
Torsak Jindasuksri
15 hours ago
·
การเอาชนะทรัมป์ในเลือกตั้งกลางเทอม อาจยังไม่ใช่ชัยชนะที่น่ายินดีอย่างที่หลายคนคิด
ในบทความล่าสุด Beating Trump isn’t the wild triumph you all seem to think ตาลุง Zizek ออกมาสวนกระแส (อีกครั้ง) ท่ามกลางความยินดีของฝ่ายเสรีนิยมต่อการพ่ายแพ้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ล่าสุด โดยแย้งว่าสิ่งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของประชาธิปไตยเสรีนิยมหรือเป็นสัญญาณว่าสังคมอเมริกันกำลังกลับคืนสู่ภาวะปกติ
เพราะการมองเช่นนั้นเท่ากับหลีกเลี่ยงคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ เหตุใดปรากฏการณ์ทรัมป์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และอะไรคือเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ทำให้ประชานิยมแบบ MAGA เติบโตขึ้นมาได้
สำหรับ Zizek การเอาชนะทรัมป์จะไม่มีความหมายมากนัก หากฝ่ายที่ต่อต้านเขายังไม่เข้าใจรากเหง้าของปัญหา และยังปล่อยให้เงื่อนไขเหล่านั้นดำรงอยู่ต่อไป
เขาพาเราย้อนกลับไปกล่าวถึงจุดยืนของตนเองในปี 2016 ซึ่งเคยประกาศว่า หากต้องเลือกระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับฮิลลารี คลินตัน เขาจะเลือกทรัมป์ แม้จะมองว่าทรัมป์เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจก็ตาม เหตุผลของเขาไม่ได้อยู่ที่การเห็นด้วยกับนโยบายของทรัมป์ แต่เป็นเพราะชัยชนะของทรัมป์อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อระบบการเมืองอเมริกัน และบังคับให้เกิดการจัดระเบียบทางการเมืองใหม่ ขณะที่คลินตันเป็นตัวแทนของการเมืองกระแสหลักที่ผูกพันกับทุนการเงินขนาดใหญ่และแนวนโยบายสงคราม อย่างไรก็ตาม Zizek มองว่าปรากฏการณ์ทรัมป์ได้ก่อให้เกิดแรงต้านทางสังคมและเปิดเผยความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ภายในระบบการเมืองอเมริกัน แม้ผลของมันจะปรากฏชัดเจนในเวลาต่อมาก็ตาม
ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง คือการอธิบายว่าเหตุใดทรัมป์จึงกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Fetish หรือวัตถุยึดติดในความหมายทางจิตวิเคราะห์ โดยอาศัยแนวคิดของ Lacan เขาอธิบายผ่านตัวอย่างของสามีที่หึงหวงภรรยา แม้ข้อกล่าวหาว่าภรรยานอกใจจะเป็นความจริง ความหึงหวงก็ยังอาจเป็นพยาธิสภาพได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ความหึงหวงดำรงอยู่ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของภรรยา แต่เป็นความจำเป็นทางจิตใจของสามีที่ต้องอาศัยความหึงหวงเพื่อรักษาอัตลักษณ์และศักดิ์ศรีของตนเอง
Zizek นำตรรกะเดียวกันมาอธิบายลัทธิต่อต้านชาวยิวของนาซี โดยชี้ว่า แม้โฆษณาชวนเชื่อของนาซีจะกล่าวหาชาวยิวว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอย่างไร้ข้อเท็จจริง สิ่งสำคัญคือการสร้างภาพชาวยิวให้เป็นศัตรูภายนอก เพื่ออธิบายความแตกแยกและความขัดแย้งที่มีอยู่ภายในสังคมของตนเอง ภาพของชาวยิวจึงทำหน้าที่เป็นสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจจากความขัดแย้งทางสังคมที่แท้จริง และเขาเห็นว่าทรัมป์ทำหน้าที่คล้ายคลึงกันในสายตาของฝ่ายเสรีนิยม กล่าวคือ ภาพของทรัมป์กลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฝ่ายเสรีนิยมมองเห็น ก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางชนชั้นที่ดำรงอยู่ในสังคมอเมริกัน การหมกมุ่นอยู่กับการประณามทรัมป์ในฐานะตัวแทนของความชั่วร้ายจึงอาจกลายเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามต่อความล้มเหลวของโครงการเสรีนิยมเอง
ในประเด็นนี้ Zizek อ้างถึงแนวคิดของ Hegel ที่ว่า ความชั่วร้ายอาจดำรงอยู่ในสายตาของผู้ที่มองเห็นแต่ความชั่วร้ายอยู่ทุกหนแห่ง กล่าวคือ การมองทรัมป์เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด โดยไม่พิจารณาว่าความล้มเหลวของฝ่ายเสรีนิยมได้เปิดพื้นที่ให้ประชานิยมแบบทรัมป์เติบโตขึ้นมาอย่างไร ก็เป็นการมองปัญหาอย่างบิดเบือนเช่นกัน
เขายังยกเรื่องเล่าตลกร้ายของชาวยิวก่อนฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจมาเปรียบเทียบ โดยตัวละครคนหนึ่งเลือกอ่านหนังสือพิมพ์โฆษณาชวนเชื่อของนาซี เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่าชาวยิวยังมีอำนาจควบคุมโลก เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การหมกมุ่นอยู่กับภาพของศัตรูอาจทำให้ผู้คนหลงลืมปัญหาที่แท้จริง เช่นเดียวกับการที่ฝ่ายซ้ายบางส่วนหมกมุ่นอยู่กับคำกล่าวของทรัมป์ที่มองว่าคอมมิวนิสต์และมาร์กซิสต์เป็นภัยคุกคามต่ออเมริกา
อีกประเด็นที่เขาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนคือแนวคิดเรื่องความเป็นเอกภาพและการสมานฉันท์ทางการเมือง ซึ่งปรากฏอย่างเด่นชัดในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ Joe Biden เขามองว่าพิธีดังกล่าวพยายามนำเสนอภาพการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยเสรีนิยมตามปกติ ราวกับว่าปรากฏการณ์ทรัมป์เป็นเพียงความผิดปกติชั่วคราวที่ผ่านพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะบทกวี The Hill We Climb ของ Amanda Gorman ที่เน้นการก้าวข้ามความแตกต่าง การวางความขัดแย้งลง และการสร้างอนาคตร่วมกัน Zizek มองว่านี่คือภาพฝันทางอุดมการณ์ของฝ่ายชนชั้นนำและฝ่ายก้าวหน้า ที่ต้องการให้ทุกคนกลับมารวมตัวกันเป็นสังคมเดียวที่ปรองดองกัน โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่ทำให้ทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาเกิดขึ้นมา สำหรับเขา การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายละทิ้งความแตกต่างเป็นข้อเสนอที่ผิดทิศทาง เพราะสิ่งที่จำเป็นคือการเปิดเผยและทำความเข้าใจความขัดแย้งทางชนชั้น รวมถึงผลสืบเนื่องที่เกี่ยวข้องกับการเหยียดเชื้อชาติ การกีดกันทางเพศ และวิกฤตสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ Zizek จึงเสนอว่า วิธีเอาชนะทรัมป์ที่แท้จริงคือการแสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง “พวกเรา” กับ “พวกเขา” ที่ทรัมป์สร้างขึ้นนั้นเป็นเส้นแบ่งที่จอมปลอม ทรัมป์สร้างการเมืองบนการแบ่งแยกประชาชนออกจากศัตรูที่ถูกเรียกว่าเป็นภัยต่อชาติ แต่เขาต้องการให้ฝ่ายต่อต้านทรัมป์เปิดเผยว่าตัวทรัมป์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำและระบบอำนาจที่เขาอ้างว่าต่อต้าน พร้อมกับสร้างเส้นแบ่งทางการเมืองชุดใหม่ที่ชัดเจนกว่าเดิม นั่นคือการเผชิญหน้าระหว่างชนชั้นนำและระบอบอำนาจกระแสหลักในทุกรูปแบบฝ่ายหนึ่ง กับแนวร่วมของพลังทางการเมืองที่มุ่งปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงสังคมอีกฝ่ายหนึ่ง
เขายกกรณีของ Haley Stevens นักการเมืองเดโมแครตจากรัฐมิชิแกน ซึ่งถอนการสนับสนุนผู้สมัครเดโมแครตที่ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นอย่าง Abdul El-Sayed แล้วหันไปสนับสนุน Mike Rogers ผู้สมัครรีพับลิกัน โดยมีประเด็นการสนับสนุนอิสราเอลเป็นเหตุผลสำคัญ เพื่อชี้ให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตกระแสหลักยังเต็มไปด้วยนักการเมืองที่ยึดถือจุดยืนทางการเมืองแบบเดียวกันนี้ ขณะเดียวกัน เขายกภาพ Bernie Sanders ที่นั่งอยู่เพียงลำพังในพิธีสาบานตนของ Biden และกลายเป็นภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยตีความว่าท่าทีดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ยอมเข้าร่วมกับภาพความเป็นปกติที่ชนชั้นนำพยายามสร้างขึ้น และเป็นตัวแทนของความหวังในการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกว่าการกลับไปสู่ระเบียบเดิม
ในช่วงท้าย Zizek ขยายข้อถกเถียงจากการเมืองภายในสหรัฐฯ ไปสู่ระเบียบโลกเสรีนิยม โดยวิพากษ์คำปราศรัยของ Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่การประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ซึ่งอ้างถึงแนวคิด The Power of the Powerless ของ Václav Havel นักคิดและอดีตประธานาธิบดีเช็ก Havel เคยอธิบายการดำรงอยู่ของระบบคอมมิวนิสต์ผ่านตัวอย่างคนขายผักที่นำป้ายคำขวัญ “กรรมกรทั่วโลกจงสามัคคีกัน” ไปติดหน้าร้าน ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ได้เชื่อในข้อความนั้น แต่ทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและแสดงให้เห็นว่าตนยอมรับระบบ การที่คนธรรมดาทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ จึงช่วยให้ระบบดำรงอยู่ได้ผ่านสิ่งที่ Havel เรียกว่า Living within a lie หรือการใช้ชีวิตอยู่ภายในคำโกหก Carney นำแนวคิดนี้มาเปรียบเทียบกับระเบียบโลกที่แคนาดาและประเทศต่าง ๆ เคยยอมรับ แม้จะรู้ว่ากฎระหว่างประเทศไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน และมหาอำนาจสามารถยกเว้นตนเองจากกติกาได้เมื่อจำเป็น แต่ Zizek ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ป้ายดังกล่าวไม่ได้ถูกถอดลงโดยกลุ่มผู้ต่อต้านระบบ หากแต่ถูกถอดโดยมหาอำนาจที่เคยเป็นผู้สร้างและได้รับประโยชน์จากระบบนั้นเอง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มมองว่ากติกาเดิมไม่สามารถรักษาความได้เปรียบและอำนาจนำของตนได้อีกต่อไป
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า Carney มีแนวโน้มจะมองระเบียบโลกเสรีนิยมในอดีตอย่างสวยงามเกินจริง เพราะระเบียบดังกล่าวเอื้อประโยชน์อย่างมากต่อประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วและบางประเทศในเอเชีย เส้นทางเดินเรือเปิดเสรีอยู่ภายใต้การควบคุมของตะวันตก ระบบการเงินโลกที่ใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักก็เอื้อประโยชน์ต่อมหาอำนาจตะวันตก ขณะที่กลไกความมั่นคงร่วมกันและการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศส่วนใหญ่ก็ทำงานภายใต้โครงสร้างอำนาจที่ประเทศเหล่านี้มีอิทธิพลสูง อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญไม่ได้มีเพียงการเสื่อมสลายของระเบียบโลกเดิม แต่คือสิ่งที่จะเข้ามาแทนที่ เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นคือสงครามเศรษฐกิจที่ไร้ระเบียบ ลัทธิฟาสซิสม์รูปแบบใหม่ ระบบศักดินาเทคโนโลยี หรือ Techno-feudalism การกลับไปสู่การยึดครองดินแดนแบบอาณานิคม และความรุนแรงที่อาจพัฒนาไปถึงระดับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นอกจากนี้เขสยังเตือนถึงภัยพิบัติที่อาจเกิดจากแนวโน้มของประวัติศาสตร์เอง ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายทางนิเวศวิทยา การครอบงำของปัญญาประดิษฐ์ที่ไร้การควบคุม หรือสงครามระดับโลก
ข้อสรุปสำคัญของบทความจึงอยู่ที่การปฏิเสธความคิดว่าการพ่ายแพ้ของทรัมป์หมายถึงการสิ้นสุดของปัญหา หรือเป็นโอกาสให้สังคมกลับไปสู่ระเบียบประชาธิปไตยเสรีนิยมแบบเดิม เพราะทรัมป์ไม่ได้เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากภายนอกระบบ หากเป็นอาการที่เผยให้เห็นความแตกสลายของฉันทามติเสรีนิยมและความล้มเหลวของฝ่ายซ้ายในการเสนอทางเลือกทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม การเอาชนะประชานิยมจึงต้องเริ่มจากการวิพากษ์ความอ่อนแอของโครงการเสรีนิยมเอง พร้อมกับสร้างพลังทางการเมืองที่สามารถเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางชนชั้นและโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงได้
https://www.facebook.com/photo/?fbid=29469674429336092&set=a.273871082676481