
ThumbRights
June 29
·
ทำความรู้จัก “ประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41”
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาหลากหลายหลายกลุ่ม ได้ร่วมกันก่อเหตุสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่รวมตัวกันชุมนุมอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตอย่างน้อย 41 ราย และบาดเจ็บ 145 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” หรือ “การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยเป็นที่กล่าวขานถึงความโหดร้ายทารุณของการประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง
เย็นวันเดียวกัน ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ โดยผู้นำของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้แก่ พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ และ พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ
การรัฐประหารนำไปสู่การสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และรัฐบาล คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2519 พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้ลงนามในคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดยเป็นคำสั่งให้แก้ไขอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้เหตุผลว่า อัตราโทษดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้น สมควรแก้ไขอัตราโทษเหล่านั้นให้สูงขึ้น
เนื้อความโดยสังเขปของคำสั่งฉบับดังกล่าวได้แก่
“โดยที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินพิจารณาเห็นว่า อัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ศาลหรือผู้พิพากษา และประชาชนทั่วไป ตลอดจนการกระทำอื่นเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ รัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี หรือการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา และความผิดเกี่ยวกับต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือขัดขวางการพิจารณา หรือพิพากษาของศาล ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันสมควรแก้ไขอัตราโทษเหล่านั้นให้สูงขึ้น”
ส่วนเนื้อหาโดยละเอียดของคำสั่งฉบับดังกล่าว เป็นการแก้ไขอัตราโทษของประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 ฐานความผิด ได้แก่
ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
ความผิดฐานกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ตามมาตรา 118 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 133 แก้ไขอัตราดทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ตามมาตรา 134 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น ตามมาตรา 135 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 136 แก้ไขอัตราดทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามมาตรา 138 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ตามมาตรา 198 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ตามมาตรา 206 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานหมิ่นประมาท อันได้แก่การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตามมาตรา 326 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น กระทำโดยการกระจายเสียง หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ตามมาตรา 328 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ตามมาตรา 393 แก้ไขอัตราโทษจากปรับไม่เกิน 500 บาท เป็น จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จะเห็นได้ว่า เนื้อหาของคำสั่งดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มอัตราโทษของฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาททั้งระบบ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในหลายกรณี ได้แก่
กรณีมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งการแก้ไขโทษจากไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกไม่เกิน 3-15 ปี ส่งผลให้คดี 112 ทุกคดีที่ศาลลงโทษ จะต้องลงโทษที่โทษขั้นต่ำ 3 ปี เท่านั้น และต่อให้มีการลดโทษ ก็สามารถลดได้แค่เหลือ 1 ปี 6 เดือนเท่านั้น ตามมาตรา 78 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ให้อำนาจศาลในการลดโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษ
และการเพิ่มอัตราโทษตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ทำให้การลงโทษสูงสุดของคดีมาตรา 112 ในกรณีที่มีการทำผิดหลายกรรม พุ่งสูงทะลุเพดาน เนื่องจากมาตรา 91 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่าในกรณีที่ความผิดหลายกรรม ถ้าความผิดนั้นโทษสูงสุดไม่เกิน 10 ปี จะสามารถลงโทษสูงสุดได้เพียง 20 ปีเท่านั้น แต่กรณีที่มีโทษสูงสุดตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ศาลสามารถลงโทษสูงสุดได้ถึง 50 ปี
นอกเหนือจากมาตรา 112 แล้ว มาตราอื่น ๆ ที่ถูกแก้ไขจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมืองเช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นหลากหลายกรณี เช่น
เช่นกรณีของพิมชนก จิระไทยานนท์ และเบนจา อะปัญ นักศึกษาและนักกิจกรรมทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 118 (ลบหลู่ธงชาติ) จากการนำผ้าสีแดงมีตัวเลข “112” ชักขึ้นไปบนยอดเสาธงแทนธงชาติ บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 ซึ่งสุดท้ายศาลยกฟ้องคดีนี้
หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้พิพากษาลงโทษรามิล ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ ในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198 จากการอ่านบทกวีระหว่างกิจกรรม "รามาตุลาการ" แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยศาลลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์
กล่าวโดยสรุป อัตราโทษในข้อหาต่าง ๆ ที่คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพิ่มโทษมานั้น ล้วนแต่ก่อปัญหาต่อเสรีภาพในการแสดงออกทั้งสิ้น
อ้างอิง
https://www.parliament.go.th/.../file_20170817114308_0.pdf
https://th.wikisource.org/wiki/คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน_ฉบับที่_41
https://tlhr2014.com/archives/68203
https://tlhr2014.com/archives/84120
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122271564302184830&set=a.122110046162184830