่งการของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติ/ลักษณะต้องห้ามที่ขัดต่อกฎหมาย ศาลฎีกายังคงมีอำนาจในฐานะองค์กรตุลาการตามที่กฎหมายมอบหมายในการคุ้มครองสิทธิและตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย

3. ผลกระทบหากเกิด "คำวินิจฉัยขัดกัน" (Conflicting Rulings)

การที่ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนพยาน (21–22 ธันวาคม) โดยไม่รอศาลรัฐธรรมนูญ สร้างฉากทัศน์ข้อกฎหมายที่น่าจับตา 2 ทาง:

หากศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่ง: คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาจะผูกพันคู่ความและมีผลบังคับทันทีในคดีนั้น

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาภายหลัง: หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจก้าวล่วงคำวินิจฉัยของ กกต. จะเกิดสุญญากาศหรือปัญหาผลบังคับย้อนหลังของคำสั่งศาลฎีกา ว่าจะกระทบต่อสถานะคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ออกไปแล้วอย่างไร ซึ่งถือเป็นวิกฤตทางกฎหมายระดับโครงสร้างองค์กรอิสระกับศาล

4. บรรทัดฐานคดีเลือกตั้งในอนาคต (Legal Precedent)

คำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนคดีครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณทางกฎหมายที่สำคัญว่า:

การอ้างมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เหตุชะลอการพิจารณา (Stay of Proceedings): ศาลฎีกาถือว่าตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำสั่งรับคำร้อง หรือยังไม่มีคำสั่งให้ชะลอการพิจารณา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามกรอบเวลาเพื่อความยุติธรรมและรวดเร็ว

การดึงอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานกลับสู่ศาล: ศาลฎีกายืนยันการใช้อำนาจไต่สวนพยานด้วยตนเองในการตรวจสอบคุณสมบัติ สว. ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบคุณสมบัติและกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่ได้จบลงเพียงแค่คำสั่งของ กกต. เท่านั้น

(Gemini ช่วยรวบรวม)