วันพฤหัสบดี, มีนาคม 29, 2561

แก้เศรษฐกิจโดยประดิษฐ์คำ คราวนี้จะ 'ทะยาน' โดยเอื้อธุรกิจยักษ์เจ้าสัว

พวก คสช.นี่บริหารบ้านเมือง แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการประดิษฐ์คิดคำ เอามาใช้หลอกชาวบ้านไปวันๆ สองสามวันก่อน ทั่นรองฯ กูรูฝ่ายเศรษฐกิจบอกไทยกำลัง ทะยานไปสู่โฉมหน้าใหม่

“เป็นเศรษฐกิจยุคใหม่ในระดับที่พัฒนาขึ้น และพร้อมเป็นศูนย์กลางการลงทุน การคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญต่อการทะยานในครั้งนี้” 


ขณะที่ “โลตัสจัดโรลแบ๊คสู้กำลังซื้อดิ่ง ดัชนีอุตสาหกรรมตก คนว่างงานเหยียบ ๕ แสน ข้าว ยาง ปาล์ม สินค้าเกษตร ผลไม้ราคาตก” (จากคอมเม้นต์ของ ชัยวุฒิ สุวรรณโณ)

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังพูดถึง “การก้าวไปสู่การพลิกโฉมประเทศ จำเป็นต้องมุ่งเน้นพัฒนากลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย” โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ และนวัตกรรม (สวทน.) มาเสริมว่า เมื่อปีที่แล้วมีการลงทุนด้านนี้จำนวนมหาศาลถึงกว่า ๑ แสนล้านบาท

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ อ้างว่าการลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต สูงสุดเป็นด้านอาหาร ที่เฉือนด้านยานยนต์ด้วยมูลค่า ๑๕,๐๕๑ ล้านบาท กับ ๑๑,๘๗๙ ล้านบาท แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาไปกระจุกอยู่กับนายทุนอุตสาหกรรมรายใหญ่ ซีพี สหพัฒน์ และไทยเบฟ

ปล่อยให้นวัตกรรมแท้ๆ ถูกเบียดบัง และแม้กระทั่งเอารัดเอาเปรียบ ตัวอย่างใหม่เอี่ยมในประเด็นนี้สองเรื่องคือ กรณีรถเร่ มินิซีออกจำหน่ายสินค้าของชำ (groceries) ตามชุมชน นัยว่าเป็นการทดลองตลาดเฉพาะที่ราชสีมาก่อนเท่านั้น แต่ก็ทำให้บรรดาผู้ค้ารถกระบะรุงรังพากันร้องจ้าก

อีกกรณีเกี่ยวกับนวัตกรรมการผลิต เบียร์ประดิษฐ์ หรือ ‘Craft beers’ ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง และสามารถคิดค้นได้ในประเทศ แต่ต้องนำไปผลิตนอกประเทศเพราะกฏหมายเอื้อเฉพาะอุตสาหกรรมเบียร์รายใหญ่ อย่างบุญรอดฯ และไทยเบฟ

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว บีบีซีไทยเสนอรายงานเกี่ยวกับคร้าฟท์เบียร์ไทย “แค่คิดก็ผิดแล้ว” พบว่ามีเบียร์ประดิษฐ์สัญชาติไทยเกิดขึ้นราว ๓๐ ราย ในรอบสองปีที่ผ่านมา แต่ว่าไม่สามารถผลิตในประเทศได้ แม้แต่การทดลองสูตรส่วนผสม ก็ยังถูกปรับกันระนาว
 
นันท์ชนก วงษ์สมุทร ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย เล่าถึง “เอ๊าท์ลอว์ เบียร์สัญชาติไทยซึ่งมีสำนักงานอยู่ใน อ.เมือง จ.เลย ถูกดำเนินคดีในระหว่างที่ทดลองค้นสูตรเบียร์ที่เหมาะสม ก่อนการนำสูตรดังกล่าวไปผลิตอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศ” (กัมพูชา)

ยังมีผู้ผลิตและคิดค้นอีกหลายเจ้าที่ถูกจับถูกปรับกันรายละหลายๆ ครั้ง เพราะจำเป็นต้องทดลองสูตรของตนภายในประเทศให้สมบูรณ์เสียก่อนจะส่งไปผลิตนอกเขตแดน ผู้ผลิตเหล่านั้นคิดค้นเบียร์คุณภาพดี รสชาติใหม่ๆ เป็นที่นิยมดื่มแพร่หลาย

ด้วยตัวบทกฎหมายที่เอื้อเฟื้อบริษัทเจ้าสัวแต่จำกัดจำเขี่ยกับผู้ผลิตแบบศิลปินเช่นนี้ ทำให้นวัตกรรมชนิดที่รองฯ สมคิดคุยนักหนาในปาฐกถา รังแต่จะเฉาตาย ขณะเดียวกันแนวโน้มที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศตะวันตกจะเข้ามารุกตลาดคร้าฟท์เบียร์เอเซีย จะยิ่งทำให้เบียร์ประดิษฐ์ไทยตายทั้งกลม

(ดูรายงานของนันท์ชนกได้ที่ http://www.bbc.com/thai/thailand-43084382?SThisFB)

ย้อนกลับไปเรื่อง มินิซีแรกมีเสียงบ่นว่า “ใครรู้จักเจ้าสัวเจริญและลูกชาย (ฐาปน) ช่วยบอกพวกเขาด้วยว่าอย่าทำถึงขั้นนี้เลย ไอเดียดีขายของได้เงินมากขึ้น แต่ทำร้ายพ่อค้าแม่ค้ารถเร่จะอยู่ต่อกันไม่ได้...ขอเว้นที่ทำกินตามตรอกซอกซอย หมู่บ้านให้คนจนๆพอจะหาเช้ากินค่ำได้บ้าง”
 
ทว่านายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า “ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าธุรกิจดังกล่าวกระทำผิด เพราะดูจากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการดังกล่าวของห้างค้าปลีกรายใหญ่สามารถทำได้ไม่ต้องขออนุญาต”


โพสต์บ่นของ Adisak Limparungpatanakij ได้รับการตอบสนองและเอาไปแชร์ Nithiwat Wannasiri เสริมว่า “ของที่ขายจากระบบสายพานอุตสาหกรรมกับระบบสายพานการผลิตท้องถิ่น ยังมีความแตกต่างของสินค้าอยู่ อันไหนมันเหมือนกันก็เกิดการแข่งขัน ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากกว่า

สิ่งที่คิดว่าควรจะโวยจริงคือการ ละเว้นภาษี ๕%’ ให้ ๒๔ ทุนใหญ่ประชารัฐ เพราะมันเป็นการทำลายศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของทุนที่ไม่หนุนรัฐประหาร”

นั่นไง ทั้ง ประชารัฐและ ไทยนิยมยังเป็นแต่เพียงราคาคุยและวาดฝัน แต่ว่างบประมาณถูกถอนออกมาใช้อย่างมือเติบ และไม่มีหลักประกันให้เกิดความมั่นใจเลยว่าจะประสพความสำเร็จ การเรียกร้อง อยากเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลที่อย่างน้อยประชาชนได้มีส่วนคัดสรร ย่อมจะสร้างความมั่นใจได้มากกว่า