7 ปี แห่งความสูญเปล่า?
— KP (@Bomb_Khonphong) July 9, 2026
7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?
คำตอบที่ชวนหดหู่คือ...แทบไม่มีอะไรเลย
วันนี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ในเครือซีพี ส่งหนังสือถึง รฟท. ขอ "สิ้นสุดสัญญา" โครงการมูลค่า 224,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ… pic.twitter.com/22uhfZFFUq
https://x.com/Bomb_Khonphong/status/2075184807403995178
KP
@Bomb_Khonphong
7 ปี แห่งความสูญเปล่า?
7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?
คำตอบที่ชวนหดหู่คือ...แทบไม่มีอะไรเลย
วันนี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ในเครือซีพี ส่งหนังสือถึง รฟท. ขอ "สิ้นสุดสัญญา" โครงการมูลค่า 224,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ
โครงการที่ครั้งหนึ่งถูกโฆษณาว่า จะเป็น กระดูกสันหลัง ของ EEC เป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา กลายเป็นฮับการบินระดับภูมิภาค
แต่สุดท้าย...
ผ่านไปเกือบ 7 ปี หลังลงนามสัญญาในปี 2562
ยังไม่มีการตอกเสาเข็มแม้แต่ต้นเดียว
ที่จริง หากมองย้อนกลับไป สัญญาณเตือนของโครงการนี้มีให้เห็นตั้งแต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาอีก
หลังกลุ่มซีพีชนะการประมูลในปี 2561 ด้วยข้อเสนอที่ขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐต่ำกว่าคู่แข่งกว่า 52,000 ล้านบาท หลายคนเชื่อว่าโครงการจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ก่อนเซ็นสัญญา เอกชนผู้ชนะประมูลยื่นขอเปลี่ยนเงื่อนไขหลายประเด็น ทั้งขอขยายเวลาก่อสร้าง ขยายอายุสัมปทาน ขอให้รัฐค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ และขอให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนตั้งแต่ปีแรก สุดท้าย รฟท.ไม่เห็นชอบ ซีพีจึงถอนข้อเสนอและยอมลงนามตามเงื่อนไขเดิม
แต่ประเทศก็เสียเวลาไปแล้วกว่าครึ่งปี...ทั้งที่โครงการยังไม่เริ่มต้น
เมื่อมองย้อนกลับไป นั่นอาจเป็นสัญญาณแรกว่า เอกชนที่ชนะการประมูล ยังไม่พร้อมเดินหน้าโครงการภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองเป็นผู้เสนอไว้ตั้งแต่ต้น
...
หลังจากนั้น เรื่องก็ไม่ได้ดีขึ้น
รัฐส่งมอบพื้นที่ล่าช้า เป็นความจริง
แต่ในอีกด้าน เอกชนก็ไม่สามารถปิดการเงิน ไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ และท้ายที่สุด ธนาคารก็ไม่พร้อมปล่อยกู้ เพราะมองว่าโครงการมีความเสี่ยงและไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ
ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง
แต่ผลลัพธ์คือ โครงการที่ถูกเรียกว่า "เมกะโปรเจ็กต์แห่งอนาคต" กลับหยุดนิ่งอยู่บนกระดาษเกือบ 7 ปี
...
คำถามใหญ่ก็คือ
แล้วใครรับผิดชอบกับเวลา 7 ปีที่หายไป?
รัฐเวนคืนที่ดินไปแล้วกว่า 5,500 ไร่
ใช้งบเวนคืนและรื้อย้ายสาธารณูปโภคเกือบ 10,000 ล้านบาท
มักกะสันยังเป็นที่รกร้าง
อู่ตะเภาต้องเดินหน้าต่อโดยไม่มีรถไฟ
รถไฟช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองก็พลอยล่าช้า เพราะงานก่อสร้างถูกผูกกับโครงการนี้
ส่วนประชาชน...
ได้แต่รอไปนะครับ
...
น่าเสียดายที่สุดคือ ประเทศไม่ได้เสียแค่เงิน
แต่เสีย "เวลา"
เวลา 7 ปีสำหรับประเทศหนึ่ง มีค่ามหาศาล
7 ปีที่เวียดนามสร้างรถไฟฟ้า เปิดท่าเรือใหม่ ดึงโรงงานโลกเข้าไป
7 ปีที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ของไทย...
เรายังวนอยู่กับการเจรจา แก้ไขสัญญา เงื่อนไข และข้อพิพาท จนในที่สุดโครงการก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุด โดยที่ไม่มีการก่อสร้างจริงแม้แต่ต้นเดียว
...
ตอนนี้ เริ่มมีการพูดถึงการลดระดับโครงการ จากรถไฟความเร็วสูง เหลือเพียงรถไฟทางคู่ที่วิ่งได้ราว 160 กม./ชม.
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ
นั่นแปลว่า.. เราต้องใช้เวลาเกือบ 8 ปี เพื่อกลับมายืนอยู่ในจุดที่ เริ่มคิดใหม่ กันอีกรอบใช่มั้ย?
หลังจากนั้น เรื่องก็ไม่ได้ดีขึ้น
รัฐส่งมอบพื้นที่ล่าช้า เป็นความจริง
แต่ในอีกด้าน เอกชนก็ไม่สามารถปิดการเงิน ไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ และท้ายที่สุด ธนาคารก็ไม่พร้อมปล่อยกู้ เพราะมองว่าโครงการมีความเสี่ยงและไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ
ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง
แต่ผลลัพธ์คือ โครงการที่ถูกเรียกว่า "เมกะโปรเจ็กต์แห่งอนาคต" กลับหยุดนิ่งอยู่บนกระดาษเกือบ 7 ปี
...
คำถามใหญ่ก็คือ
แล้วใครรับผิดชอบกับเวลา 7 ปีที่หายไป?
รัฐเวนคืนที่ดินไปแล้วกว่า 5,500 ไร่
ใช้งบเวนคืนและรื้อย้ายสาธารณูปโภคเกือบ 10,000 ล้านบาท
มักกะสันยังเป็นที่รกร้าง
อู่ตะเภาต้องเดินหน้าต่อโดยไม่มีรถไฟ
รถไฟช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองก็พลอยล่าช้า เพราะงานก่อสร้างถูกผูกกับโครงการนี้
ส่วนประชาชน...
ได้แต่รอไปนะครับ
...
น่าเสียดายที่สุดคือ ประเทศไม่ได้เสียแค่เงิน
แต่เสีย "เวลา"
เวลา 7 ปีสำหรับประเทศหนึ่ง มีค่ามหาศาล
7 ปีที่เวียดนามสร้างรถไฟฟ้า เปิดท่าเรือใหม่ ดึงโรงงานโลกเข้าไป
7 ปีที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ของไทย...
เรายังวนอยู่กับการเจรจา แก้ไขสัญญา เงื่อนไข และข้อพิพาท จนในที่สุดโครงการก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุด โดยที่ไม่มีการก่อสร้างจริงแม้แต่ต้นเดียว
...
ตอนนี้ เริ่มมีการพูดถึงการลดระดับโครงการ จากรถไฟความเร็วสูง เหลือเพียงรถไฟทางคู่ที่วิ่งได้ราว 160 กม./ชม.
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ
นั่นแปลว่า.. เราต้องใช้เวลาเกือบ 8 ปี เพื่อกลับมายืนอยู่ในจุดที่ เริ่มคิดใหม่ กันอีกรอบใช่มั้ย?