https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122103213447348596&id=61590457898374
สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ
Yesterday
·
ไร้ชื่อเรื่อง
สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ
Yesterday
·
ไร้ชื่อเรื่อง
บทความของผมเรื่องนี้ (ภาพขวา) เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา. เดิมทีมันใช้ชื่อว่า “‘แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย’: ความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกชายระหว่างพระจุลจอมเกล้าฯ กับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พ.ศ. 2439–2453” (ภาพซ้าย).
หลังจากเผยแพร่ได้ไม่กี่วัน, กองบรรณาธิการของวารสารติดต่อมาและแจ้งให้ผมทราบว่า บทความถูกแชร์ไปและมีผู้โพสต์แสดงความเห็นทำนองให้ระวัง ม.112. ผมเข้าใจว่าความเห็นนี้เป็นอะไรที่เขียนในเชิงทีเล่นทีจริงเพื่อยั่วล้อความไม่สมเหตุสมผลของ ม.112 เสียมากกว่า. และที่ผมแน่ใจแบบแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งก็คือ บทความนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้าข่ายความผิดตาม ม.112 แม้แต่เศษเสี้ยวธุลีดินใดๆ. แต่ก็นั่นแหละ... อย่างที่เรารู้กัน, ม.112 มักถูกใช้อย่างล้นเกินและเกินความไปจากตัวบทของมัน และมันได้หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมความกลัวไปก่อนและบังคับให้เราต่างต้องระวังตัวขึ้นมา.
กองบรรณาธิการ, ซึ่งเป็นกังวลว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ตามมา, จึงปรึกษากับผมทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้เพื่อหาทางแก้ไขชื่อหลักของบทความ ซึ่งเป็นส่วนที่ดูน่าจะเป็นปัญหา.
ชื่อหลักของบทความคือ “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย”. ประโยคนี้มาจากไหน? ประโยคนี้มาจากข้อความในจดหมาย (หรือ “พระราชหัตถเลขา” ถ้าปรารถนาจะใช้ราชาศัพท์) ที่พระจุลจอมเกล้าฯ เขียนถึงเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ลงวันที่ 8 พฤษภาคม ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444). ในจดหมายฉบับนี้ พระจุลจอมเกล้าฯ กำลังกำชับไม่ให้ผู้เป็นลูก “ไปเอาฝรั่งเข้ามา” หลังจากได้รับรายงานว่า เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ, ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ที่รัสเซีย, กำลัง “ชอบพอกับผู้หญิงลครนางหนึ่ง”. แน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นฝรั่ง และราชสำนักยอมรับไม่ได้.
คิดดูทีเถิดท่านผู้ทรงปัญญาและมีวิจารณญาณทั้งหลายว่ามันมีอะไรที่ชวนให้เข้าข่าย ม.112 ตรงไหน และจะมีใครอุตริไปฟ้องให้รกโรงรกศาล!!!
แต่กระนั้น เมื่อกองบรรณาธิการปรึกษากับผมว่าควรจะแก้ชื่อของบทความอย่างไรดีเพื่อตัดปัญหา, ถึงผมไม่อยากตัดชื่อหลัก “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย” ทิ้ง และไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น, แต่นั่นแหละ... ผมก็ “ยอมๆ ไป”. ผมยินยอมพร้อมใจให้กองบรรณาธิการตัดชื่อหลักออกไป. ผมขอย้ำนะครับว่า การตัดชื่อหลักออกไปนั้นก็โดยความยินยอมพร้อมใจของผมเอง เพื่อรักษาความสบายอกสบายใจของทางวารสารและหน่วยงานที่เป็นเจ้าของวารสารเอาไว้.
ที่น่าขันและขันขื่นไม่น้อยไปกว่าเรื่อง ม.112 คืออะไร? อะไรคือสิ่งที่ควรเป็นปัญหาหลักๆ ของการตีพิมพ์งานในโลกวิชาการ? คุณภาพของมันไม่ใช่หรือ, ไม่ใช่การต้องมานั่งพะวงและระแวดระวังกับ ม.112 และวัฒนธรรมการเมืองที่พ่วงอยู่กับ ม.112. บทความที่ตีพิมพ์กันทุกวันนี้ในวารสารวิชาการไทยมีทั้งที่คุณภาพยอดเยี่ยม คุณภาพดี คุณภาพพอทนได้ หรือไร้คุณภาพไปเลยก็มีออกถมไป. จำพวกที่ไร้คุณภาพก็ได้รับการเผยแพร่กันอยู่โครมๆ ร่ำๆ ไป, ไม่เห็นมีปัญหาอะไรให้ต้องระแวดระวัง. มันก็น่าเวทนาอยู่หรอก (ไม่รู้ว่าเวทนาตัวเองหรือเวทนาอะไรดี) ที่ต้องมาระแวดระวังกับสิ่งที่ไม่ควรและไม่จำเป็นที่จะต้องระแวดระวังเลย.
ที่เขียนมานี่ไม่ใช่ผมจะบอกว่าบทความของตัวเองมีคุณภาพดีเด่อะไรนะครับ. ไม่เลย! ผมมั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจว่ามันไม่ได้มีคุณภาพอะไรหรือยกระดับสติปัญญาอะไรใดๆ ได้ทั้งนั้น, แต่ก็พอจะพิมพ์เผยแพร่เพื่อเอาตัวให้รอดไปได้ตามกฎเกณฑ์การประเมินผลงานในรอบปีหนึ่งๆ ขององค์กรที่เขากรุณาจ้างผมให้เป็นพนักงานอยู่เท่านั้นเอง.
หลังจากได้รับสายจากกองบรรณาธิการและยินยอมพร้อมใจให้ตัดชื่อหลักของบทความออก, ผมก็นั่งเซ็งไปพักหนึ่งไม่เกิน 10 นาที. จากนั้นก็ไปกินน้ำเปล่า 1 แก้ว ตามด้วยข้าวมื้อแรกของวัน ชงกาแฟ และใช้ชีวิตไปตามปกติในสังคมที่แสนจะไร้ความปกติมานานโข. เราจะทำอะไรไปมากกว่านี้เล่า!!! ว่าแล้วก็หวนกลับไปคิดถึงการชุมนุมเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไรบางอย่างในปี 63. เอ! หรือมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง? หรือเราหลับฝันไป? ดูสิแค่นี้ยังไม่กล้าอ้าปากบอกว่าในปี 63 เขาเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไร, แล้วจะมีสติปัญญาไปเรียกร้องอะไรที่ไหน!!!
สุดท้ายก็คิดว่าเปิดเฟซบุ๊กเป็นของตัวเองเพื่อเขียนเล่าเรื่องนี้ดีกว่า. เพื่ออะไรหนะหรือ? เพื่ออะไรก็ไม่รู้... แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงทำให้เห็นถึงปัญหาของวัฒนธรรมการเมืองที่พ่วงอยู่กับ ม.112 ได้บ้าง