
The Momentum
6 hours ago
·
คนตักกากอุตสาหกรรม
ผู้กู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม
แต่ต้องทำงานโดยไร้หลักประกันด้านสุขภาพ
.
“กลัวปอดหาย”
.
ชายวัยกลางคน ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม พูดประโยคดังกล่าวขณะก้มตักกากอุตสาหกรรมเพื่อขนย้ายไปยังโรงงานผู้รับกำจัด สะท้อนความรุนแรงของของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพียงแค่สูดดมเข้าไปเท่านั้น
.
กากอุตสาหกรรมที่กลุ่มคนงานเหล่านี้ต้องจัดการ เป็นของเสียอันตรายที่เกิดจากการประกอบกิจการของบริษัทรับทำน้ำมันผสมสีทาบ้านจากน้ำมันใช้แล้วในจังหวัดสระบุรี ซึ่งแทนที่บริษัทจะส่งไปกำจัดยังโรงงานที่รับกำจัดของเสียตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด กลับนำไปทิ้งเอาไว้ที่บ่อดินด้านหลังโรงงานของตัวเอง โดยไม่มีการป้องกันการรั่วซึมมาตั้งแต่ปี 2537
.
“เมื่อคืนนี้ฝนตก ถ้าไม่มีฝน กลิ่นกากอุตสาหกรรมจะแรงมากกว่านี้”
.
ตั้งแต่ 8 โมงเช้า คนงานชายราวๆ 3 คน จะเดินทางมายังโรงงานเพื่อเข้ามาหยิบจับอุปกรณ์คู่ใจ เช่น เสียมและถังน้ำ ก่อนจะลงไปยืนอยู่ริมปากบ่อที่เต็มไปด้วยของเสียอันตรายเนื้อเหนียวหนืดและมีกลิ่นเหม็น เพื่อตักมันใส่ไว้ในถังเล็กๆ เมื่อเต็มถังแล้ว พวกเขาจะต้องยกไปเติมในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่จะถูกใช้เป็นถังใส่ตะกอนของเสีย เพื่อเคลื่อนย้ายไปยังโรงงานที่รับกำจัดตามกฎหมาย
.
“พอตักกากอุตสาหกรรมใส่ถังน้ำมันจนเต็มแล้ว ต้องยกไปรวมกับถังอื่นๆ แล้วเอาผ้าคลุมไว้ ก่อนจะยกขึ้นรถไปส่งยังโรงงานรับกำจัด เพื่อกำจัดตามระบบกระทรวงอุตสาหกรรม ประมาณ 10 ตันกว่าๆ ต่อเดือน หรือประมาณ 42 ถังน้ำมัน”
.
“แต่ถามว่า ใน 1 วันมีกำหนดเอาไว้ไหม ว่าคนงานต้องตักกากพวกนี้ให้ได้ปริมาณเท่าไร เจ้าของโรงงานไม่ได้ตั้งปริมาณเอาไว้หรอก เขาแล้วแต่เรา เพราะไม่มีใครมาตักของเสียให้เขาแล้ว ยิ่งถ้านายจ้างเร่งๆ หน่อย เด็กแถวนี้ที่เขาไม่มีงานทำเขายังไม่เอา แค่ได้กลิ่นกากอุตสาหกรรมก็หนีกันไปหมดแล้ว”
.
ทั้งนี้ แม้คนงานบางส่วนจะบอกว่าไม่มีการกำหนดปริมาณในการตักกากอุตสาหกรรมในแต่ละวัน แต่ในแต่ละเดือนนั้น บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องแจ้งปริมาณของเสียที่จะส่งกำจัดกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นวันใดที่คนตักของเสียได้ในปริมาณน้อย พวกเขาอาจจะต้องเจียดเวลาพักผ่อนในช่วงเที่ยงมาเพื่อเพิ่มเวลาทำงาน
.
“บางทีก็พักไม่ถึงชั่วโมง ถ้าวันนั้นเราตักกากอุตสาหกรรมได้น้อย กินข้าวเสร็จก็ต้องรีบมาทำต่อ ต้องเร่งมือตัวเองหน่อย”
.
คนงานรายหนึ่งเล่าให้กับเราฟังว่า ตอนที่เข้ามารับงานนี้ในช่วงแรกๆ นั้น ทำให้เขามีอาการแสบตา และมีผื่นคันตามเนื้อตัว ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอยู่ใกล้กับกากอุตสาหกรรม
.
“ปกติถ้าเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีคนเขาบอกว่าเหม็นเหมือนแก๊สรั่วเลยแหละ ถ้าเราไม่ได้อาบน้ำไป อย่างตัวเรา เราไม่ได้กลิ่นหรอก ถ้าเราทำงานเสร็จแล้วต้องรีบอาบน้ำ มีห้องน้ำอยู่ที่นี่ คนที่แพ้ ถ้าไม่อาบ ถึงบ้านก็เป็นผื่น แต่ผมชินแล้ว ช่วงแรกๆ ผมก็เป็นผื่นนะ เพราะเราไม่อาบน้ำ เป็นผื่นแดง เรายังไม่รู้หลัก ถ้าอาบน้ำก็ดีขึ้น เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ถ้าไม่อาบนี่ไม่ได้เลย คันบ้างอะไรบ้าง แล้วยิ่งเราอยู่กับมันทั้งวันนะ”
.
ปัจจุบันคนตักกากอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต้องทำงานโดยรับค่าแรง 480 บาทต่อวัน พวกเขาไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรมอันตราย บางส่วนทำงานในชุดกางเกงขายาวธรรมดา เสื้อผ้าบาง รองเท้าผ้าใบ สวมหมวกและหน้ากากอนามัยที่ไม่สามารถป้องกันกากอุตสาหกรรมที่เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายและมีกลิ่นรุนแรงได้
.
ที่สำคัญคือ คนงานกลุ่มนี้เป็นเพียงลูกจ้างรายวัน พวกเขาจึงไม่มีสวัสดิการพยาบาล ไม่มีประกันสังคม และไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ หากต้องเจ็บป่วยจากการสัมผัสหรือสูดดมกลิ่นของเสียจากอุตสาหกรรม ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้ คือพยายามปกป้องสุขภาพของตัวเองด้วยกลยุทธ์การทำงาน เช่น การรู้ทิศทางลม
.
“เราอยู่ตรงนี้มานาน เราจะรู้หลักการว่าอย่าไปตักกากอุตสาหกรรมใต้ลมที่พัดมาหาเราแค่นั้น”
.
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนกลุ่มนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะหากการเคลื่อนย้ายของเสียภายในโรงงานแห่งนี้ทำได้ช้า นั่นเท่ากับว่าการกำจัดตะกอนน้ำมันที่ถูกเททิ้งไว้ในบ่อดินก็จะช้าตาม ซึ่งมีความเสี่ยงที่กากอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
.
เรื่อง: พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1486340440206668&set=a.654659416708112
.....
ทำไมประเทศไทยถึงเกิด "มหากาพย์" แบบนี้ซ้ำๆ?
ผลประโยชน์มหาศาล (Cost Cutting): การกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตรายอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีค่าใช้จ่ายสูงมาก (ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อตัน) การจ้างรถบรรทุกเถื่อนไปแอบเททิ้งในราคาไม่กี่พันบาท จึงเป็นช่องทางที่โรงงานมักง่ายเลือกใช้เพื่อลดต้นทุน
ช่องโหว่ของระบบตรวจสอบในอดีต: แม้รัฐจะมีระบบกำกับการขนส่ง (Manifest System) แต่ในอดีตไม่มีระบบ GPS ติดตามรถขนส่งกากอย่างเข้มงวด ทำให้รถบรรทุก "วิ่งออกนอกเส้นทาง" ไปเททิ้งตามบ่อดินร้างได้ง่าย
บทลงโทษที่ไม่รุนแรงพอในอดีต: โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย หรือ พ.ร.บ.โรงงาน ส่วนใหญ่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1-2 ปี และโทษปรับหลักหมื่นถึงแสนบาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับผลกำไรที่ลดได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่เกรงกลัว (เพิ่งจะเริ่มมีการฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายหลักร้อยหลักพันล้านบาทเพื่อดัดหลังในระยะหลังนี้)
สรุปภาพรวมในปัจจุบัน: ปัจจุบันภาครัฐได้ยกระดับการจัดการขึ้นมาก มีการนำกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาฟ้องเรียกค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจนถึงที่สุด และเริ่มใช้มาตรการ "ปูพรมตรวจ" รวมถึงการสั่งปิดโรงงานจัดการของเสียที่ทำผิดเงื่อนไขทันทีเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม แต่การตามล้างตามเช็ดกากสารพิษที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายทศวรรษก็ยังคงเป็นงานหินของประเทศอยู่ดี
ทำไมประเทศไทยถึงเกิด "มหากาพย์" แบบนี้ซ้ำๆ?
ผลประโยชน์มหาศาล (Cost Cutting): การกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตรายอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีค่าใช้จ่ายสูงมาก (ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อตัน) การจ้างรถบรรทุกเถื่อนไปแอบเททิ้งในราคาไม่กี่พันบาท จึงเป็นช่องทางที่โรงงานมักง่ายเลือกใช้เพื่อลดต้นทุน
ช่องโหว่ของระบบตรวจสอบในอดีต: แม้รัฐจะมีระบบกำกับการขนส่ง (Manifest System) แต่ในอดีตไม่มีระบบ GPS ติดตามรถขนส่งกากอย่างเข้มงวด ทำให้รถบรรทุก "วิ่งออกนอกเส้นทาง" ไปเททิ้งตามบ่อดินร้างได้ง่าย
บทลงโทษที่ไม่รุนแรงพอในอดีต: โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย หรือ พ.ร.บ.โรงงาน ส่วนใหญ่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1-2 ปี และโทษปรับหลักหมื่นถึงแสนบาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับผลกำไรที่ลดได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่เกรงกลัว (เพิ่งจะเริ่มมีการฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายหลักร้อยหลักพันล้านบาทเพื่อดัดหลังในระยะหลังนี้)
สรุปภาพรวมในปัจจุบัน: ปัจจุบันภาครัฐได้ยกระดับการจัดการขึ้นมาก มีการนำกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาฟ้องเรียกค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจนถึงที่สุด และเริ่มใช้มาตรการ "ปูพรมตรวจ" รวมถึงการสั่งปิดโรงงานจัดการของเสียที่ทำผิดเงื่อนไขทันทีเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม แต่การตามล้างตามเช็ดกากสารพิษที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายทศวรรษก็ยังคงเป็นงานหินของประเทศอยู่ดี