วันอังคาร, มีนาคม 20, 2561

ชัดแล้ว 'ตู่' เอาแน่ แต่เส้นทางไปสู่เลือกตั้ง ยังเต็มไปด้วยการ ‘ข่ม’ (เขาโคให้กินหญ้า)

อันนี้หาเสียงป่าว “ผมไม่ใช่ผู้วิเศษ จำไว้ว่าผมไม่ใช่ แต่ผมจะแก้ปัญหาทุกปัญหาให้ได้” ประยุทธ์เพิ่งพูดไว้ที่ซิดเน่ย์ “ท่ามกลางเสียงอวยพรแฮ้ปปี้เบิ๊ร์ธไดย” วาสนา นาน่วมรายงาน

ดูจะไม่บังเอิญที่ประชาชน ๓๘.๖๔% ของ นิด้าโพล’ อยากให้ทั่นจันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด ทิ้งห่างหญิงหน่อยขาดลอยตั้ง ๒๕.๖% เมื่อ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เฉือน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แค่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ ๑๓.๐๔ ต่อ ๑๒.๒๔

ทั้งที่ผลโพลจะออกตรรกะย้อนแย้งในตัวเองอยู่สักหน่อย โดย ๖๒.๓๒% ของผู้ตอบคำถาม ๑,๒๕๐ คน “อยากเห็นอะไรใหม่ๆ นโยบายใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ เบื่อการบริหารงานของพรรคการเมืองพรรคเก่า” (เขาคงหมายถึงพรรคประชารัฐมั้ง)

เทียบกับ ๓๗.๖๘% เห็นว่าพรรคการเมืองเก่า “มีประสพการณ์ ความรู้ ความสามารถ มั่นใจในผลงาน มีความเข้าใจ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า”


น่าจะเป็นเช่น Sa-nguan Khumrungroj อ้าง สหายท่านหนึ่ง ว่า “#มาถูกทางแล้วครับท่าน การเปลี่ยน ผอ.นิด้าโพลล์ทำให้คะแนนนิยมประยุทธ์ดีขึ้น” จริงๆ

และเห็นท่าจะไม่บังเอิญอีกเหมือนกันที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมคณะไปกับนายกรัฐมนตรี ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ ๒๐๑๘ ที่นครซิดนีย์” แม้นว่ารัฐมนตรีประชาสัมพันธ์ คสช. จะ “ปฏิเสธไม่รู้ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดคุยกับนายอนุทินระหว่างเข้าร่วมประชุม”


จะคุยอะไรกันไม่สำคัญเท่านายอนุทินคนนี้ ลือกันว่าใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทรัชกาลที่ ๑๐ การที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในขณะนี้คนเดียวที่ได้ร่วมคณะของรัฐบาลประยุทธ์ไปประชุม ซัมมิต ระหว่างประเทศ อาจจะมีนัยยะลึกล้ำตามมา ในการเลือกตั้งที่ คสช.ยืนยันว่าจะมีแน่ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ก็ได้

มิใยที่ผลงานสะเด็ดของ คสช. ปรากฏโจ่งแจ้งอยู่ที่ “ข้าราชการโกงกินเงินคนจนไปกว่า ๘๕% ของงบประมาณทั้งหมด” ดังที่ ispacethailand.org รายงานสรุปสะท้อนข้อมูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

“จากการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี ๒๕๖๐ ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง จำนวน ๗๖ ช่วงตั้งแต่วันที่ ๑๓ ก.พ.–๑๙ มี.ค. ๖๑ พบว่ามีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตงบประมาณ รวมงบ ๑๐๔,๔๔๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นประมาณ ๘๕% ของงบศูนย์คุ้มครองฯ ใน ๔๙ จังหวัด”


ยังไม่นับการลุกล้ำ ก้าวร้าว ของทหารต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และเสรีภาพสื่อมวลชน ตัวอย่างเรื่องนี้ดูได้จากรายงานของ iLawFX @iLawFX ที่ว่า ปิยะโชติ อินทรนิวาส ได้รับหมายเรียกจากสถานีตำรวจภูธรปัตตานี ให้ไปรายงานตัวในวันที่ ๒๑ มีนานี้
เหตุสืบเนื่องมาจากเขาไม่ยอมรายงานข่าวตามที่ กอ.รมน. ขอมา ใน ปมการซ้อมทรมานซึ่งทหาร “ผู้กล่าวหาได้มาแจ้งความร้องทุกข์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณาฯ” โดยมีเบื้องหลังเรื่องนี้ว่า

“ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า โทรมาถามเรืองข่าว แต่เขาได้ชี้แจงถึงเสรีภาพสื่อไป ที่ผ่านมาทหารเคยโทรมาขอให้เอาข่าวชิ้นอื่นลงและพยายามวางกรอบการรายงานข่าว”

อีกเรื่อง “ที่คณะนิติศาสตร์ ม.อ.หาดใหญ่ ทหารในเครื่องแบบ ๖ นาย เข้ามาติดตามเวทีการพูดคุยเรื่องกฎหมายการชุมนุมสาธารณะและปกป้องชุมชนตั้งแต่ช่วงเช้า (๑๙ มีนา) ก่อนที่ช่วงเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น.จะขึ้นมาที่บริเวณจัดงานชั้น ๕ แต่ไม่ได้เข้าไปในห้องจัดงาน #มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร

วิธีการ ข่ม (เขาโคให้กินหญ้า) ยังมีมาอีกรูปแบบ สไตล์นักวิชาการ เมื่อประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองพูดแถลงที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อสามสี่วันก่อน เตือนพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งว่าจะต้องมีนโยบาย “เดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และมีการปฏิรูป”

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังกล่าวเตือนประชาชนด้วยว่า “ถ้าเป็นไปได้ ไม่เพียงแต่ทวงถามสิทธิประโยชน์ พูดถึงข้อเดือดร้อนของตนเองเท่านั้น จะต้องเป็นพลเมืองที่ถามว่าตนเองจะทำอะไรให้บ้านเมืองได้ ตนเองจะมาเป็นกำลังของบ้านเมืองอย่างไรได้” (พูดเลียนแบบแจ็ค เค็นเนดี้ ไม่มีผิด)

เจ้าของทฤษฎี สองนคราประชาธิปไตยอันเลื่องลือเผยเสียด้วยว่า จะมีการเสนอ พรบ. เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง ให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาแถลงไว้ข้างต้น รวมทั้งให้ประชาชนต้องทำตัว “เป็นทั้งประชาชน พลเมือง และพสกนิกรที่ดีของพระเจ้าแผ่นดิน ของสถาบันพระมหากษัตริย์”


โดยที่แก่นสารแห่งทฤษฎีสองนคราฯ ของเอนกนั้นตั้งอยู่บน วาทกรรม ว่า “ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และมี การศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจสูง มีแนวโน้มไปลงคะแนนเสียงโดยเลือกพรรคและคำนึงถึงนโยบายของพรรค มากกว่าผู้เลือกตั้งในชนบทซึ่งลงคะแนนเสียงโดยคำนึงถึงตัวบุคคลเป็นสำคัญ

ที่ซึ่งประจักร ก้องกีรติ เคยเขียนบทความปกป้องเอาไว้นานแล้วว่า “มีทัศนคติต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของชาวชนบท ดีกว่างานวิจัยอีกจำนวนมากที่อ้างอิงงานของเอนกเอง” เนื่องจากเอนกระบุใน สองนคราฯ ตอนหนึ่งว่า “ไม่ควรคิดว่าการขจัดการซื้อขายเสียง คือภารกิจแต่อย่างเดียวของการปฏิรูปการเมือง”


จากปาฐกถาของเอนกเมื่อวันที่ ๑๕ มีนา คงจะพุดได้ว่าภารกิจอีกอย่างในการปฏิรูปการเมืองของเขา คือแนะนำประชาชนให้ทำตนเป็นพลเมืองที่เชื่อง ในนิยามของคณะทหารชุดที่ครองเมืองเรืองอำนาจตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

จึงเป็นที่แจ้งชัดเลยว่าเส้นทางไปสู่การเลือกตั้งที่ คสช.กำหนดนี้ยังเต็มไปด้วยการข่มขู่กดดัน แม้จะไม่ถึงกับกักฬระ หรือกระทั่งเนียนๆ อย่างนักวิชาการด้วยซ้ำไปก็ตาม