
Khemthong Tonsakulrungruang
a day ago
·
โปแลนด์เป็นตัวอย่างของทั้งข้อเสนอทางออกจากตุลาการภิวัฒน์หรือนิติสงคราม และตัวอย่างของหนทางออกที่ไม่ง่าย รัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าชนะเลือกตั้งขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยมออกไปตั้งแต่ 2023 แต่ประธานาธิบดีเป็นคนของพรรคเก่า ตั้งแต่ปี 2017 พรรคอำนาจนิยมแก้ไขกฎหมายการคัดเลือกผู้พิพากษาทั้งในคณะกรรมการตุลาการ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมาย ทั้งปลดศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำวินิจฉัย และยกเลิกความคุ้มกันตุลาการ รวมถึงร่างกฎหมายแก้ไขเปลี่ยนแปลงการเลือก กต. ล้วนถูกประธานาธิบดีวีโต้ และศาลรัฐธรรมนูญเองประกาศว่ากฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ศาลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยแอบอยู่หลังข้ออ้างเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจ และความเป็นอิสระของตุลาการ ในกรณีแบบนี้ คนที่หลักการไม่แม่นยำจริง หรือไม่เข้าใจบริบททางการเมือง อาจหลงทิศหลงทางไปได้โดยง่ายว่ารัฐบาลควรทำอะไรมากน้อยแค่ไหน
https://www.facebook.com/khemthong.tonsakulrungruang/posts/10215811245670649
.....
หากถามว่า "กรณีโปแลนด์ คล้ายไทยไหม?"
คำตอบคือ "มีความคล้ายคลึงอย่างมากในระดับโครงสร้างและปรากฏการณ์ แต่มียุทธศาสตร์และบริบทที่ต่างกันในรายละเอียด" โดยสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบในมุมมองต่างๆ ได้ดังนี้
1. จุดที่ "คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง" (The Similarities)
องค์กรอิสระ/ศาลกลายเป็น "เกราะป้องกันเครือข่ายอำนาจเก่า"
โปแลนด์: พรรค PiS (พรรคฝ่ายขวา/ประชานิยม) ครองอำนาจยาวนานและแต่งตั้ง/แทรกแซงผู้พิพากษาในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรตุลาการไว้จนแน่นหนา เมื่อฝ่ายก้าวหน้าชนะเลือกตั้ง (นำโดย Donald Tusk) จึงเจอ "ตอ" ขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถผ่านกฎหมายปฏิรูปได้
ไทย: หลังการรัฐประหาร (ปี 2006 และ 2014) มีการวางกลไกผ่านรัฐธรรมนูญและการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและบั่นทอนอำนาจของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
การใช้วีโต้และข้ออ้างเรื่อง "ความเป็นอิสระของตุลาการ"
ทั้งสองประเทศ ฝ่ายอำนาจนิยมหรือฝ่ายอนุรักษนิยมมักใช้ข้ออ้างเรื่อง "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" (Separation of Powers) และ "ความเป็นอิสระของศาล" มาเป็นเกราะคุ้มกัน เพื่อปฏิเสธการปฏิรูปจากรัฐบาลที่มาจากประชาชน
ฝ่ายเดิมมักอ้างว่า "รัฐบาลกำลังแทรกแซงฝ่ายตุลาการ" ทั้งๆ ที่ตัวศาลเองถูกฝังตัวด้วยฝ่ายอำนาจนิยมมาตั้งแต่แรก
ภาวะ "สุญญากาศการปฏิรูป" (Reform Deadlock)
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชนะเสียงข้างมากในสภา แต่ไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ เพราะติดคำวินิจฉัยศาล หรือการ veto จากประธานาธิบดี (ในกรณีโปแลนด์คือ ประธานาธิบดี Andrzej Duda) ซึ่งคล้ายกับไทยที่ติดกลไก สว., ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ
2. จุดที่ "แตกต่างกัน" (The Differences)
โปแลนด์ 🇵🇱
ต้นตอของอำนาจเดิม
เกิดจากการเลือกตั้งชนะต่อเนื่องของพรรคฝ่ายขวา (Law and Justice - PiS) แล้วเข้าไปยึด/แก้กฎหมายศาลจากภายใน
ปัจจัยภายนอก (External Leverage)
อยู่ภายใต้ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและกฎหมาย (Rule of Law mechanism) กดดันโปแลนด์ให้คืนความเป็นอิสระแก่ศาล
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
รัฐบาลโปแลนด์พยายามปฏิรูปศาลกลับมาให้เป็น "ประชาธิปไตยแบบสากล" เพื่อปลดล็อกเงินสนับสนุนจาก EU
ไทย 🇹🇭
ต้นตอของอำนาจเดิม
เกิดจากการรัฐประหาร ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และออกแบบกลไกองค์กรอิสระขึ้นมาขัดขวางฝ่ายเลือกตั้งโดยตรง
ปัจจัยภายนอก (External Leverage)
ไม่มีองค์กรระดับภูมิภาคที่มีอำนาจบังคับทางกฎหมายหรือกดดันเชิงโครงสร้างเหมือน EU
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
ไทยมักเผชิญกับการยุบพรรคการเมือง การเพิกถอนสิทธิฝ่ายตรงข้าม และการตัดรอนอำนาจการบริหารของฝ่ายกฏหมายสภาอย่างต่อเนื่อง
3. สาระสำคัญที่อ.เข็มทองสะท้อน: "ดักทางความหลงทิศ"
ประเด็นที่ อ.เข็มทอง เน้นย้ำคือ ความแยบยลของนิติสงคราม
เมื่อศาลหรือองค์กรอิสระแอบอิงอยู่หลังคำว่า "ความเป็นอิสระของตุลาการ" คนทั่วไปหรือนักวิชาการที่ยึดหลักการแบบตำราเป๊ะๆ (โดยไม่มองบริบททางการเมือง) อาจจะหลงกลคิดว่า "รัฐบาลไม่ควรก้าวก่ายศาล เพราะศาลต้องเป็นอิสระ"
แต่ในความเป็นจริง "ศาลนั้นไม่ได้เป็นอิสระตั้งแต่แรก แต่ถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแล้ว" การที่รัฐบาลพยายามปฏิรูปศาล จึงไม่ใช่การ "ทำลายความเป็นอิสระ" แต่เป็นการ "ทวงคืนความเป็นกลางให้กลับมา" (Restoration of Judicial Independence) ซึ่งกระบวนการนี้ทำได้ยากมากหากฝ่ายอำนาจเก่ายังมีกลไกวีโต้ชั่วคราวอยู่
💡 บทสรุป
กรณีโปแลนด์เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับไทยว่า "การชนะเลือกตั้งเป็นเพียงก้าวแรก" แต่การถอดถอนรากถอนโคน "ตุลาการภิวัฒน์" หรือ "นิติสงคราม" ที่ถูกวางโครงสร้างไว้หลายปี ต้องใช้ทั้งเวลา ความอดทน ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายที่แยบคาย และบางครั้งอาจต้องรอให้เงื่อนไขทางการเมือง สุกงอมจริง ๆ