วันเสาร์, กรกฎาคม 04, 2569

รำลึกถึง กรณีพลับพลาไชย 3 -7 กรกฎาคม 2517 นัยยะทางประวัติศาสตร์ "ข่าวลือ" และ "ความไม่ไว้วางใจในอำนาจรัฐ" เมื่อมาเจอกับการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ไม่เหมาะสม สามารถนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ได้อย่างง่ายดาย


The Momentum
18 hours ago
·
3 กรกฎาคม 2517
จลาจลที่แยกพลับพลาไชย
.
เหตุการณ์จลาจลที่แยกพลับพลาไชย คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและฝ่ายผู้ปราบปรามใช้ความรุนแรงเข้าหากัน ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายยาวนานถึง 4 วัน และลงเอยด้วยการมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
.
ย้อนกลับไปวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 ช่วงเวลา 20.30 น. ตำรวจสายตรวจ 2 นายสั่งให้ พูน ล่ำลือประเสริฐ หรือฝู แซ่หลู่ อายุ 50 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ให้เลื่อนรถ หลังจอดรถในที่ห้ามจอดบริเวณป้ายจอดรถประจำทางหน้าบริษัทนครหลวงประกันชีวิต แต่พูนไม่ทำตามคำสั่ง ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ทว่าพูนขัดขืนพร้อมตะโกนว่า “ตำรวจทำร้ายประชาชน” ทำให้ประชาชนที่รอรถประจำทางและบริเวณใกล้เคียงต่างพากันมามุงดู ก่อนวิ่งตามมาสังเกตการณ์ที่สถานีตำรวจ
.
กระทั่งเวลา 21.30 น. ประชาชนนับพันรวมตัวกันที่สถานีตำรวจ ท่ามกลางข่าวลือว่าตำรวจทำร้ายประชาชน จึงทำให้ความไม่พอใจขยายตัวและออกมาในรูปแบบการประท้วง ด้วยการขว้างปาสิ่งของใส่สถานีตำรวจ แม้เจ้าหน้าที่ชี้แจงผ่านเครื่องขยายเสียง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่เดินทางมายังที่เกิดเหตุ แต่สถานการณ์ไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย ซ้ำร้ายประชาชนยังมารวมตัวกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.
กลางดึกคืนนั้น ไฟฟ้าดับและเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ประชาชนจึงเข้าไปในสถานีและทำร้ายตำรวจ รวมถึงพยายามปล่อยผู้ต้องขัง เหตุการณ์บานปลายหลังตำรวจใช้ปืนยิงต้านและมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ภายนอกก็มีจลาจลย่อมๆ ด้วยการทำลายรถตำรวจ เผายางขวางถนน และมีรถบรรทุกสิบล้อถูกพลิกคว่ำที่แยกหมอมี โดยในคืนนั้นมีประชาชนถูกยิงบาดเจ็บนับ 20 ราย
.
เหตุการณ์ความไม่สงบต่อเนื่องมาในวันถัดไป โดยวันที่ 4 กรกฎาคม เริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่ม ‘ลูกจีน’ ที่เรียกกันว่า ‘กุมารจีน’ สวมรอยก่อเหตุยึดรถองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พยายามขับฝ่าแผงกั้นด้านถนนแปลงนามเข้าถนนพลับพลาไชย พยายามยึดรถบรรทุกและรถพยาบาลในหลายพื้นที่ รวมถึงปั๊มน้ำมัน เพื่อนำน้ำมันมาทำระเบิดขวดต่อสู้กับตำรวจ กระทั่งเวลา 23.00 น. สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี และพลตำรวจตรี อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2517 และให้ทหารปราบปราม
.
วันที่ 6 กรกฎาคม 2517 อธิบดีกรมตำรวจรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 27 ราย บาดเจ็บรวม 120 ราย ขณะที่นายกสมาคมแต้จิ๋วออกโรงเตือนวัยรุ่นลูกครึ่งว่า อย่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าหน้าที่และห้ามออกจากบ้านในยามวิกาล
.
นอกจากนี้ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ สหพันธ์นักศึกษาเสรี และขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศตั้งหน่วยงานรับข้อเท็จจริงจากประชาชนเกี่ยวกับเหตุการณ์จลาจลพลับพลาไชย พร้อมออกแถลงการณ์คัดค้านการปราบปรามอันรุนแรงของรัฐบาล และเร่งให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน
.
หลังการจลาจลบานปลายมากว่า 4 วัน เหตุการณ์ก็สงบลงในวันที่ 7 กรกฎาคม 2517 ก่อนที่รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 9 กรกฎาคม 2517 เวลา 06.00 น. ทิ้งไว้เพียงเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่หลายคนมองว่า เป็นเรื่องที่เกิดจาก ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’
.....

เพิ่มเติม

เหตุการณ์จลาจลที่แยกพลับพลาไชย (3-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2517) ถือเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองไทยในช่วงยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เป็นอย่างดีครับ

แม้ว่าฉากหน้าของเหตุการณ์จะเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ อย่างการกระทบกระทั่งระหว่างตำรวจกับคนขับรถแท็กซี่ แต่ชนวนเหตุที่แท้จริงกลับแฝงไปด้วยปัญหาระดับโครงสร้างและความขัดแย้งที่สะสมมานาน ดังนี้ครับ:

🔍 ชนวนเหตุและลำดับเหตุการณ์

จุดเริ่มต้น (3 กรกฎาคม): ตำรวจจับกุมคนขับรถแท็กซี่ชื่อ "นายพูน ลำเจียก" ที่จอดรถขวางการจราจรบริเวณห้าแยกพลับพลาไชย ทว่าเกิดการโต้เถียงและมีข่าวลือสะพัดออกไปในหมู่ฝูงชนว่า ตำรวจรุมทำร้ายคนขับแท็กซี่จนเสียชีวิต (ซึ่งไม่เป็นความจริงในขณะนั้น)

การบานปลาย: ข่าวลือดังกล่าวจุดชนวนให้ผู้คนในพื้นที่ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและเยาวชนที่คลางแคลงใจในอำนาจรัฐอยู่แล้ว) มารวมตัวกันปิดล้อมสถานีตำรวจพลับพลาไชย 2 มีการขว้างปาหินและเผาทรัพย์สินราชการ

การใช้กำลังปราบปราม: สถานการณ์รุนแรงขึ้นจนรัฐบาลในขณะนั้น (นำโดยนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์) ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ และใช้กำลังทหาร-ตำรวจปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีการใช้ปืนพกและปืนกลยิงใส่ผู้ชุมนุม

บทสรุป (6 กรกฎาคม): เหตุการณ์ยืดเยื้ออยู่ 4 วัน จึงสงบลง ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 26 ราย และบาดเจ็บอีกนับร้อยคน

💡 นัยยะสำคัญทางประวัติศาสตร์

ความเปราะบางของประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา: เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า แม้เผด็จการทหารถูกขับไล่ไปในปี 2516 แต่โครงสร้างอำนาจรัฐ ความหวาดระแวงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังคงอยู่

นอกจากนี้ มันยังเป็นหนึ่งใน "สัญญาณเตือนภัย" แรกๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการใช้ความรุนแรงในเมือง ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวและบานปลายไปสู่โศกนาฏกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ย้ำเตือนเราเสมอครับว่า "ข่าวลือ" และ "ความไม่ไว้วางใจในอำนาจรัฐ" เมื่อมาเจอกับการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ไม่เหมาะสม สามารถนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ได้อย่างง่ายดาย