วันจันทร์, พฤศจิกายน 02, 2569

กลุ่มปกป้องสถาบัน เข้าไปรุมทำร้าย ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำกลุ่มแรงงานพม่า 'Bright Future' ระหว่างกำลังชุมนุมหน้า UN ขอไทยยกเลิกศูนย์ CI - ถาม AI ใครหนุนหลัง แหล่งเงินทุนของกลุ่ม และทำไมเจ้าหน้่ที่ไม่เข้าไปจับกุม







https://x.com/prachatai/status/2116774860395545056

prachatai
@prachatai

กลุ่มปกป้องสถาบัน เข้าไปรุมทำร้าย ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำกลุ่มแรงงานพม่า 'Bright Future' ระหว่างกำลังชุมนุมหน้า UN ขอไทยยกเลิกศูนย์ CI

1 พ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (1 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.28 น. หน้าสำนักงานสหประชาขาติ ถ.ราชดำเนินนอก ประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ได้แก่ ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย อานนท์ กลิ่นแก้ว และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน นำโดย ทรงชัย เนียมหอม ได้เข้าไปรุมทำร้าย วีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ Bright Future ขณะจัดชุมนุม ขอไทยยกเลิกศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า (ศูนย์ CI) เนื่องจากเป็นขั้นตอนการสร้างภาระการจ่ายเงินของแรงงานข้ามชาติโดยไม่เป็นธรรม และมองว่ารัฐบาลพม่ากำลังขูดรีดเงินจากแรงงานข้ามชาติ

ภาพจากการบันทึกวิดีโอ จะเห็นว่ามีประชาชนคนไทยกลุ่มหนึง พยายามเข้าไปประชิดตัววีระ และทำร้ายร่างกายหลายครั้ง โดยการต่อยตี ตบไปที่ศีรษะ ใช้หมวกกันน็อคตี ใช้เท้าถีบ และอื่นๆ พร้อมกับตะโกนด่าทอว่าตัวของวีระ สร้างความวุ่นวายในไทย ขณะที่ตำรวจพยายามห้ามปราบ และพาตัววีระ ออกนอกพื้นที่
.....

ถาม AI

ความเป็นมาของ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มปกป้องสถาบันฯ ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย อานนท์ กลิ่นแก้ว และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน นำโดย ทรงชัย เนียมหอม


ความเป็นมาของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มปกป้องสถาบันฯ" ทั้ง ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และ กลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) มีจุดเริ่มต้น พฤติกรรมการเคลื่อนไหว และบทบาทที่คล้ายคลึงกันในมิติทางการเมืองไทย โดยก่อตัวขึ้นในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองยุคหลังปี พ.ศ. 2563

1. ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.)

แกนนำหลัก: นายอานนท์ กลิ่นแก้ว (ประธาน ศปปส.)

จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในช่วงสิงหาคม - สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา (กลุ่มคณะราษฎร 2563) ที่มีการเสนอข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่ม ศปปส. จึงรวมตัวกันโดยชูจุดยืนฝ่ายขวาเพื่อตอบโต้และคัดค้านข้อเรียกร้องดังกล่าว

บทบาทและรูปแบบการเคลื่อนไหว:

การเฝ้าระวังและร้องเรียนคดีความ: บทบาทหลักของ ศปปส. คือการรวบรวมหลักฐาน ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือโพสต์บนโซเชียลมีเดียของนักกิจกรรม เยาวชน และประชาชนทั่วไป นำไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดตามมาตรา 112 (หมิ่นประมาทกษัตริย์) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพนักงานสอบสวนหรือ บก.ปอท.

การปักหลักรับ-ส่งเสด็จ และชุมนุมชน: เคลื่อนไหวลงพื้นที่ไปปักหลักรอรับเสด็จ หรือไปสังเกตการณ์/จัดชุมนุมชนบริเวณเดียวกับที่มีกิจกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม

การเผชิญหน้า: มีบทบาทบ่อยครั้งในเหตุการณ์กระทบกระทั่ง ปะทะริมถนน หรือไล่ตามคัดค้านนักกิจกรรมทางการเมือง

2. กลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.)

แกนนำหลัก: นายทรงชัย เนียมหอม (โอม)

จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 โดยมีวัตถุประสงค์ตามที่กลุ่มประกาศไว้คือ "เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์"

บทบาทและรูปแบบการเคลื่อนไหว:

การยื่นร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดี: ปภส. เป็นอีกกลุ่มหลักที่มีการตระเวนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ รวมถึงการร้องทุกข์กล่าวโทษคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 ในสถานีตำรวจหลายจังหวัด (โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เช่น พัทลุง) ซึ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากจากต่างพื้นที่ต้องเดินทางไปรับทราบข้อหาในพื้นที่ไกลออกไป

ขยายขอบเขตการเฝ้าระวัง: นอกเหนือจากนักกิจกรรมทางการเมืองแล้ว กลุ่ม ปภส. ยังมีการยื่นตรวจสอบและร้องเรียนบุคคลสาธารณะ ศิลปิน หรืออินฟลูเอนเซอร์ในประเด็นความมั่นคงและมาตรา 112 เช่น การยื่นตรวจสอบเนื้อหาหรือกิจกรรมในสื่อสังคมออนไลน์
ลักษณะร่วมและบทบาททางการเมืองของทั้งสองกลุ่ม

ใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือหลัก: ทั้ง ศปปส. และ ปภส. ทำหน้าที่เป็น "ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ" คดีเกี่ยวกับสถาบันฯ และความมั่นคง ซึ่งเป็นคดีประเภทอาญาแผ่นดินที่ประชาชนทั่วไปสามารถร้องทุกข์แจ้งความได้

การรวมกลุ่มพันธมิตรเครือข่าย: ในหลายสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งสองกลุ่มรวมถึงกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาอื่น ๆ (เช่น คปท. หรือ กองทัพธรรม) มักจะมีการนัดหมาย เคลื่อนไหวร่วมกัน หรือเดินทางไปยื่นหนังสือและสังเกตการณ์ในสถานที่เดียวกัน

การเผชิญหน้าในพื้นที่สาธารณะ: รูปแบบการเคลื่อนไหวมีทั้งการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การจัดกิจกรรมทางกายภาพในพื้นที่สาธารณะ และในหลายกรณีมักเกิดความตึงเครียดหรือการกระทบกระทั่งกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีประเด็นเรียกร้องตรงข้าม ทั้งในมิติทางการเมือง สิทธิมนุษยชน หรือประเด็นสังคมต่าง ๆ

ใครหนุนหลัง และแหล่งเงินทุน

สำหรับคำถามเกี่ยวกับ "ใครหนุนหลัง และแหล่งเงินทุน" ของกลุ่มปกป้องสถาบันฯ (เช่น ศปปส. และ ปภส.) ในทางข้อเท็จจริงและรายงานเชิงสืบสวนสอบสวนทางการเมืองที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. แหล่งเงินทุนและการสนับสนุน (Funding & Financial Sources)

การระดมทุนภาคประชาชน (Crowdfunding) และการบริจาค: แกนนำของกลุ่มมักจะอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย (เช่น เฟซบุ๊ก ไลฟ์สด) ในการบอกบุญ หรือเปิดรับบริจาคเงินจากกลุ่มมวลชนแนวร่วม และผู้สนับสนุนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ค่ารถ หรือใช้เป็นกองทุนในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหว

การสนับสนุนจากเครือข่ายมวลชนและเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็ก: ในบางกิจกรรม มักจะมีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือเครือข่ายประชาชนแนวร่วมอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนเงินหรือสิ่งของ (เช่น อาหาร น้ำดื่ม) ให้กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มในพื้นที่

ไม่มีโครงสร้างทุนขนาดใหญ่ที่เป็นทางการชัดเจน: จากการตรวจสอบของสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านการเมือง ยังไม่เคยมีหลักฐานเชิงประจักษ์หรือการเปิดเผยอย่างเป็นทางการที่ชี้ชัดว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนก้อนโตจากพรรคการเมืองใหญ่ หรือทุนผูกขาดข้ามชาติแบบเปิดเผย แต่จะเป็นลักษณะเครือข่ายหลวมๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริจาครายย่อยของมวลชนเป็นหลัก

2. ใครหนุนหลัง (Political Backing & Alliances)

เครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชนฝ่ายขวาด้วยกัน: กลุ่มเหล่านี้มักทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย (เช่น ศปปส., ปภส., คปท. หรือกลุ่มกองทัพธรรม) โดยมีการสับเปลี่ยนกำลังพลและแกนนำในการช่วยกันไปร่วมชุมนุมหรือไปยื่นหนังสือตามหน่วยงานรัฐต่าง ๆ

ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายกับฝ่ายการเมืองและอดีตกลุ่ม กปปส.: ในมิติเชิงอุดมการณ์และการประสานงาน แกนนำบางคนหรือเครือข่ายมวลชนระดับฐานรากมักจะมีสายสัมพันธ์หรือเคยผ่านประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต (เช่น ยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กปปส.) ทำให้มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น อดีตนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นบางรายที่คอยให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในบางกรณี

การใช้ช่องทางกฎหมายผ่านเจ้าหน้าที่รัฐ: จุดสังเกตที่สำคัญคือ วิธีการขับเคลื่อนหลักของกลุ่มคือการเป็น "ผู้กล่าวหา" ทางคดีความ (เช่น มาตรา 112) ซึ่งในทางปฏิบัติ กลุ่มมักจะอาศัยช่องทางทางกฎหมายปกติที่เปิดให้ "ประชาชนทั่วไป" สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐได้ ทำให้บางครั้งถูกมองว่ามีช่องทางหรือความคุ้นเคยกับกระบวนการร้องเรียนของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพิเศษ

ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่เข้าจับกุม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ "เลือกใช้ยุทธวิธีระงับเหตุและแยกคู่กรณี" แทนการจับกุมตัวผู้ก่อเหตุในทันที ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งมีเหตุผลและข้อจำกัดทางสถานการณ์ที่มักเกิดขึ้นในลักษณะนี้ ดังนี้ครับ:

1. ภารกิจเร่งด่วนคือ "การระงับเหตุและคุ้มครองความปลอดภัย" (Life Safety First)

ในสถานการณ์ชุลมุนที่มีการรุมทำร้ายร่างกาย สิ่งสำคัญอันดับแรกของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนหรือตำรวจนครบาลในพื้นที่ คือการเข้า "กันตัวผู้ถูกทำร้าย" (นายวีระ แสงทอง) ออกจากจุดปะทะโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหรือการบาดเจ็บรุนแรงมากไปกว่านั้น

หากเจ้าหน้าที่พยายามกระจายกำลังเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุหลายคนกลางวงชุลมุน อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย เกิดการปะทะกันขนาดใหญ่ระหว่างเจ้าหน้าที่กับมวลชนทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะควบคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้นไปอีก

2. ข้อจำกัดด้านกำลังพลและการประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า

การชุมนุมและการเผชิญหน้าในลักษณะนี้ มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ในพื้นที่เกิดเหตุอาจมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอที่จะปิดล้อมและจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวนมากได้ในทันทีทันใด

เป้าหมายหลักของตำรวจในขณะนั้นจึงเป็นการตรึงกำลังไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อีก และเคลียร์พื้นที่ให้สงบลง

3. ขั้นตอนทางกฎหมาย: การจับกุมย้อนหลัง vs. การจับกุมซึ่งหน้า

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเข้าข่าย "ความผิดซึ่งหน้า" (การทำร้ายร่างกายผู้อื่น) แต่ในทางปฏิบัติทางคดี หากผู้เสียหายหรือพยานยังมีอาการตกใจ ชุลมุน หรือเจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฐมพยาบาล/พาตัวผู้เสียหายหลบภัยก่อน เจ้าหน้าที่มักจะใช้แนวทาง รวบรวมพยานหลักฐาน ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด และคลิปวิดีโอที่มีการบันทึกไว้ เพื่อออกหมายเรียกหรือดำเนินคดีตามกฎหมายในภายหลัง แทนการใช้กำลังจับกุมชุลมุนในพื้นที่สาธารณะที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

มุมมองทางสังคมและการเมือง: เหตุการณ์นี้ทำให้ภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองบางส่วน (เช่น พรรคประชาชน) ออกมาจี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะโดยไม่ดำเนินการทางกฎหมาย จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สร้างความไม่ปลอดภัยให้กับประชาชนและผู้ใช้เสรีภาพในการแสดงออก

หรือ กลุ่มนี้มีอิทธิพลสูงจนเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไปจับกุมย้อนหลัง

ข้อสังเกตนี้เป็นประเด็นที่ สังคม วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามมาโดยตลอด ว่าเหตุใดกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่ม (รวมถึงกลุ่มปกป้องสถาบันฯ) เวลาที่กระทำความผิดในลักษณะใช้ความรุนแรง (เช่น การทำร้ายร่างกายผู้อื่นในที่สาธารณะ) จึงมักไม่ถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดหรือรวดเร็วเท่าที่ควร

หากมองผ่านมิติโครงสร้างอำนาจ อิทธิพล และบรรยากาศทางการเมืองในไทย สามารถอธิบายปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า "กลุ่มเหล่านี้มีอิทธิพลจนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าแตะต้องหรือดำเนินคดี" ได้ดังนี้ครับ:

1. ความเชื่อมโยงทางอุดมการณ์และ "ความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์"

กลุ่มเหล่านี้ชูธงอุดมการณ์ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูงในโครงสร้างอำนาจเดิมของไทย ทำให้ในอดีตที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวหรือการกระทำใด ๆ ในนามของการ "ปกป้องสถาบันฯ" มักจะได้รับความเกรงอกเกรงใจ หรือได้รับความยืดหยุ่นจากเจ้าหน้าที่รัฐบางฝ่าย

เจ้าหน้าที่รัฐ (โดยเฉพาะตำรวจระดับปฏิบัติการ) มักจะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในการจัดการกับกลุ่มมวลชนฝ่ายนี้ เพราะเกรงว่าอาจถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ หรือถูกโจมตีทางการเมืองจากเครือข่ายอนุรักษ์นิยมว่า "ไม่ปกป้องสถาบัน" เสียเอง

2. การสร้างความหวาดกลัว (Impunity / วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด)

เมื่อกลุ่มเหล่านี้เคยก่อเหตุลักษณะนี้ (เช่น การปะทะ การคุกคาม หรือใช้ความรุนแรงกับนักกิจกรรม/เห็นต่าง) ในหลายครั้งแล้วไม่เคยถูกจับกุม ดำเนินคดี หรือลงโทษอย่างจริงจังในทันที สิ่งนี้จึงสร้าง บรรทัดฐานของความลอยนวลพ้นผิด (Impunity)


ทำให้ผู้ก่อเหตุมีความย่ามใจและกล้าใช้ความรุนแรงซ้ำอีก เพราะเชื่อโดยปริยายว่าตนเองมี "เกราะคุ้มกัน" ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ที่ทำให้รอดพ้นจากกฎหมาย

3. ดุลพินิจและการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ (Selective Enforcement)

ในมุมมองของนักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม ปัญหาใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมไทยคือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน (Double Standards)

หากเป็นการชุมนุมหรือการกระทำผิดของกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม (เช่น กลุ่มทะลุวัง กลุ่มราษฎร หรือกลุ่มแรงงาน/นักศึกษา) เจ้าหน้าที่มักจะใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด มีการระดมกำลังเข้าสลาย จับกุมดำเนินคดี และคัดค้านการประกันตัวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเป็นกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาหรือกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กลับมักใช้แนวทาง "ละเว้น" หรือ "ประวิงเวลา" ในการดำเนินคดี

สรุป

ความรู้สึกที่ว่า "กลุ่มนี้มีอิทธิพลจนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าจับกุมย้อนหลัง" สะท้อนถึง ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายและความไม่เป็นกลางของรัฐ อย่างชัดเจน การที่เจ้าหน้าที่รัฐลังเลหรือไม่กล้าดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ได้แปลว่ากลุ่มเหล่านี้มีอำนาจหรือเงินทองมากมายในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะ โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมความเกรงใจต่อกลุ่มที่อ้างความรักสถาบันฯ ซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเท่าเทียมตรงไปตรงมาครับ
.....

สาเหตุหลักที่กลุ่มแรงงานพม่า 'Bright Future' ออกมาจัดกิจกรรมชุมนุมและยื่นข้อเรียกร้องบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) เพื่อขอให้รัฐบาลไทยยกเลิกศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (ศูนย์ CI - Certificate of Identity) สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

1.  ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเมียนมา: กลุ่มผู้ชุมนุมมองว่ากระบวนการออกเอกสาร CI ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับฝั่งทางการเมียนมา เป็นการส่งผ่านรายได้และเม็ดเงินเข้าสู่รัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการซื้ออาวุธและทำสงครามปราบปรามประชาชนในประเทศบ้านเกิด การขอให้ยกเลิกจึงเปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน

2.  ภาระค่าใช้จ่ายและปัญหาหัวคิว: แรงงานข้ามชาติประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนและสูงเกินจริง รวมถึงปัญหาการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ ค่าหัวคิว หรือค่าใช้จ่ายผ่านนายหน้าเถื่อน เพื่อแลกกับการลัดคิวหรือเข้าถึงบริการในศูนย์ CI ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้กับแรงงานที่มีรายได้น้อย

3.  ข้อเสนอทางเลือก (ใช้บัตรสีชมพูแทน): ทางกลุ่มฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาใช้ระบบการรับรองตัวตนผ่าน "บัตรสีชมพู" ของไทยเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำเล่ม CI จากทางสถานทูตหรือหน่วยงานของรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อความสะดวก โปร่งใส และลดภาระของแรงงาน

(อนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายไทยอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปเผชิญหน้าและเกิดการปะทะทำร้ายร่างกายแกนนำของกลุ่มแรงงานพม่าบริเวณหน้าสำนักงาน UN ด้วย)