
โต๊ะป้าศรี CH Table
18 hours ago
·
เมื่อบ่ายวันนี้ได้สัมภาษณ์คนเวียดนามคนนึงที่อยากเข้ามาร่วมงานบริษัทผม
เกริ่นก่อนว่าระดับที่รับเข้างาน เป็น junior manager น้องอายุพึ่ง 30 ปี ประสบการณ์การทำงานผมไม่ขออะไรมาก พื้นฐานการศึกษาธรรมดาๆ ผมว่าอาจยังสู้จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มอ. มช. มข. ไม่ได้เลย
หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมห่วงเด็กไทยครับ
น้องเป็นคนไม่กี่คน ในรอบหลายปีที่ผมและหุ้นส่วนสัมภาษณ์เสร็จแล้ว แล้วคุยกันว่า “รับได้เลย”
น้องทำงานในบริษัทไทยมาก่อน พัฒนาตัวเองจาก “ล่าม”ภาษาเวียดนาม
จากนั้นกระโดดเจ้าสู่งาน IT บริษัทหลายพันล้านในไทย
ผมถามว่าทำไมอยู่ๆมาทำงาน IT ในบริษัทใหญ่ในไทยได้ คำตอบคือ “เรียนเอง” เพราะเป็นการ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้ตัวเอง
ถามว่าเรียนจากไหน น้องตอบว่า “Google” และ “ร้านนายอินทร์” ครับ
น้องบอกว่า เงินน้อย ก็ต้องหาทางแบบนี้ ไม่เห็นยาก
หุ้นส่วนผมเลยลองของ ถาม basic coding
น้องตอบได้หมด แปลว่าไม่ได้โม้
Scope งานน้องในตำแหน่งสุดท้ายคือดูแล และแก้ปัญหาให้ลูกค้า 24 ชั่วโมง
ปกติเลิกงาน 1 ทุ่ม แต่ส่วนใหญ่เริ่มงานอีกที “เที่ยงคืน!!”
“ผมชอบดูความเรียบร้อยให้ลูกค้า นายไม่ได้สั่ง แต่มันคือหน้าที่ ไม่งั้นนอนไม่ลงครับ”
น้องกำลังจะออกจากงานเดิมเดือนตุลาคมนี้ เพราะพิษโควิด จึงโดน layoff พร้อมๆกับทีมอีกนับสิบคน
ในขณะที่น้องหางานใหม่ น้องกำลัง “เตรียมตัวตกงานแบบมีการวางแผน” ครับ
น้องกำลังเริ่มกิจการ “ก๋วยเตี๋ยว” “ออกแบบสติ๊กเกอร์” และ “ส่งน้ำ” ไปพร้อมๆกันตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม
ทำเลย แล้วก็หางานทำไปด้วย แทนที่จะรอโชคชะตา
ถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีรายได้บ้าง
น้องบอกว่าทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน และเอาเวลาอีก 1 วัน ไปหาความรู้เพิ่ม
ผมเลยลองภูมิการจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว โดยบอกว่าถ้าพี่ให้เงิน 100,000 บาท จะเอาไปทำอะไร?
ผมเคยถามคำถามนี้เด็กไทย
เด็กไทยตอบว่า “ไม่พอ” เพราะแค่ยิง ad ก็ไม่พอแล้วพี่ นี่พี่คิดจะไม่ลงทุนเลยเหรอ?
แต่น้องเวียดนามไม่!!
น้องบอกว่า 100,000 บาทพอ แล้วแจงต้นทุน การหาของราคาถูก การวางแผนรับความเสี่ยง 6 เดือน
ส่วนกิจการส่งน้ำ น้องเริ่มได้ 1 เดือนแล้ว กำลังเริ่มมีกำไร!!
น้องสังเกตคนไทยไม่ชอบเหนื่อยแบกน้ำหนักๆ
น้องเลยทำ water delivery ในบริเวณที่เจ้าใหญ่ๆเข้าไม่ถึง
น้องตื่นตี 4 เดินสำรวจละแวกบ้านน้องตลอดหลายตารางกิโลเมตร แล้วกลับบ้าน 2-3 ทุ่ม
นั่งคุยกับ Grab คุย Line Man จนทะลุ
อาทิตย์แรกน้องส่งน้ำได้วันละ 60 ขวด
หลังจากอาทิตย์ที่ 2 น้องส่งน้ำได้วันละ 2,000 ขวด และกำลังเพิ่มขึ้น
จากนี้น้องจะรับออร์เดอร์อื่นให้ลูกค้าน้ำ
ผมถามตรงๆ กำไรอยู่ได้มั้ย
คำตอบคือกำไรวันละไม่กี่ร้อยบาท เพราะน้องต้องแบ่งให้ Grab ด้วย
แต่ “ดีกว่าไม่มีรายได้นะพี่”
และกำไรผม จะตามมาหลังผมเพิ่มสินค้าเข้าไป
“เพราะผมมี data ลูกค้าแล้ว”
สุดท้าย ออฟฟิศผมอยู่แถวอโศก
พึ่งทราบว่าน้องอยู่ปทุมธานี
ผมถามว่ามาทำงานไหวมั้ย
น้องตอบทันที ว่าการเดินทางไม่ใช่อุปสรรค
ที่ทำงานที่ไทยแห่งที่ 2 ก็อยู่หัวหมาก ผมบิดมอเตอร์ไซค์เลาะเส้นลำลูกกามา
ถ้ามาอโศก ผมจะมาทางวิภาวดี แล้วมาเข้ารัชดาภิเษก
ตื่นตี 4 ครึ่ง 7 โมงกว่าๆก็ถึงแล้วครับ
ผมเลยเบรคว่าไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ของผมให้เข้างาน 9 โมงเช้า 5555
มีอีกเยอะครับ ที่อยากเล่า
แต่จะสรุปให้ฟังว่า
ตัวอย่างน้องเวียดนามคนนี้ กำลังสะท้อนอะไร?
ผมทำงานมากับคนหลายชาติ
เด็กเวียดนามคนนี้ไม่ได้เด่นกว่าเด็กจีน เด็กสิงคโปร์ เด็กมาเลเซีย เด็กเยอรมัน เด็กอินเดีย
แต่เค้า “โดดเด่น” กว่าเด็กไทยยุคใหม่มาก
แล้วถ้าเด็กไทยไม่ปรับตัว ยังรักสบาย ยัง sensitive ยังเปราะบาง ยังอยากจิบกาแฟชิลล์ๆแต่อยากได้มือถือแพง รถสวย วันนึงคนเวียดนามจะมาเป็นนายเด็กไทย
แล้วถ้าเมืองไทยไม่ปรับตัว นักการเมือง ข้าราชการยังไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ เวียดนามจะแซงเราในอีกไม่กี่ปี
บทความ: จากผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ซึ่งมีประสบการณ์ ในการทำงานมากกว่า 60 ปี
*เป็นเรื่องเล่าและความคิดเห็นส่วนบุคคล*
ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต
FB: โต๊ะป้าศรี CH Table