วันจันทร์, กรกฎาคม 06, 2569

อเมริกา อดีตชาติมหาอำนาจระดับโลก เมื่ออายุครบ 250 ปี ประเทศนี้กำลังดิ้นรนที่จะปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ตนเองสร้างขึ้น






บทความของ Odd Arne Westad ใน Foreign Policy เจาะลึกไปถึงแก่นแท้ของความขัดแย้งที่กำหนดนิยามของสหรัฐอเมริกาในวาระครบรอบ 250 ปี ในฐานะนักประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ติดตามการแพร่กระจายของอุดมการณ์มหาอำนาจไปทั่วโลกมาอย่างยาวนาน Westad นำเสนอภาพที่น่าคิดเกี่ยวกับวิธีที่ประเทศที่ใช้เวลาเกือบศตวรรษในการสร้างระเบียบโลกอย่างแข็งขัน กำลังรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

บทความนี้กล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายประเด็นในขณะที่อเมริกากำลังทบทวนเหตุการณ์สำคัญครบรอบ 250 ปี:

1. ภาระของ "ศตวรรษอเมริกัน"

Westad โต้แย้งว่าระบบโลกที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากการค้าเสรี ตลาดการเงินที่เชื่อมโยงกัน สถาบันระหว่างประเทศ และเครือข่ายพันธมิตรด้านความมั่นคงที่กว้างขวาง ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นจริงที่วอชิงตันไม่รู้สึกว่าสามารถควบคุมหรือได้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวได้อีกต่อไป การเปิดเสรีทางการตลาดโลกได้เสริมอำนาจให้กับคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนพลวัตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกให้ห่างไกลจากการครอบงำของชาติตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียว

2. ปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ภายในประเทศ

ความตึงเครียดที่สำคัญที่เวสแทดเน้นย้ำคือการหันเหออกจากฉันทามติระหว่างประเทศภายในประเทศ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ทั้งสองกลุ่มการเมืองหลักของอเมริกาสนับสนุนบทบาทการแทรกแซงอย่างแข็งขันในต่างประเทศ ปัจจุบัน ประชาชนและผู้นำอเมริกันจำนวนมากมองว่าการเข้าไปพัวพันกับโลกาภิวัตน์และ "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" เหล่านี้ ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเป็นผู้นำ แต่เป็นภาระต่อความเป็นอยู่ที่ดีภายในประเทศที่เร่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศ สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิดการถอยกลับเชิงกลยุทธ์ไปสู่การคุ้มครองทางการค้า ภาษีศุลกากร และแนวทางการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในนโยบายต่างประเทศ

3. การยอมรับความหลากหลายทางขั้วอำนาจ

"โลกที่อเมริกาสร้างขึ้น" ในปัจจุบันกลายเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจอย่างเด็ดขาด เวสแทดตั้งข้อสังเกตว่าการ崛起ของประเทศในซีกโลกใต้และการแสดงบทบาทอย่างแข็งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคหมายความว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักเชิงโครงสร้างเพียงหนึ่งเดียวของโลกได้อีกต่อไป การต่อสู้ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะศัตรูทางอุดมการณ์เพียงหนึ่งเดียว (เช่นเดียวกับในสงครามเย็น) แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะรับมือกับเวทีโลกที่แออัดและมีการแข่งขันสูง ซึ่งแนวคิดเรื่องความพิเศษของอเมริกาถูกมองด้วยความสงสัยอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ

อเมริกาจัดการกับอิทธิพลระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

การประเมินของเวสแทดเกี่ยวกับวิธีที่อเมริกาจัดการกับการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจเป็นส่วนที่เฉียบคมที่สุดในการวิเคราะห์ของเขา เขาเสนอว่าสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างสง่างามและเป็นระบบ แต่กลับกำลังตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง ความสับสน และการขาดมุมมองทางประวัติศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด

Westad ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญหลายประการเกี่ยวกับวิธีที่สหรัฐฯ จัดการ—หรือจัดการอย่างผิดพลาด—กับสถานะของตนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้:

1. ความสับสนจาก "การโดดเดี่ยวตนเอง"

Westad ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่สำคัญ นั่นคือ กระแสโลกาภิวัตน์ที่สหรัฐฯ เคยผลักดันมานานหลายทศวรรษ กลับถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของชาติในสายตาคนในประเทศ แทนที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้คล่องตัวเพื่อรับมือกับโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ สหรัฐฯ กลับมองว่าการเปลี่ยนแปลงของอิทธิพลตนเองเป็นความล้มเหลวของระบบโลกเสียเอง สิ่งนี้นำไปสู่ท่าทีตั้งรับและปกป้องตนเอง ซึ่งเห็นได้ชัดจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง โครงสร้างภาษีศุลกากรที่แข็งกร้าว และสัญชาตญาณในการถอนตัวจากข้อตกลงพหุภาคี Westad มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี แต่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ทางอารมณ์ของคนในประเทศที่มีต่อระเบียบโลกที่วอชิงตันไม่สามารถบงการได้อีกต่อไป

2. กับดักของการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน

ข้อวิจารณ์สำคัญประการหนึ่งของ Westad คือการที่วอชิงตันยังคงยึดติดกับแนวทางปฏิบัติที่ล้าสมัย เขาตั้งข้อสังเกตว่าผู้นำสหรัฐฯ มักพยายามนำความขัดแย้งระดับโลกในปัจจุบันไปเทียบเคียงกับรูปแบบของศตวรรษที่ 20 โดยมองภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ว่าเป็น "สงครามเย็นครั้งใหม่" Westad โต้แย้งว่านี่เป็นวิธีที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอำนาจ เพราะสงครามเย็นในอดีตเป็นยุคที่มีการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์อย่างชัดเจนและเด็ดขาด แต่โลกในปัจจุบันเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนของศูนย์กลางอำนาจระดับภูมิภาค (เช่น อินเดีย บราซิล และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ) ซึ่งไม่มีความสนใจที่จะเลือกข้างในความขัดแย้งที่แบ่งแยกเพียงสองขั้วอย่างแข็งทื่อ การพยายามนำสูตรสำเร็จเดิมมาใช้อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียพันธมิตรที่จำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศผ่านศตวรรษที่มีความหลากหลายทางอำนาจนี้ไปได้

3. ความย้อนแย้งทางความคิดในเชิงโครงสร้าง

อาจกล่าวได้ว่าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของเขาคือความไม่สอดคล้องทางจิตวิทยาภายในภูมิทัศน์ทางการเมืองของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ยังคงใช้ภาษาที่สะท้อนถึงความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก โดยเรียกร้องบทบาทผู้นำและกำหนดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกลับบั่นทอนสถาบันต่างๆ (เช่น องค์การการค้าโลก หรือกรอบความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศโลก) ซึ่งเป็นสิ่งที่มอบความชอบธรรมให้กับบทบาทผู้นำนั้น สิ่งนี้ก่อให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาได้ยากและเน้นผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นหลัก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับพันธมิตรและเพิ่มความฮึกเหิมให้กับฝ่ายตรงข้าม

ท้ายที่สุดแล้ว เวสตัดได้ฉายภาพของมหาอำนาจที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านอัตลักษณ์เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 250 นั่นคือไม่อาจแบกรับภาระในการบริหารจัดการโลกโดยลำพังได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจะวางตัวอย่างไรในฐานะเพียงหนึ่งในผู้เล่น—แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ก็ตาม—ท่ามกลางโลกที่ทุกฝ่ายต่างมีความเท่าเทียมกัน