วันศุกร์, พฤศจิกายน 06, 2569

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แจ้งแล้วว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยจะได้รับการตรวจสอบเป็นครั้งที่ 4 โดยคณะทำงานภายใต้กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2026 🕝 14:30–18:00 น. (ตามเวลา GMT+1) 📍







ประเด็นที่จะมีการตรวจสอบ

การเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) มีประเด็นสำคัญและข้อห่วงใยจากประชาคมโลกและองค์กรภาคประชาสังคมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบและอภิปรายอย่างเข้มข้น ซึ่งแบ่งออกเป็นประเด็นหลัก ๆ ดังนี้:

1. เสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และกฎหมายความมั่นคง (โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112)

การบังคับใช้กฎหมายและคดีทางการเมือง: ประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างจับตาดูการใช้กฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชนทั่วไป


ประเด็นมาตรา 112: การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) ซึ่งถูกหยิบยกเป็นประเด็นความกังวลหลักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (เช่น Amnesty International และ 112Watch) เกี่ยวกับความถี่และความรุนแรงในการตีความและดำเนินคดีที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

2. สิทธิของผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และกลุ่มชาติพันธุ์ (กรณีเมียนมาและการปราบปรามข้ามชาติ)

สถานการณ์ชายแดนและความขัดแย้งในเมียนมา: ผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเมียนมาทำให้มีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงจำนวนมากทะลักเข้าสู่ประเทศไทย

กลไกการคัดกรองแห่งชาติ (National Screening Mechanism - NSM): ถูกตรวจสอบในแง่ประสิทธิภาพ ช่องโหว่ทางกฎหมาย และข้อจำกัดที่อาจทำให้กลุ่มเปราะบางบางกลุ่ม (เช่น ชาวโรฮิงญาและผู้ลี้ภัยบางส่วน) ไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามหลักการไม่ผลักดันกลับสู่อันตราย (Non-refoulement) ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงการจับกุมและกักตัวผู้ลี้ภัยภายใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

3. สิทธิของเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

สิทธิเด็กและการปกป้องคุ้มครอง: องค์กรด้านสิทธิเด็กได้ผลักดันประเด็นความคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบสวัสดิการ และการคุ้มครองเด็กไร้สัญชาติหรือเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อการถูกละเมิดสิทธิ

สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง: การเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะและสิทธิที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงความก้าวหน้าและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

4. การทรมาน การอุ้มหาย และการบังคับสูญหาย

แม้ประเทศไทยจะมี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันอุ้มหายฯ) บังคับใช้แล้ว แต่ในเวที UPR ประชาคมโลกยังคงติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในทางปฏิบัติ ความโปร่งใสในการสืบสวนสอบสวนคดีละเมิดสิทธิในอดีต ตลอดจนมาตรการคุ้มครองพยานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

5. สิทธิแรงงานและธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

สิทธิแรงงานข้ามชาติ: การคุ้มครองสิทธิขั้นต่ำ สภาพการทำงาน การเข้าถึงระบบประกันสังคม และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากขบวนการค้ามนุษย์หรือนายจ้าง


ความรับผิดชอบทางธุรกิจ: การผลักดันให้ภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินกิจการในไทยต้องปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่อุปทานไปละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การตรวจสอบรอบนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งทำให้ประชาคมโลกคาดหวังให้ไทยแสดงบทบาทนำและปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในระดับสากลอย่างโปร่งใส