
สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
3 hours ago
‘ศุภณัฐ’ ฟาด ‘โสภณ’ ปมริบอำนาจ ’ประธาน กมธ.‘ บรรจุวาระ-เชิญชี้เแจง ต้องใช้ ‘มติองค์คณะ‘ ชี้ ขัดขวางการทำงาน ‘กมธ.-ฝ่ายค้าน‘ เต็มทุกรูปแบบ สร้างมาตรฐานต่ำที่สุดให้สภา แม้แต่สมัย ’ประยุทธ‘ ยังไม่กล้าปิดปากกรรมาธิการ แบบไร้ยางอายขนาดนี้
วันที่ 2 พ.ย.69 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์
แม้แต่การประชุมที่สำคัญที่สุดของประเทศ ก็ไม่มีใครทำแบบที่ ประธานโสภณทำ ไม่ว่าจะ
(1) ฝ่ายบริหาร - การประชุม ครม. ตัวนายกก็สั่งนัดประชุม และบรรจุวาระเองได้ ไม่ต้องขอมติ
(2) ฝ่ายนิติบัญญัติ - การประชุมสภา ไม่ว่าจะโหวตกฎหมาย หรือ โหวตรัฐธรรมนูญ ประธานสภาก็ไม่ต้องขอมติจากสภา ประธานสามารถบรรจุวาระเองได้
(3) ฝ่ายตุลาการ - การประชุมศาลฎีกา ประธานศาลก็ไม่ต้องขอมติที่ประชุม เพื่อจะนัดประชุม
สิ่งที่ประธานโสภณกำลังทำ คือ สร้างมาตรฐาน ที่ต่ำที่สุดให้กับสภา เกียรติภูมิของการทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” แทบไม่เหลือ
ขัดขวางการทำงานของกรรมาธิการ และฝ่ายค้านเต็มทุกรูปแบบ ปากบอกคนดี แต่กลับกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน
แม้แต่สมัยพล.อ.ประยุทธ ก็ยังไม่กล้าปิดปาก การทำงานของกรรมาธิการ แบบไร้ยางอายได้ขนาดนี้
ถ้าท่านจะเป็น “ผู้แทนราษฎร” แล้วมีพฤติกรรมแบบนี้ อย่าเป็นเลยครับ ทำลายเกียรติภูมิของสภาไทย จนจะไม่เหลืออยู่แล้วครับ“

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1772578810895717&set=a.328293581990921
.....
เรียบร้อยครับ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในกรรมาธิการอยู่แล้ว ยังไม่รวมพรรคฝ่ายคอยอีก ถ้าต้องให้เป็นมติ กมธ. ก็ไม่ต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร . ต้องย้ำอีกครั้งว่า เดิมรัฐธรรมนูญ 60 ได้ถอดเขี้ยวเล็บ กมธ. ในการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายสภาต่อฝ่ายบริหารก็หนักแล้ว เพราะอำนาจ กมธ. ถูกเปลี่ยนมาบัญญัติไว้ในมาตรา 129 จากเดิม "สอบสวน" เป็น "สอบหาข้อเท็จจริง" และจาก "อำนาจออกคำสั่งเรียก" เป็น "อำนาจเรียก" บุคคลและเอกสาร เรียกว่าเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ กมธ. จากการ "สอบสวน" และใช้อำนาจ "บังคับ" ไปเป็นเพียง "การสอบหาข้อเท็จจริง" และ "ขอความร่วมมือ" จากเดิมที่มีโทษอาญาสำหรับคนที่ฝ่าฝืนไม่มาตามคำสั่งเรียก เหลือเพียงให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ความร่วมมือ เรียกว่าเป็นเสือกระดาษอยู่แล้ว ทีนี้พรรคที่เป็นรัฐบาลคุมกระทรวงไหน ก็จับจอง กมธ. ที่เกี่ยวกับกระทรวงนั้นๆ เห็นอะไรไหมครับ กมธ. ควรเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวงเอาคนของตัวเองไปนั่งเป็นประธาน กมธ. แล้ว อำนาจความรับผิดชอบกรณีการสอบหาข้อเท็จจริงก็ยังไปอยู่ที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นด้วย มันจะเอื้อต่อการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร ยิ่งคุณรักชอบรัฐบาลยิ่งควรปล่อยให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลทำงานอย่างที่มันควรจะเป็น . อำนาจของ กมธ. โดนถอดเขี้ยวเล็บโดยรัฐธรรมนูญ 60 และศาลรัฐธรรมนูญก็มาชี้ว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5, 8 และ 13 ซึ่งให้อำนาจ กมธ. ออก "คำสั่งเรียก" พร้อมกำหนดโทษอาญาหากฝ่าฝืนนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 129 นั่นแหละ จนต้องมาแก้กฎหมายใหม่เปลี่ยนจากเดิมที่มีโทษอาญา เหลือเพียงโทษทางวินัยสำหรับคนที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่านั้น . คนที่เสียหายจากสภาพนี้ไม่ใช่เพียงฝ่ายค้านหรือคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบครับ แต่มันคือประชาชนที่ไม่มีคนคอยมาตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลนี่แหละครับ ไปกันใหญ่แล้วแบบนี้ . ยังไม่นับรวมกลไกอย่างองค์กรอิสระที่พอเห็นที่มาก็พอเดาผลได้ อย่าง กกต. ก็แสดงผลงานเป็นว่าเล่นให้เราเห็น
— บัส เทวฤทธิ์ (@Bus_Te) November 2, 2026
https://x.com/Bus_Te/status/2117250297068503248
บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
เรียบร้อยครับ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในกรรมาธิการอยู่แล้ว ยังไม่รวมพรรคฝ่ายคอยอีก ถ้าต้องให้เป็นมติ กมธ. ก็ไม่ต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
.
.
ยังไม่นับรวมกลไกอย่างองค์กรอิสระที่พอเห็นที่มาก็พอเดาผลได้ อย่าง กกต. ก็แสดงผลงานเป็นว่าเล่นให้เราเห็น
เปิดคำสั่ง โสภณ ริบอำนาจ กมธ.สภา . จากกรณี นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.ภูมิใจไทย ยื่นประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เนื่องจากมองว่า กมธ.บางคณะอาจมีประเด็นซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน โดยเฉพาะการเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล อาจอยู่ในอำนาจของกมธ.อีกคณะโดยตรง หากไม่มีแนวทางชัดเจน อาจทำให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อน กระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่ . ขณะที่พรรคประชาชน มองว่า เป็นการจำกัดอำนาจกมธ.ในการทำงาน และอำนาจในการตรวจสอบของกมธ. ห่วงว่าในอนาคต หากรัฐบาลไม่ให้ประชุมกมธ. ก็ไม่ต้องประชุมกันแบบนั้นหรือไม่ . โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุด ของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับเตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังประธาน กมธ.คณะต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.อย่างเป็นทางการ . มีเนื้อหาหลัก 4 ข้อ ประกอบด้วย . 1.การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. มิอาจตีความขยายขอบเขตอำนาจจนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ.คณะอื่นได้ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกมธ.ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป เจ้าหน้าที่ต้องรายงานประธานสภา เพื่อยุติพิจารณาไว้ชั่วคราวก่อน และเรียกประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภากับประธานกมธ.คณะที่เกี่ยวข้อง ตกลงกันว่าจะให้ กมธ.ชุดใดพิจารณาเรื่องนั้นๆ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ประธานสภาเป็นผู้กำหนด . 2.การนัดประชุมของกมธ. ให้กำหนดโดยมติที่ประชุมกมธ.ในการประชุมนัดแรก เพื่อกำหนดการประชุมกมธ.ประจำสัปดาห์ ประธานกมธ.มีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้ เมื่อเห็นสมควรหรือเร่งด่วน โดยมิใช่การนัดประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์ . 3.ประธานกมธ.ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระการประชุมที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ แม้ประธาน กมธ.มีอำนาจบรรจุวาระได้ แต่มิได้หมายความว่าจะใช้อำนาจอย่างไม่มีข้อจำกัด ประธานกมธ.มีเพียงอำนาจบรรจุวาระการประชุมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกมธ. แต่ไม่มีอำนาจบรรจุวาระพิจารณาหรือกำหนดให้เชิญบุคคล หรือหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจง โดยไม่มีมติ กมธ.ได้ . 4.การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของกมธ. ต้องอาศัยมติที่ประชุมกมธ.เท่านั้น ในทางปฏิบัติ กมธ.อาจใช้ถ้อยคำว่า "การเชิญ" แทน "การเรียก" แต่ก็มีความหมายเดียวกัน แต่หากกมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญ และประสงค์ให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการเรียกบุคคลหรือเอกสาร ตามขั้นตอนของพ.ร.บ.อำนาจเรียก . #มติชนออนไลน์ #กมธ #โสภณ
— Matichon Online (@MatichonOnline) November 2, 2026
https://x.com/MatichonOnline/status/2117224624316678145
Matichon Online
@MatichonOnline
เปิดคำสั่ง โสภณ ริบอำนาจ กมธ.สภา
โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุด ของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับเตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังประธาน กมธ.คณะต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.อย่างเป็นทางการ
4.การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของกมธ. ต้องอาศัยมติที่ประชุมกมธ.เท่านั้น ในทางปฏิบัติ กมธ.อาจใช้ถ้อยคำว่า "การเชิญ" แทน "การเรียก" แต่ก็มีความหมายเดียวกัน แต่หากกมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญ และประสงค์ให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการเรียกบุคคลหรือเอกสาร ตามขั้นตอนของพ.ร.บ.อำนาจเรียก