วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 02, 2569

เส้นทางสร้างรายได้ของทรัมป์: ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ การที่ประธานาธิบดีเดินหน้าเปิดธุรกิจใหม่แทนที่จะขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนาน







.....

การผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวกับการบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อบรรทัดฐานทางการเมืองและจริยธรรมของสหรัฐฯ มากที่สุดในยุคโมเดิร์น

แม้ว่าในทางกฎหมาย ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะได้รับข้อยกเว้นจากกฎหมายความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict-of-Interest Laws) ที่บังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมานับตั้งแต่ยุคหลังคดีวอเตอร์เกต (Post-Watergate) ผู้นำสหรัฐฯ มักจะเลือกใช้วิธี "ตัดขาด" จากสินทรัพย์เดิม เช่น การขายหุ้น หรือการตั้ง Blind Trust (กองทุนที่ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้บริหารจัดการโดยที่เจ้าของไม่มีสิทธิ์รับรู้หรือสั่งการ) เพื่อความโปร่งใส

แต่สำหรับทรัมป์ เส้นทางรายได้และการทำธุรกิจในช่วงที่ดำรงตำแหน่งมีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงผ่าน 3 ปรากฏการณ์สำคัญ:

1. การขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto & Web3)

สิ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจในยุคนี้แตกต่างจากอดีต คือการที่ทรัมป์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล

เม็ดเงินมหาศาลจาก Crypto: รายงานบัญชีทรัพย์สินแสดงให้เห็นว่า เขามีรายได้จำนวนมากจากโครงการเหรียญดิจิทัลและการร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง World Liberty Financial รวมถึงการออกคอลเลกชัน NFT

จุดตัดทางนโยบาย: รายได้มหาศาลนี้เกิดขึ้นขนานไปกับการผลักดันนโยบายผ่อนปรนกฎระเบียบและสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีจากทำเนียบขาว ซึ่งทำให้นักวิจารณ์ตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

2. การซื้อขายหุ้นและการเคลื่อนไหวในตลาดทุน

ความเคลื่อนไหวในพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของเขาเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกจับตามอง

การซื้อขายที่ถี่ขึ้น: มีรายงานการทำธุรกรรมในพอร์ตหุ้นส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานรายใหญ่

การเข้าถึงของกลุ่มทุน: หลายบริษัทที่มีการซื้อขายหุ้นเหล่านั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้บริจาคที่มีโอกาสเข้าพบและหารือนโยบายกับรัฐบาลโดยตรง

3. ความเกี่ยวพันกับต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

เนื่องจากแบรนด์และธุรกิจของตระกูลทรัมป์ (The Trump Organization) มีลักษณะเป็นสากล นโยบายต่างประเทศจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ส่วนตัว

ทุนตะวันออกกลาง: โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู ข้อตกลงสิทธิ์การใช้งานแบรนด์ (Licensing Deals) และการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ (เช่น ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) มักดำเนินไปพร้อมๆ กับการเจรจาทางการทูตและการค้าอาวุธระดับประเทศ

บทสรุปของความท้าทายทางจริยธรรม การที่ประธานาธิบดียังคงเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอย่างเหนียวแน่น และยังเดินหน้าเปิดแนวรบทางธุรกิจใหม่ๆ ทำให้สถาบันการเมืองและสาธารณชนอเมริกันต้องเผชิญกับคำถามใหม่ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อน: เราจะแยกแยะระหว่าง "ผลประโยชน์ของชาติ" กับ "ผลประโยชน์ของผู้นำ" ออกจากกันได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสองสิ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกันในเวทีโลก?