US President Donald Trump’s latest 2025 financial disclosure reveals he made more than $1.4B in income from crypto ventures during his first year back in office, including more than $500m from World Liberty Financial and major earnings from his $TRUMP meme coin. pic.twitter.com/yx503y1ISa
— Al Jazeera English (@AJEnglish) July 1, 2026
BREAKING: President Trump pushes back on reporter questions alleging he is "profiting off the presidency," saying that "everybody's profiting" due to the surging stock market.
— Fox News (@FoxNews) July 1, 2026
Trump turned the question around on the reporter, asking, "Do you have a 401k? How's your 401k done?… pic.twitter.com/aGmk05wJFU
Jonathan Swan tells @DanaBashCNN Trump's more than $1 billion in crypto profits probably doesn't "scratch the surface" of Trump family gains: "This financial disclosure does not account for a lot of the money that's going into the Trump family through different mechanisms." pic.twitter.com/a3bD71TxXj
— Inside Politics (@InsidePolitics) July 1, 2026
The sheer scale and audacity of what Trump and his family are doing to monetize the presidency in every possible way for their own gain is really breathtaking, and laden with so many conflicts they're Too Big to Trail.https://t.co/MYIujDtXuD via @NYTimes
— David Axelrod (@davidaxelrod) July 1, 2026
Trump made $2.2 billion in his first year back in office
— Selina Wang (@selinawangtv) July 1, 2026
-More than $1.3 billion of it came from his family's crypto business
-His meme coin alone brought in $600 million
-Trump-branded watches alone brought in more than $4 million.
His financial disclosures was >900 pages pic.twitter.com/Sz0gz5VT1r
.....
การผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวกับการบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อบรรทัดฐานทางการเมืองและจริยธรรมของสหรัฐฯ มากที่สุดในยุคโมเดิร์น
แม้ว่าในทางกฎหมาย ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะได้รับข้อยกเว้นจากกฎหมายความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict-of-Interest Laws) ที่บังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมานับตั้งแต่ยุคหลังคดีวอเตอร์เกต (Post-Watergate) ผู้นำสหรัฐฯ มักจะเลือกใช้วิธี "ตัดขาด" จากสินทรัพย์เดิม เช่น การขายหุ้น หรือการตั้ง Blind Trust (กองทุนที่ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้บริหารจัดการโดยที่เจ้าของไม่มีสิทธิ์รับรู้หรือสั่งการ) เพื่อความโปร่งใส
แต่สำหรับทรัมป์ เส้นทางรายได้และการทำธุรกิจในช่วงที่ดำรงตำแหน่งมีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงผ่าน 3 ปรากฏการณ์สำคัญ:
1. การขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto & Web3)
สิ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจในยุคนี้แตกต่างจากอดีต คือการที่ทรัมป์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล
เม็ดเงินมหาศาลจาก Crypto: รายงานบัญชีทรัพย์สินแสดงให้เห็นว่า เขามีรายได้จำนวนมากจากโครงการเหรียญดิจิทัลและการร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง World Liberty Financial รวมถึงการออกคอลเลกชัน NFT
จุดตัดทางนโยบาย: รายได้มหาศาลนี้เกิดขึ้นขนานไปกับการผลักดันนโยบายผ่อนปรนกฎระเบียบและสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีจากทำเนียบขาว ซึ่งทำให้นักวิจารณ์ตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน
2. การซื้อขายหุ้นและการเคลื่อนไหวในตลาดทุน
ความเคลื่อนไหวในพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของเขาเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกจับตามอง
การซื้อขายที่ถี่ขึ้น: มีรายงานการทำธุรกรรมในพอร์ตหุ้นส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานรายใหญ่
การเข้าถึงของกลุ่มทุน: หลายบริษัทที่มีการซื้อขายหุ้นเหล่านั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้บริจาคที่มีโอกาสเข้าพบและหารือนโยบายกับรัฐบาลโดยตรง
3. ความเกี่ยวพันกับต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์
เนื่องจากแบรนด์และธุรกิจของตระกูลทรัมป์ (The Trump Organization) มีลักษณะเป็นสากล นโยบายต่างประเทศจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ส่วนตัว
ทุนตะวันออกกลาง: โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู ข้อตกลงสิทธิ์การใช้งานแบรนด์ (Licensing Deals) และการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ (เช่น ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) มักดำเนินไปพร้อมๆ กับการเจรจาทางการทูตและการค้าอาวุธระดับประเทศ
บทสรุปของความท้าทายทางจริยธรรม การที่ประธานาธิบดียังคงเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอย่างเหนียวแน่น และยังเดินหน้าเปิดแนวรบทางธุรกิจใหม่ๆ ทำให้สถาบันการเมืองและสาธารณชนอเมริกันต้องเผชิญกับคำถามใหม่ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อน: เราจะแยกแยะระหว่าง "ผลประโยชน์ของชาติ" กับ "ผลประโยชน์ของผู้นำ" ออกจากกันได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสองสิ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกันในเวทีโลก?