วันอังคาร, พฤศจิกายน 03, 2569

ชาวปราจีนฯร้อง "เราไม่อยากเป็นหมู่บ้านมะเร็ง" คำเรียกขาน หมู่บ้านมะเร็ง เคยเกิดขึ้นแล้วในจีน มีความเป็นมาอย่างไร


"หมู่บ้านมะเร็ง" เงามืดการเติบโตจีน แลกด้วยชีวิตและสุขภาพ | กรุงเทพธุรกิจNEWS

กรุงเทพธุรกิจ

Aug 11, 2026 

'หมู่บ้านมะเร็ง' หรือภาษาจีนคือ 'อ๋ายเจิ้งชุน' (癌症村) ปรากฏการณ์ที่ชุมชนชนบทเล็ก ๆ มากถึง 459 แห่ง ต้องเจอกับผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระจุกตัวมากผิดปกติ จากมลพิษของโรงงานข้างเคียง

https://www.youtube.com/watch?v=mTmmiiIH0Zk
.....

หมู่บ้านมะเร็งในจีน

“หมู่บ้านมะเร็ง” (Cancer Villages หรือในภาษาจีนเรียกว่า อ๋ายเจิ้งชุน - 癌症村) คือปรากฏการณ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเขตชนบทของประเทศจีน โดยเป็นชุมชนที่มีอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง (โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งตับ) สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากมลพิษทางน้ำและดินอันเนื่องมาจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ประเด็นนี้สะท้อนภาพด้านมืดของปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจจีน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

1. ต้นเหตุและจุดกำเนิดของปัญหา

การบูชา GDP และความละเลยทางสิ่งแวดล้อม: ในช่วงหลายทศวรรษที่จีนเร่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวขึ้นเป็น "โรงงานของโลก" รัฐบาลท้องถิ่นในหลายมณฑลได้ดึงดูดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลางเข้ามาตั้งในพื้นที่ชนบทเพื่อสร้างรายได้และการจ้างงาน

มลพิษจากโรงงานสู่น้ำดื่มและดิน: โรงงานเหล่านี้—ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเคมี ฟอกหนัง กระดาษ ยา หรือโรงงานแปรรูปอาหาร—มักลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง หรือขุดหลุมฝังของเสียอันตรายลงใต้ดินโดยไม่มีระบบบำบัด

ห่วงโซ่อาหารปนเปื้อน: เมื่อแหล่งน้ำธรรมชาติถูกใช้ทำการเกษตรและเลี้ยงปลา สารพิษ (เช่น โลหะหนัก แคดเมียม และสารเคมีอินทรีย์) จึงสะสมอยู่ในข้าว ผัก และสัตว์น้ำ ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำใจต้องบริโภคน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนนั้นเข้าไปสะสมในร่างกายทุกวัน

2. พื้นที่วิกฤตที่ได้รับผลกระทบหนัก

ลุ่มน้ำหวยเหอ (Huai River): แม่น้ำสายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน ซึ่งไหลผ่านมณฑลเหอหนาน อานฮุย ซานตง และเจียงซู ถือเป็นพื้นที่ที่มี "หมู่บ้านมะเร็ง" กระจุกตัวหนาแน่นที่สุด เนื่องจากโรงงานนับพันแห่งปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำสายนี้จนกลายเป็น "แม่น้ำแห่งความตาย"

หมู่บ้านซางป้า (Shangba) มณฑลกวางตุ้ง: โด่งดังจากปัญหาการทำเหมืองและโรงงานที่ปล่อยโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำ จนทำให้ดินและพืชผลปนเปื้อนแคดเมียมในระดับสูงเกินมาตรฐานหลายเท่าตัว

มณฑลเจียงซู: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเคมีขนาดใหญ่ที่มีหมู่บ้านหลายแห่ง (เช่น หมู่บ้านตงจิ้น) พบอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงทศวรรษ 2000

3. การปกปิดข้อมูลและการต่อสู้ของภาคประชาสังคม

ในช่วงแรก ปัญหานี้ถูกปกปิดโดยรัฐบาลท้องถิ่นเนื่องจากเกรงกระทบต่อภาพลักษณ์และตัวเลขเศรษฐกิจ ข้าราชการหรือนักข่าวสืบสวน (เช่น เติ้ง เฟย นักข่าวจาก Phoenix Weekly ที่เริ่มทำแผนที่หมู่บ้านมะเร็งบนโลกออนไลน์เมื่อปี 2009) ที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตมักถูกกดดันหรือถูกปิดปาก

จนกระทั่งแรงกดดันจากสื่อและประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 2013 กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีน (Ministry of Environmental Protection - MEP) จึงได้ยอมรับอย่างเป็นทางการผ่านแผนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมว่ามี "หมู่บ้านมะเร็ง" อยู่จริงทั่วประเทศ (มีการประเมินว่ามีชุมชนลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่ง)

4. สถานการณ์และการแก้ไขในปัจจุบัน

ภายใต้การผลักดันนโยบาย “อารยธรรมนิเวศ” (Ecological Civilization) และความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน รัฐบาลจีนได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านแนวทางต่าง ๆ เช่น:

สั่งปิดหรือย้ายฐานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง

ลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางและขุดเจาะน้ำบาดาลที่สะอาดลึกลงไปให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง

บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นกับโรงงานที่ทำผิด

อย่างไรก็ตาม รอยแผลเป็นจากวิกฤตหมู่บ้านมะเร็งยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงระดับโลก ที่สะท้อนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่ละเลยต้นทุนทางธรรมชาติและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว มักต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทางชีวิตและมนุษยธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้

ความเป็นมาของคำนี้ 

คำว่า "หมู่บ้านมะเร็ง" (癌症村) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่เป็น คำศัพท์เชิงสังคมและสื่อสารมวลชน ที่เติบโตมาจากความจริงหน้างานและการบอกเล่าปากต่อปากของชาวบ้านในพื้นที่ ก่อนจะถูกนำมาใช้โดยสื่อมวลชน นักเคลื่อนไหว และหน่วยงานรัฐ

สำหรับบุคคลและกลุ่มคนที่ร่วมกัน "เปิดโปง" และผลักดันให้ปัญหานี้กลายเป็นวาระระดับชาติจนโลกต้องรับรู้ มีบุคคลสำคัญและจุดเปลี่ยนสำคัญดังนี้:

1. จุดเริ่มต้นจากระดับรากหญ้าและสื่อมวลชนอิสระ (ช่วงปี 2000s)

สื่อมวลชนสายสืบสวน: ในช่วงทศวรรษ 2000 สำนักข่าวอิสระและนิตยสารแนวสืบสวนของจีน เช่น Phoenix Weekly ได้ส่งนักข่าวลงพื้นที่ไปทำข่าวเชิงลึก หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นคือ เติ้ง เฟย (Deng Fei) นักข่าวสืบสวนผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งในปี 2009 ได้รวบรวมข้อมูลและจัดทำแผนที่ "หมู่บ้านมะเร็ง" เผยแพร่บนโลกออนไลน์ (Weibo) เพื่อตีแผ่ให้เห็นว่ามลพิษทางน้ำเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงลิ่วอย่างไร

นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น: เช่น กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เล็ก ๆ และชาวบ้านผู้กล้าหาญ (อาทิ นักเคลื่อนไหวในลุ่มน้ำหวยเหอ) ที่พยายามรวบรวมรายชื่อผู้เสียชีวิตและบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วยของคนในหมู่บ้าน ส่งต่อให้กับนักข่าวและทนายความด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม (เช่น หวัง ชานฟา - Wang Canfa) แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่หรือถูกปิดกั้นจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็ตาม

2. การยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล (กุมภาพันธ์ 2013)

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คำนี้หลุดพ้นจากการเป็นเพียง "ข่าวลือใต้ดิน" เกิดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ 2013 เมื่อ กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน (Ministry of Environmental Protection - MEP) ได้ตีพิมพ์แผนยุทธศาสตร์ป้องกันและควบคุมมลพิษทางน้ำ (National Groundwater Pollution Prevention and Control Plan)

ในเอกสารฉบับนั้น ทางการจีนได้ใช้คำว่า "หมู่บ้านมะเร็ง" (Cancer Villages) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เพื่อระบุถึงพื้นที่เสี่ยงและยอมรับว่าการเติบโตทางอุตสาหกรรมสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง การยอมรับของภาครัฐในครั้งนั้นทำให้คำนี้กลายเป็นคำศัพท์สากลที่สื่อทั่วโลกนำไปใช้รายงานข่าวทันที

สรุปคือ: คำนี้ไม่ได้มี "ผู้สร้าง" คนเดียว แต่เป็นคำที่สะท้อนความจริงโดย ชาวบ้านและสื่อมวลชนจีน ที่ร่วมกันส่งเสียงฟ้องสังคม ก่อนที่แรงกดดันมหาศาลจะบีบให้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมของจีน ต้องยอมจำนนต่อหลักฐานและนำคำนี้มาใช้รับรองปัญหาด้วยตนเองในปี 2013
.....


Kasian Tejapira
16 hours ago
·
รวยขยะไม่ไหวแล้ววววว
%%%%%
เห็นประเทศตัวเป็นเหมือนเช่นถัง
ขนขยะขึ้นฝั่งจากทุกท่า
เทกองเกลื่อนเหมือนภูเขาเลากา
ปล่อยสารพิษซึมมาลงน้ำดิน
แม่น้ำเน่าปลาตายเต็มกระชัง
คนกินใช้มีหวังถึงดับดิ้น
เผด็จการอำมาตย์ขายชาติกิน
แล้วบ้านใหญ่ใจหินนิ่งดูดาย
ใช่พม่ายกทัพมายึดเมือง
ใช่เขมรหาเรื่องมุ่งขยาย
หลงอุดหนุนทุนเทาเอาถึงตาย
คนไทยกลายเป็นขยะอนาถนัก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10245439175656717&set=a.2556231547988