วันศุกร์, กรกฎาคม 10, 2569

วันนี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ในเครือซีพี ส่งหนังสือถึง รฟท. ขอ "สิ้นสุดสัญญา" โครงการมูลค่า 224,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ ประเทศไม่ได้เสียแค่เงิน แต่เสีย "เวลา" 7 ปีสำหรับประเทศหนึ่ง มีค่ามหาศาล เวียดนามสร้างรถไฟฟ้า เปิดท่าเรือใหม่ ดึงโรงงานโลกเข้าไป... มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ของไทย...







https://x.com/Bomb_Khonphong/status/2075184807403995178

KP
@Bomb_Khonphong

7 ปี แห่งความสูญเปล่า?

7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?

คำตอบที่ชวนหดหู่คือ...แทบไม่มีอะไรเลย

วันนี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ในเครือซีพี ส่งหนังสือถึง รฟท. ขอ "สิ้นสุดสัญญา" โครงการมูลค่า 224,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ

โครงการที่ครั้งหนึ่งถูกโฆษณาว่า จะเป็น กระดูกสันหลัง ของ EEC เป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา กลายเป็นฮับการบินระดับภูมิภาค

แต่สุดท้าย...

ผ่านไปเกือบ 7 ปี หลังลงนามสัญญาในปี 2562

ยังไม่มีการตอกเสาเข็มแม้แต่ต้นเดียว

ที่จริง หากมองย้อนกลับไป สัญญาณเตือนของโครงการนี้มีให้เห็นตั้งแต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาอีก

หลังกลุ่มซีพีชนะการประมูลในปี 2561 ด้วยข้อเสนอที่ขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐต่ำกว่าคู่แข่งกว่า 52,000 ล้านบาท หลายคนเชื่อว่าโครงการจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

ก่อนเซ็นสัญญา เอกชนผู้ชนะประมูลยื่นขอเปลี่ยนเงื่อนไขหลายประเด็น ทั้งขอขยายเวลาก่อสร้าง ขยายอายุสัมปทาน ขอให้รัฐค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ และขอให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนตั้งแต่ปีแรก สุดท้าย รฟท.ไม่เห็นชอบ ซีพีจึงถอนข้อเสนอและยอมลงนามตามเงื่อนไขเดิม

แต่ประเทศก็เสียเวลาไปแล้วกว่าครึ่งปี...ทั้งที่โครงการยังไม่เริ่มต้น

เมื่อมองย้อนกลับไป นั่นอาจเป็นสัญญาณแรกว่า เอกชนที่ชนะการประมูล ยังไม่พร้อมเดินหน้าโครงการภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองเป็นผู้เสนอไว้ตั้งแต่ต้น

 ...

หลังจากนั้น เรื่องก็ไม่ได้ดีขึ้น

รัฐส่งมอบพื้นที่ล่าช้า เป็นความจริง

แต่ในอีกด้าน เอกชนก็ไม่สามารถปิดการเงิน ไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ และท้ายที่สุด ธนาคารก็ไม่พร้อมปล่อยกู้ เพราะมองว่าโครงการมีความเสี่ยงและไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ

ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง

แต่ผลลัพธ์คือ โครงการที่ถูกเรียกว่า "เมกะโปรเจ็กต์แห่งอนาคต" กลับหยุดนิ่งอยู่บนกระดาษเกือบ 7 ปี

...

คำถามใหญ่ก็คือ

แล้วใครรับผิดชอบกับเวลา 7 ปีที่หายไป?

รัฐเวนคืนที่ดินไปแล้วกว่า 5,500 ไร่

ใช้งบเวนคืนและรื้อย้ายสาธารณูปโภคเกือบ 10,000 ล้านบาท

มักกะสันยังเป็นที่รกร้าง

อู่ตะเภาต้องเดินหน้าต่อโดยไม่มีรถไฟ

รถไฟช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองก็พลอยล่าช้า เพราะงานก่อสร้างถูกผูกกับโครงการนี้

ส่วนประชาชน...

ได้แต่รอไปนะครับ

...

น่าเสียดายที่สุดคือ ประเทศไม่ได้เสียแค่เงิน

แต่เสีย "เวลา"

เวลา 7 ปีสำหรับประเทศหนึ่ง มีค่ามหาศาล

7 ปีที่เวียดนามสร้างรถไฟฟ้า เปิดท่าเรือใหม่ ดึงโรงงานโลกเข้าไป

7 ปีที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

แต่ของไทย...

เรายังวนอยู่กับการเจรจา แก้ไขสัญญา เงื่อนไข และข้อพิพาท จนในที่สุดโครงการก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุด โดยที่ไม่มีการก่อสร้างจริงแม้แต่ต้นเดียว

...

ตอนนี้ เริ่มมีการพูดถึงการลดระดับโครงการ จากรถไฟความเร็วสูง เหลือเพียงรถไฟทางคู่ที่วิ่งได้ราว 160 กม./ชม.

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ

นั่นแปลว่า.. เราต้องใช้เวลาเกือบ 8 ปี เพื่อกลับมายืนอยู่ในจุดที่ เริ่มคิดใหม่ กันอีกรอบใช่มั้ย?