วันจันทร์, สิงหาคม 24, 2563

กระบวนการยุติธรรมแบบนกแก้วนกขุนทอง บันทึกคุณบารมี ชัยรัตน์ กว่าจะได้อิสรภาพกลับคืนมา


คุณบารมี ชัยรัตน์ 1 ใน 9 ประชาชนที่ถูกจับจากการชุมนุมเยาวชนปลดแอกที่ราชดำเนินเมื่อวันที่ 18 กค
ภาพจาก ข่าวสด

ที่มา FB
Baramee Chaiyarat
August 21 at 11:15 AM ·

กว่าจะได้อิสรภาพกลับคืนมา (1)
คืนนั้นผมถูกนำมาขังในห้องขังที่โรงพักสำราญราษฎร์ โดยมีน้ำดื่มติดตัวมา 2ขวด ลูกอมขอจากทนายเข้มมากล่องนึง โชคดีที่ได้นอนในห้องขังคนเดียว จะได้นอนได้อย่างสบายใจไม่ต้องรบกวนใคร และไม่ต้องถูกใครรบกวน พอเข้าห้องขังได้ผมก็ล้มตัวลงนอนเลย เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำความสะอาดห้องไว้อย่างดีแล้ว พอนอนบนพื้นไม้มีพัดลมเป่าสักพักผมก็ผล็อยหลับไป จนกระทั่งได้ยินเสียงคนเรียกปลุกเพราะเปาเอายามาฝากไว้ให้ นับว่าเปารอบคอบทีเดียวเพราะเอายามาครบทุกชนิดแล้วยังเตรียมเครื่องตรวจน้ำตาลมาด้วย แถมยังมีนมผงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานติดมาอีกสี่ห่อ ผมเริ่มหิวพอดี เลยชงกินไปครึ่งห่อ แล้วหลับไปอีกรอบ ก่อนที่จถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งเพราะมีอาจารย์อนุสรณ์ อาจารย์ชลิตา และทนายเอ๋เพื่อนรัก แวะเข้ามาดู พอถูกปลุกรอบนี้ผมเลยตาค้างนอนไม่หลับเลยไปอาบน้ำให้หายเหนียวตัว
ผ่านไปพักใหญ่ ตำรวจก็พาปอกับลูกตาลมาขังไว้ ลูกตาลถูกแยกไปห้องขังหญิงฝั่งตรงข้ามส่วนปอเข้ามาอยู่กับผม คงเป็นโชคดีของปอที่ผมนอนไม่หลับแล้ว ปอเลยหลับได้อย่างสบาย ส่วนผมหลับตื่นๆ คิดอะไรไปเรือยเปื่อย หลายเรื่องราว คิดถึงหมอจุ๊ก คิดถึงอุ้ย ดีใจที่ทั้งสองคนกลับมายืนฝ่ายประชาธิปไตย คิดถึงพี่น้องเพื่อนมิตรที่มาเฝ้าหน้าโรงพัก พวกเขาต้องลำบากมาปกป้องผม คิดถึงว่าเมื่อไปถึงศาลแล้วจะทำยังไง ผมไม่อยากประกันตัวยาก็ใกล้หมด ใกล้เวลาที่จะไปหาหมอ แต่ผมไม่ห่วงงานเลย เพราะเชือมือว่าทีมงานเอาอยู่ แต่ก็กังวลอีกกว่าถ้าไม่ประกันตัว เดี๋ยวพี่น้องสมัชชาคนจนยกขบวนเข้ามาจะทำยังไง เกรงใจพี่น้องในเรื่องการทำมาหากินด้วย ส่วนครอบครัวนั้นไม่ต้องห่วงเพราะคุยกับลูกเมียไว้เรียบร้อยดีทุกประการแล้ว
หกโมงเศษๆ ตำรวจเอากาแฟกับโจ๊กมาให้กิน ผมลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วปลุกปอขึ้นมากินด้วยกัน ส่วนลูกตาลกินแต่กาแฟไม่กินโจ๊ก พอแปดโมงเศษ ตำรวจก็มารับไปฝากขังที่ศาลอาญา ลืมเล่าไปหน่อยว่า คืนนั้น ต๋อม ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พา ส.ส.ผู้ชายมาคนหนึ่งพร้อมเงินหนึ่งแสนเพื่อขอประกันตัวในชั้นสอบสวนแต่เจ้าพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันอ้างว่ากลัวหลบหนี ยังสอบพยานไม่เสร็จ ยังไม่ได้ข้อมูลลายนิ้วมือกับประวัติอาชญากรรมอะไรประมาณนี้
ตำรวจพาลงมาใต้ถุนโรงพัก แล้วให้พวกเราขึ้นรถปิคอัพหลังคาสูง มีแอร์ซะด้วย เสียแต่ว่าแอร์น่าจะตันเพราะน้ำจากท่อแอร์หยดลงมาเปียกกางเกงผมไปครึ่งนึง พอรถออกจากโรงพักก็เห็นเปากับหนูนาวิ่งมาถ่ายรูป พยายามยกมือชูสามนิ้วแต่คิดว่าไม่น่าจะทัน พลขับก็ขับรถได้แบบมืออาชีพมาก แต่น่าจะเป็นอาชีพขับรถไถนามากกว่าเพราะหัวสั่นหัวคลอนกันไปตลอดทาง เรียกว่าขับได้เลวจนแทบจะไม่มีที่ชมเลย
พอมาถึงศาลอาญาก็ถูกพาตัวเข้าใต้ถุนศาล เจ้าหน้าที่ประจำห้องทำตัวได้ขึงขังจนเกินเหตุ แค่จะตรวจของในกระเป๋าเสื้อกางเกงก็พูดจากระโชกโฮกฮาก สมกับที่ทำงานในศาลยุติธรรมเลยจริงๆ และที่น่าตำหนิมากกว่านั้นคือ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ทนายความเข้าไปโดยอ้างว่ามีทนายความ 3คนแล้ว ทนายความต้องโวยวายกันพักใหญ่กว่าจะได้เข้าไป ผมก็สงสัยว่า พวกเขาใช้อำนาจตามกฎหมายไหน ข้อบังคับอะไรถึงไม่ยอมให้ทนายเข้าไปทำหน้าที่ ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ๆ
ระหว่างที่นั่งออกศาลออกไต่สวน เพราะเราคัดค้านการฝากขัง ผมเลยถือโอกาสเข้าห้องน้ำซะหน่อย ห้องน้ำนี่สะอาดสะอ้านดีมาก มีรองรอยการล้างทำความสะอาดเปียกไปหมดตั้งแต่ข้างฝา ประตู โถส้วม เปียกยันที่แขวนกางเกง ดีแล้วที่ไม่มีกระดาษชำระเพราะถ้ามีก็คงเปียกปอนไปหมดเช่นกัน ผมว่าท่าผู้บริหารน่าจะพาคนทำความสะอาดไปดูงานที่ปั๊ม ปตท. ปั๊มบางจากมั่งว่าเขาทำความสะอาดกันยังไง หรือไม่ก็จ้างแม่บ้านที่นั่นมาทำความสะอาดแทนก็ยังได้
เสร็จภาระกิจแล้วก็ออกมานั่งรอ มีตำรวจนำผู้ต้องหา มาส่งเป็นระยะ มีทั้งไทยทั้งเทศ จนเต็มห้องก็น่าจะ 70-80คนได้ ประมาณ 10โมง ศาลก็เริ่มลงมาคณะหนึ่งก็ 3-4 คน ส่วนใหญ่อายุยังไม่มากนักดูเหมือนผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชาย ส่วนคดีส่วนใหญ่เป็นยาเสพติด หลบหนีเข้าเมือง และอาวุธปืน จนเที่ยงคณะที่พิจารณาคดีของพวกเราถึงได้ลงมา หัวหน้าคณะดูอาวุโสทีเดียว เห็นทนายว่าเป็นรองอธิบดีศาลอาญา ใช่หรือไม่นั้นผมก็ไม่ยืนยัน

Baramee Chaiyarat
August 21 at 1:36 PM ·

กว่าจะได้อิสรภาพกลับคืนมา (2)
องค์คณะที่พิจารณาไต่สวนคำร้องขอฝากขังในคดีของเรามี 4คนถ้าจำไม่ผิด พอศาลลงมาถึงเจ้าหน้าที่ศาลก็สั่งให้เราลุกขึ้นยืนผมทำท่าจะยกมือขึ้นชู 3นิ้ว แต่ดูเหมือนไม่มีศาลคนไหนจะสนใจสักคน สาละวนแต่ลากเก้าอี้มานั่ง ผมเลยตัดสินใจไม่ยกมือให้เจ้าหน้าที่ศาลหมั่นไส้ นั่งเรียบร้อยหัวผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะก็เรียกชื่อผมเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ลูกตาลที่ 2และ ปอ ที่3 เรา 3 คนลุกออกมายืนที่หน้าไมโครโฟน ซึ่งอยู่คนละห้องกับ ศาล ทนายและพนักงานสอบสวน
ท่านผู้ทำหน้าที่หัวหน้าองค์คณะกล่าวเปิดประมาณว่า คดีนี้เป็นคดีการเมืองก็อยากจะขอให้คุยกันด้วยดี มีอะไรก็ค่อยๆหาทางออกร่วมกัน อย่าถือว่าเป็นการไต่สวนเลย ถือว่ามาหารือกัน แล้วก็ขอให้เรา3 คนกลับไปนั่งรอก่อน ปล่อยให้ทนายความกับพนักงานสอบสวนคุยกัน ตอนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงแล้ว เพราะไม่ได้ใช้ไมโครโฟน เห็นแต่ทนายพี่ด่างออกมาสอบถาม พนักงานสอบสวนก็ตอบไป โต้กันไปโต้กันมาจนผมหงุดหงิดเพราะผมไม่รู้เรื่องด้วย
ผมตัดสินใจลุกขึ้นยกมือขอพูด ไม่แน่ใจว่าศาลอนุญาตหรือยัง แต่ผมก็พูดออกไปเลย ผมบอกกับศาลประมาณว่า ผมขอคัดค้านคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน เพราะผมเห็นว่าการชุมนุมเป็นเสรีภาพของผมที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ศาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผม ศาลต้องไม่ยอมให้ตำรวจใช้กฎหมายเล็กๆน้อยๆมารบกวนเสรีภาพในการชุมนุมของผม ผมเห็นว่าศาลไม่ควรออกหมายจับผมด้วยซ้ำไป แต่เมื่อศาลออกหมายจับไปแล้วศาลก็ไม่ควรรับค้ำร้องฝากขังของเจ้าพนักงานสอบสวนอีก ให้ปล่อยผมไป
ศาลตอบผมว่าศาลเข้าใจความรู้สึกของผม ทุกคนก็รักชาติบ้านเมืองกันทั้งนั้น แต่ละคนก็ทำตามหน้าที่ของตนไป บ้านเมืองเราปกครองด้วยนิติรัฐ ก็ต้องทำตามกฎหมาย แต่ศาลก็รู้ว่าเรามีเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันต้องอยู่ที่คนมีศีลธรรม ถ้าทุกคนมีศีลธรรมก็ไม่มีปัญหา มันต้องเป็นนิติธรรม ต่างคนต่างก็มีหน้าที่
ผมรู้สึกหงุดหงิดกับคำอธบายของศาลมาก ท่านบอกว่าท่านเข้าใจความรู้สึก แต่ผมว่าผมไม่ได้พูดด้วยความรู้สึก ผมพูดด้วยความรู้ที่ผมเล่าเรียนมา แต่ด้วยความใจร้อนของผมๆเลยพูดต่ออีกว่า ผมเข้าใจที่ศาลพูด ผมจบกฎหมายมาเหมือนกัน แต่ผมเห็นว่าสิ่งที่เจ้าพนักงานสอบสวนทำไปนั้นไม่ได้ทำไปตามกฎหมายอย่างเดียว แต่ถูกสั่งการมาจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ถึงตอนนี้ผมโกรธมากไปหน่อยผมเลยหลุดประเด็นไป จริงๆผมจะบอกว่าผมไม่ได้พูดด้วยความรู้สึกแต่ผมจะอธิบายหลักสิทธิเสรีภาพ แต่ผมกลับพูดต่อไปว่าผมเข้าใจการทำงานของเจ้าพนักงานสอบสวนว่าต้องทำตามผู้มีอำนาจ แต่ผมก็หวังว่าศาลจะต้องทำด้วยความเป็นอิสระ ปล่อยตัวผมไปไม่ต้องรับคำร้องของเจ้าพนักงานสอบสวน
บรรยากาศในห้องดูเคร่งเครียดและเงียบไปสักอึดใจ แล้วสักครู่ศาลท่านก็อธิบายซะยาวเลย แต่ก็วนไปวนมาอยู่เรื่อง นิติรัฐกะศีลธรรมนั่นแหละและสรุปว่าท่านเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ใต้อำนาจบริหารหรืออำนาจนิติบัญัติใดๆ และขอยืนยันด้วยความหนักแน่นเสียงดังฟังชัดชัดแบบนี้ ขอให้ไว้ใจอะไรประมาณนั้น พนักงานสอบสวนก็ทำไปตามกระบวนการ ศาลก็ทำไปตามกระบวนการ พวกเราเองก็มีสิทธิประกันตัว ศาลก็จะให้ทำเหมือนคดีที่แล้ว พวกเราก็ไปชุมนุมได้เหมือนเดิม เพราะเรายังมีเสรีภาพในการชุมนุม แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย
ผมไม่อยากแถลงต่อเลยกลับไปนั่ง ปล่อยให้ศาล ทนาย และพนักงานสอบสวนคุยกันไป สักพักศาลก็ขึ้นไป ทนายพี่ด่างมาบอกพวกเราว่า ศาลว่าจะรับฝากขังแต่จะให้ประกัน เพราะพนักงานสอบสวนไม่ค้านประกัน และให้รอฟังคำสั่ง ประมาณบ่ายโมงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คุมอานนท์มาฝากขังอีกคดีหนึ่ง พร้อมกับได้ข่าวว่ามีพวกเราโดนรวบอีก 5 คน นั่งรอฟังศาลคณะอื่นๆไปเรื่อยๆจนผู้ต้องหาเหลือน้อยลง แม้จะมีเจ้าหน้าที่เอามาส่งเพิ่มเป็นระยะก็ตาม
ประมาณบ่ายสองทนายแอนถึงได้หิ้วข้าวมาให้กิน เป็นมื้อที่อุดมสมบูรณ์มาก มีน้ำพริก ปลาทู กุ้งต้ม ฉู่ฉี่ปลาทู ผัดหมี่อะไรสักอย่างคล้ายๆยากิโซบะ น้ำเปล่า น้ำอัดลม อีกต่างหาก กินข้าวกันอิ่มแล้วยังเหลือกับข้าวเผื่อแผ่ให้คนกลุ่มอื่นอีกด้วย
ประมาณบ่ายสามศาลก็ลงมาอีก ผมฟังไม่ถนัดว่าศาลว่าไงบ้าง ศาลกับทนายคุยกันไปคุยกันมา ศาลก็พูดว่าคนนี้เหรอทนายอานนท์ พออานนท์ลุกขึ้นไป ศาลก็ถามว่าวันนี้มาคดีอะไร อานนท์ตอบว่าถูกจับคดีแฮรี่ครับ ศาลถามว่าอะไรนะ อานนท์ก็ว่าถูกจับคดีแฮรี่ พอตเตอร์ครับ แล้วอานนท์ก็แถลงต่อศาลว่าการที่เจ้าพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนนั้นเพราะต้องการโยนเผือกร้อนมาให้ศาล ตัวเองจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งอานนท์ก็เป็นผู้ต้องหาในคดีอื่นอยู่แล้ว และไม่ได้หลบหนี แถมยังมีคดีต้องมาศาลเดือนนี้ทั้งเดือน จึงไม่จำเป็นต้องฝากขัง ส่วนเรื่องที่อ้างว่าต้องรอพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือ สอบพยานเพิ่ม รอประวัติอาชญากรอะไรนั่นก็เป็นกระบวนการภายในของตำรวจเพียงแต่ท่องจำกันเอามาอ้างเป็นนกแก้วนกขุนทองเท่านั้น ศาลไม่ควรรับฟังเดี๋ยวจะเป็นนกแก้วนกขุนทองไปด้วย อะไรประมาณนั้น
ศาลก็ยืนยันว่าจะพิจารณาไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ศีลธรรมอะไรเหมือนกับที่เคยอธิบาย ตอนไต่สวนคดีผมแล้วยังพาดพิงไปถึงผมด้วยว่าเมื่อเช้าก็มีคนกังวลว่าศาลจะอยู่ใต้อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญัติ แต่ศาลยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจใคร
อานนท์แถลงต่อว่าคดีแฮรี่ พอตเตอร์นี่มีแค่ไมค์ตัวเดียวเท่านั้นที่ใช้ แต่ตำรวจกลับขอหมายไปค้นบ้านซึ่งอานนท์เห็นว่าทำเกินเหตุไป ทีนี้ฟังไม่ถนัดแล้วว่าศาลว่าไง แต่ต่อมาก็ให้ทนายถามพนักงานสอบสวนต่อ ทนายก็ถามว่าอานนท์มีพฤติกรรมหลบหนีไหม ยอมให้จับโดยดีไหม พนักงานสอบสวนก็ว่าไม่หนี ยอมให้จับโดยดี ทนายถามต่อเรื่องรอผลพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือกับ ระทะเบียนประวัตินี่ เกียวอะไรกับการฝากขัง ถ้าไม่ฝากขังทำได้ไหม เจ้าพนักงานสอบสวนตอบอะไรก็ไม่รู้จนศาลต้องถามย้ำว่า ถ้าไม่มีฝากขังนี่ทำได้ไหม เขาตอบว่าได้ ทนายก็ถามว่าแล้วทำไมต้องฝากขัง เขาตอบว่าถ้าหลบหนีจะมีปัญหา อะไรประมาณนี้ ตอนนี้ผมฟังไม่รู้เรื่องแล้ว ในหัวมีแต่คำว่า "นกแก้วนกขุนทอง " ที่อานนท์พูดเท่านั้น ถามๆตอบๆกันไปอีกสักพัก ผมได้ยินพนักงานสอบสวนพูดประมาณว่าการที่พวกเราไปที่โรงพักนั้นไม่ได้เป็นการไปมอบตัวโดยสุจริต อะไรประมาณนี้ ผมเลยเดินไปเรียกทนายแอน ถามว่าผมจะพูดได้ไหม ทนายแอนว่าได้ แล้วไปบอกศาลว่าผมขอแถลง
พอศาลอนุญาต ผมก็บอกว่า ในคืนวันที่ 16 สิงหาคมก่อนเลิกชุมนุมพวกเราที่มีข่าวว่าถูกออกหมายจับที่อยู่ในที่ชุมนุมได้ขึ้นไปปรากฎตัวบนเวที แล้วฟอร์ดประกาศให้ตำรวจมาชี้แจงว่าพวกเรานั้นใครมีหมายจับหมายเรียกอะไรบ้าง ซึ่งผมเข้าใจว่าถ้าตำรวจที่มีอยู่ในที่ชุมนุมเป็นจำนวนมากนั้นหากมีคนมาชี้แจงว่าใครมีหมายจับ คนนั้นก็จะได้ไปมอบตัว แต่ก็ไม่มีตำรวจคนไหนขึ้นมาชี้แจง พวกเราจึงเดินไปที่โรงพัก เพือแสดงตัวให้ตำรวจจับอีกครั้ง ซึ่งตำรวจก็ไม่จับอีก ศาลก็ถามแทรกขึ้นมาว่าคุณจะบอกว่าอะไร คุณจะบอกว่าคุณไม่มีพฤติการณ์หลบหนีใช่ไหม ผมตอบว่าใช่ และพูดต่อไปว่าเมื่อตอนที่อยู่หน้าโรงพัก มีตำรวจนายหนึ่งถามผมว่าคุณมีหมายจับไหม ผมตอบไปว่าผมจะไปรู้เหรอ ไม่มีหมายส่งไปที่บ้านนี่ถ้าตำรวจเห็นว่าผมเป็นบุคคลที่มีหมายจับก็มาจับผมไปเลย ตำรวจก็ไม่เข้ามาจับ ผมถึงกลับบ้าน แล้วจะมาบอกว่ากลัวผมหลบหนีได้ยังไง แถมยังกล่าวหาว่าผมไม่ได้ไปมอบตัวโดยสุจริตอีก ผมไปจะรู้ได้ไงว่าผมมีหมายจับไหม และผมขอยืนยันว่าการชุมนุมเป็นเสรีภาพ ทีนี้ศาลตัดบทว่าผมได้แถลงเรื่องนี้ไปแล้วผมขอพูดต่ออีกหน่อย แต่จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไปรู้แต่ว่าพูดไม่ได้เรื่องละ เพราะในหัวมีแต่คำว่าศาลอย่าทำตัวเป็นนกแก้วนกขุนทองเลยครับ แต่ก็ยังพอระลึกได้ว่าไม่ควรหลุดคำพูดนี้ออกไปจากปากเด็ดขาด
ศาลก็บอกว่าเข้าใจว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง ส่วนเรื่องการจับหรือไม่จับยังไงนั้นเป็นเรื่องก่อนมาถึงศาล แต่ตอนนี้จับมาแล้วตำรวจก็มีอำนาจที่จะขอฝากขัง ศาลก็ต้องพิจารณาไปตามกระบวนการ แต่ผู้ต้องหาก็มีสิทธิประกันตัว เพราะตำรวจก็ไม่ได้คัดค้านการประกันตัวแล้วก็หันไปถามตำรวจว่า ใช่ไหม ตำรวจว่าคดีอานนท์คัดค้านการประกันตัวครับ ศาลก็ว่า อ้าวคัดค้านเหรอ แต่ศาลก็จะให้ประกันนะ เอาเหมือนเดิมคือไม่ต้องวางหลักทรัพย์ อานนท์ก็แย้งว่าถ้าศาลสั่งแบบนี้เดี๋ยวถ้ามีคดีมาอีกตำรวจก็จะมาขอฝากขังอีก ศาลก็ว่าต่อไปศาลจะไม่ออกหมายจับแล้ว อานนท์ก็ว่าจับไปแล้ว 5คน เดี๋ยวก็จะมาส่งศาลขอฝากขังอีก ศาลก็ว่า จับอีกแล้วเหรอ อานนท์ว่าใช่ แล้วเหมือนกับว่าศาลหันไปถามตำรวจว่าจะส่งมาขอฝากขังอีกไหม ตำรวจว่าส่ง ศาลก็พูดอะไรไปอีกสักพัก แล้วก็ขึ้นไป
ประมาณ สี่โมงเย็นผมก็ได้พรรคพวกเพิ่มมาอีก 5 คน เลยคุยกันสนุกสนานไม่มีใครสลดสักคน ผมถามว่าถ้าประกันไปแล้วจะไปขึ้นเวทีอีกไหม ทุกคนว่าจะขึ้นเหมือนเดิม ศาลลงมาอีกทีนี้มาไต่สวนคดี 5คนนี้ที่คัดค้านการฝากขัง ศาลก็เกริ่นว่า ก็ค้านเหมือนเดิมใช่ไหม พนักงานสอบสวนก็จะตอบเหมือนเดิมใช่ไหม ทุกคนรับว่าใช่ ศาลทำหน้าเหนื่อยใจแล้วก็พยายามอธิบายทีนี้ ผู้ต้องคนที่นามสกุล สมบูรณ์ทรัพย์ขอแถลง ประมาณว่าไม่พอใจที่ว่ากลัวหลบหนี เพราะเขาเป็นคนไทยไม่รู้จะหนีไปไหน และไม่เคยคิดจะหนีไปไหน
ศาลก็อธิบายสักพัก ก่อนจะให้ฟังคำสั่ง โดยบอกให้ผู้ช่วยศาลอ่าน พอท่านผู้ช่วยกำลังจะเริ่มอ่าน ท่านหัวหน้าก็เอามาอ่านเอง อ่านไปอ่านมาวนไปวนมา จนผมรู้สึกเอาเองว่า ศาลพยายามอ่านเพื่อปลอบใจตัวเองว่าศาลทำถูกต้องแล้ว ส่วนผมนอกจากในหัวจะมีคำว่า นกแก้วนกขุนทองแล้ว ผมยังอยากที่จะเดินออกไปพูดอีกว่า ความล่าช้าก็คือความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง จนกระทั่งศาลอ่านคำสั่งเสร็จ ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ความเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่ใครเป็นแบบนี้เอง เป็นแบบนกแก้วนกขุนทองนี่เอง