วันเสาร์, สิงหาคม 29, 2563

นี่ไง “ผมรับผิดชอบเอง” รัฐบาลประยุทธ์ใช้งบประมาณ ๓๘๘ ล้านจากคลัง สู้คดีเหมืองทองอัครา


เลือกเวลาพูดได้เหมาะเจาะเกือบทุกครั้งไปสิน่า ประยุทธ์ ขว้างงูไม่พ้นคอ พออวด ภูมิแพ้อีกครั้งว่า “ผมไปมาแล้วสิบกว่าประเทศ ถนนของไทยเราดีที่สุด” เท่านั้นแหละถนนลำสาลีน้ำท่วมเกินครึ่งล้อ ก็มันหน้าฝน แต่ปีนี้ดันขึ้นไปท่วมบนสะพานลอยย่านศรีนครินทร์ด้วย


การเปรียบเปรยเพียงบ่งว่าคนพูดขาดวุฒิภาวะ ไม่รอบรู้และไม่รอบคอบ จะว่าเพราะเหลิงอำนาจก็น่าจะใช่ เมื่อสิงหาคม ๒๕๖๐ ระหว่างนั้นใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเผด็จการเต็มที่ หลังจากออกคำสั่ง ๗๒/๒๕๕๙ ปิดเหมืองทองอัคราที่บริษัทคิงสเกตของออสเตรเลียถือสัมปทาน

ประยุทธ์พูดตอนนั้นถึงการใช้อำนาจวิเศษมาตรา ๔๔ ว่า “ในประเทศนี้ ผมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น ผมทำได้หมด ส่วนกฎหมาย อนุญาโตตุลาการ กฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต้องสู้คดีกันไป แต่เมื่อผมใช้มาตรา ๔๔ ผมไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น”

จากการที่บริษัทคิงสเกตยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายชดเชยที่ถูกรัฐบาล คสช.สั่งยุติกิจการ เป็นมูลค่า ๗๕๐ ล้านเหรียญ (ประมาณ ๒๓,๓๕๕ ล้านบาท) เนื่องจากเป็นการละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หรือ ‘TAFTA’

ในเดือนกันยายน ๒๕๖๐ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ทำเอกสารชี้แจงผ่านไอลอว์ ว่าถึงแม้กิจการเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์จะ “มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่รอบเหมือง...

แต่การใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เพื่อระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำนั้นเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ...ทั้งที่กฎหมายปกติ เช่น กฎหมายแร่ กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือกฎหมายประกอบอื่นๆ ก็สามารถสั่งให้ปิดและฟื้นฟูเหมืองได้ดีกว่านี้”

นี่ละชัดเจนว่าเหลิงอำนาจ ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม แล้วประยุทธ์ จันทร์โอชายังทำวางก้ามอวดเก่ง บอกว่า “ผมรับผิดชอบเอง” เมื่อจะเข้าตาจนเห็นทีคงต้องจ่ายค่าเสียหายให้เขาแน่ มีการวิ่งเต้นให้สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ไปต่อรอง

ข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า ยื่นข้อเสนอถ้าคิงสเกตยอมเพลามือเรื่องค่าเสียหายหน่อย จะหาทางให้กลับมาดำเนินการสัมปทานใหม่ แต่ดูเหมือน ดีล ไม่ผ่าน หรือว่าเป็นเพียงแผนแก้วิกฤตที่ตกม้าตายไปก่อน ทำให้ประชาชนเป็นห่วง ตายละวา เงินภาษีกรูวอดวายอีก

มาวันนี้เพิ่งมี ความจริงหลุดว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์หาทางสยบเสียงวิจารณ์เชิงด่าในเรื่องนี้ได้บ้างละ มูลค่าเหนาะๆ ๓๘๘ ล้านบาทกว่าๆ “เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย กับ บริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด”

อ้าวนี่เอาอัฐยายไปใช้ตบหัวยายให้สะอึกพูดไม่ออกละสิ จาก งบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เล่มที่ 12 ข้อ ๓ ระบุว่าตั้งค่าใช้จ่ายสู้คดีกับคิงสเกตไว้ ๑๑๑,๑๑๕,๗๐๐ บาท ย้อนไปปี ๖๒ และ ๖๓ พบอีกว่าตั้งงบฯ การนี้มาแล้ว ๖๐ ล้าน กับ ๒๑๗ ล้าน ๘ แสนบาท

เงินในกระเป๋าของชาติกำลังร่อยหรอ เชื่อได้แน่เป็นแช่แป้งว่าจะหมดไปด้วยน้ำมือประยุทธ์นี่แหละ ถ้าเขาได้ครองบ้านครองเมืองต่ออีกสี่ซ้าห้าปี หลังจากที่ถลุงมาจนงอมพระรามแล้วเกือบ ๗ ปี ผีจะซ้ำดั้มจะพลอยเข้าอีก ถ้าได้อุ้มการบินไทยกันต่อ


วานนี้ (๒๘ สิงหา) เหมือนกัน รายงานเพิ่งออก ผลตรวจสอบการบินไทย ขาดทุน ย่อยยับ โดยคณะทำงานของ รมช.คมนาคม ถาวร เสนเนียม พบว่าในช่วงปี ๒๕๖๐-๒๕๖๒ ซึ่งการบินไทย “ขาดทุนรวมไม่ต่ำกว่า ๒๕,๖๕๙ ล้านบาท”

เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงมาก ค่าจ้างล่วงเวลา หรือ โอทีของฝ่ายช่าง (ถ้าจำกันได้ ฝ่ายนี้แหละค้านหัวชนฝา ไม่ให้ฟ้องล้มละลายและจัดปรับองค์กรใหม่ จะเอาแต่ให้อุ้มต่อไปอย่างเดียว) สูงถึง ๒,๐๒๒ ล้านบาท เนื่องจาก

“พนักงาน ๑ คน ทำ OT สูงสุดได้ถึง ๓,๓๕๔ ชั่วโมง มีวันทำ OT ถึง ๔๑๙ วัน แต่ ๑ ปี มีเพียง ๓๖๕ วัน” ทั้งยังมีการจัดหาเครื่องบินใหม่รุ่นโบอิ้ง ๗๘๗-๘๐๐ อีก ๖ ลำ แต่ละลำราคาไม่เท่ากัน ส่วนต่างสูงถึง ๕๘๙ ล้านบาทแน่ะ

กับมีการจ่ายค่าชดเชยคืนสภาพเครื่องบินเช่าสองลำ (แอร์บัส ๓๓๐-๓๐๐) ปาเข้าไป ๑,๔๕๘ ล้านบาท นั่นไม่ได้นับที่รั่วไหลไปเป็นค่าตอบแทน รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพิ่มจากเดือนละ ๒ แสน ไปเป็น ๖ แสน สามเท่าแค่นั้นเอง

ตัวเลขอื่นๆ แสดงว่าการทุจริต สูบเลือดและเกาะกิน จากการบินไทย มันกระจายไปทุกขุมขนขององค์กร ไหนจะ “การขายตั๋ว การโฆษณา การจัดซื้ออุปกรณ์บนเครื่อง ครัวการบินไทย น้ำมันเชื้อเพลิง” มีทั้งการกินเล็กกินน้อยและกินเยอะ

ชนิดว่าช่วงสามปีดังกล่าวตอนพี้คของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ คสช.มาสู่อำนาจ สืบทอดการบินไทยมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยว ๘๐% ผู้โดยสารทั้งสิ้น ๒๔.๕๑ ล้านคน แต่กลับมีรายได้เพียง ๑๔๙ ล้าน จึงขาดทุนหน้าเหยิน

คณะตรวจสอบไม่ได้บอกว่าเส้นทางสายไหนที่ขาดทุนเยอะกว่าเพื่อน คงไม่ใช่กรุงเทพฯ-มูนิค-สวิสเซอร์แลนด์ ที่แต่ละเที่ยวมีผู้โดยสารสิบกว่าคน แต่บินเอาบินเอาเป็นว่าเล่นหรอกนะ

(https://www.one31.net/news/detail/24163__t3KnQxz0SyI และ https://prachatai.com/journal/2020/08/89262)