ศาลรัฐธรรมนูญเคาะผ่าน พรก.เงินกู้ ๒+๒ แสนล้าน “อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการคลังในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ” ในกรณีที่จะ “ทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจทางการคลังระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอ่อนแอลง”
Supreeya Kaewla-iad อ่านจากความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อย ๒ คน ที่บอกว่าการปรับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๒ “ต้องตีความอย่างแคบและเคร่งครัด” และ “ต้องนำมาใช้ในฐานะที่เป็นข้อยกเว้นที่ต้องใช้อย่างจำกัดเท่านั้น”
ข้อที่สอง “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเป็นเรื่องจำเป็น และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ถึงขนาดเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๗๒ วรรค ๑ ของรัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่อ้าง
“ต้องปรากฏภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรง และจำเป็นต้องดำเนินการโดยทันที มิใช่เป็นเพียงนโยบายสาธารณะ” แล้วในส่วนที่จะมีผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง หลักนิติธรรม และหลักการแบ่งแยกอำนาจ นั้นเพราะไม่เป็นไปตาม กม.ว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ
สุดท้ายก็ไปลงที่เป็นการบั่นทอนหลักวินัยทางการคลัง หลักนิติธรรม และหลักการแบ่งแยกอำนาจ เนื่องเพราะ ไม่มีภาวะวิกฤตมารองรับ เปิดช่องให้ฝ่ายบริหารก่อหนี้สาธารณะได้โดยไม่ผ่านการพิจารณาและตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบของรัฐสภา
นอกจากนั้น การตีความคำว่า ‘การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ’ อย่างกว้างเกินไป ทำให้ขอบเขตการใช้อำนาจออกพระราชกำหนดไม่แน่นอน “และอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชน โดยไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน”
ความเห็นของ ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน ก็ไม่ต่างกัน เธอว่า “ต่อจากนี้รัฐบาลอยากจะกู้เงินเมื่อไหร่ก็กู้ได้แล้ว แค่อ้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพอเป็นพิธี” เธอชี้ให้ดูโครงการเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีการทำเป็นแคตตาล็อกสำหรับท้องถิ่นเลือกใช้
อย่าง รถเก็บขยะ EV งี้ ระบบผลิตออกซิเจนติดโซลาร์เอย ไฟถนนติดโซลาร์ ลานกีฬาและทางเดินออกกำลังกายก็ติดโซลาร์ แผงโซลาร์เซลกลายเป็นกระเบื้องลอยเฟื่อง หรือว่ารถทำความสะอาดถนน EV ระบบประปาหมู่บ้านก็ ‘อีวี’
เหล่านี้ทำให้เห็นว่าเป็นการสอดไส้โครงการชัดๆ “เอาความเดือดร้อนประชาชนบังหน้ายังไงไหว บอกว่าเป็นโครงการ ‘ประหยัดพลังงาน’ ยังพอทน แต่บอกว่าจะ ‘เปลี่ยนผ่านพลังงาน’ (เท่านั้นแหละ) พอเลย”
(https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/VYsvV8V2X และ https://www.facebook.com/pae.kaewlaiad/posts/0P4Kd96X1)
