วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 09, 2569

กว่าหนึ่งปีแล้วที่สารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกกทางภาคเหนือ ไล่ลงไปถึงแม่น้ำสาย รวก และโขง แต่ต้นตอไม่ได้อยู่ในไทย — มันอยู่เหนือพรมแดนขึ้นไป ในเหมืองทองคำและแร่หายากที่ขยายตัวอย่างไร้การควบคุมในรัฐฉานของเมียนมา พื้นที่เหล่านั้นอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า ดำเนินการโดยกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับจีน






https://x.com/TenLatitude/status/2074482992991633761

Latitude Ten
@TenLatitude

ทำไมคนไทยถึงประท้วงจีน เรื่องแม่น้ำกก

กว่าหนึ่งปีแล้วที่สารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกกทางภาคเหนือ ไล่ลงไปถึงแม่น้ำสาย รวก และโขง แต่ต้นตอไม่ได้อยู่ในไทย — มันอยู่เหนือพรมแดนขึ้นไป ในเหมืองทองคำและแร่หายากที่ขยายตัวอย่างไร้การควบคุมในรัฐฉานของเมียนมา พื้นที่เหล่านั้นอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ดำเนินการโดยกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับจีน และป้อนความต้องการแร่หายากของจีนที่นำไปใช้ในรถ EV กังหันลม และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เมื่อสถานทูตจีนออกมาบอกว่าน้ำ "ได้มาตรฐานโดยรวม" ความไม่พอใจจึงพุ่งเป้าไปที่ปักกิ่ง

ล่าสุดการประท้วงเคลื่อนจากรายงานทางวิทยาศาสตร์สู่ท้องถนน หน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่ ขณะที่ไทยแทบไม่มีอำนาจเหนือต้นน้ำที่อยู่นอกเขตอธิปไตยของตน ปม: การปนเปื้อนข้ามพรมแดน · เหมืองในเขตความขัดแย้ง · ห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก

#แม่น้ำกก #สารหนู #เชียงราย #เชียงใหม่ #แม่น้ำโขง #LatitudeTen






The Momentum
@themomentumco

นักเคลื่อนไหวสวมหน้ากาก ‘สี จิ้นผิง’ จี้ ‘รัฐบาลต้องรับผิดชอบ’ กรณีสลายชุมนุมเชียงใหม่ พร้อมเสนอจีนจัดการสารพิษแม่น้ำกก

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2568) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช) ร่วมกับภาคีภาคประชาสังคมอื่นๆ อ่านแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ที่เข้าสลายการชุมนุมบริเวณสถานกงสุลจีน จังหวัดเชียงใหม่ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยและจีน ในการรับผิดชอบต่อกลุ่มทุนจีนข้ามชาติที่ก่อพิษรุนแรงทำลายแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงอย่างจริงจัง โดยผู้ชุมนุมบางส่วนสวมหน้ากาก ‘สี จิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน ภายหลังมีรายงานว่าวานนี้ (7 กรกฎาคม 2569) เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ขอร้องให้สื่อมวลชนลบภาพมวลชนสวมหน้ากากสี จิ้นผิง ออกจากรายงานข่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ บริเวณใกล้สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย โดยรายแรกกระดูกแขนหักต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน และรายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บหัวไหล่หลุด

ทางกลุ่ม กป.อพช.และภาคีเครือข่ายระบุในแถลงการณ์ ยืนยันว่า การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนในวันดังกล่าว ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย ปราศจากอาวุธ และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ อย่างถูกต้องทุกประการ

พร้อมตั้งคำถามต่อสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดความรุนแรงและมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ถือเป็นการทำหน้าที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ และการกระทำเช่นนี้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใดกันแน่
ในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว ภาคประชาสังคมได้ยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม 2 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่เป็นอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้กำลังสลายการชุมนุมของตำรวจเชียงใหม่อย่างโปร่งใส

2. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับเปลี่ยนนโยบายและยุติรูปแบบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ผลักต้นทุน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบทางด้านสุขภาพให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ พร้อมทั้งร่วมกันรับผิดชอบ และมีมาตรการทางกฎหมายในการจัดการควบคุมกลุ่มทุนจีนข้ามชาติอย่างจริงจัง เนื่องจากกลุ่มทุนดังกล่าวดำเนินโครงการที่ก่อให้เกิดมลพิษรุนแรง ทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต และบรรเทาวิกฤตความอยู่รอดของชุมชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธาน กป.อพช. เปิดเผยภายหลังการยื่นแถลงการณ์ โดยระบุถึงต้นตอของปัญหาทุนจีนข้ามชาติที่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงว่า เกิดจากช่องโหว่ทางกฎหมายเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุครัฐประหาร พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและข้อเรียกร้องสำคัญต่อรัฐบาล

รัฐบาลต้องยกเลิกเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เพื่อบีบให้ทุนจีนต้องกลับมาดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะเดียวกับสากล พร้อมสั่งตรวจสอบการใช้ ‘นอมินี’ บังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ EEC กลายเป็นแหล่งสร้างปัญหาขยะพิษรุนแรงในภาคตะวันออก

อีกทั้งย้ำว่า รัฐบาลควรเลิกใช้กฎหมายยุครัฐประหารปี 2557 อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยกำลังพยายามเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาน้ำเสียและขยะพิษจากทุนข้ามชาติไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีทางผ่านเกณฑ์เข้าเป็นสมาชิกแน่นอน

เลิศศักดิ์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ ทางเครือข่ายจะยื่นหนังสือให้กรรมาธิการในรัฐสภา (สส.และ สว.) เข้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมนัดรวมตัวภาคประชาชนข้ามภูมิภาคระหว่างภาคตะวันออกกับภาคอีสาน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนกดดันรัฐบาลร่วมกันต่อไป

ภาพ: นนท์ มีวัฒนานนท์