วันอังคาร, กรกฎาคม 07, 2569

วงจรอุบาทว์ของฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต: เมื่อระบบราชการไทยกลายเป็นพื้นที่อันตรายตามคำเตือนของ Hannah Arendt


กนก วงษ์ตระหง่าน (Kanok Wongtrangan)
18 hours ago
·
วงจรอุบาทว์ของฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต: เมื่อระบบราชการไทยกลายเป็นพื้นที่อันตรายตามคำเตือนของ Hannah Arendt

เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาการเมืองผู้รอดชีวิตจากนาซี ได้ฝากบทเรียนราคาแพงไว้ให้โลกผ่านแนวคิด "ความธรรมดาสามัญของความชั่วร้าย" (The Banality of Evil) เธอชี้ให้เห็นว่า หายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้เกิดจากปีศาจกระหายเลือดที่ไหน แต่เกิดจาก "คนธรรมดา" ที่ขยันขันแข็งในหน้าที่ ทว่าปฏิเสธที่จะหยุดคิด ปฏิเสธที่จะตั้งคำถาม และก้มหน้าทำตามกฎเกณฑ์ของระบบไปโดยปริยาย

เมื่อหันมองลึกลงไปในเนื้อในของ ระบบราชการไทย เราจะพบว่าโรคร้ายที่อาเรนต์เคยเตือนไว้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังลุกลามและฝังรากลึกในรูปของ “วัฒนธรรมเชื่องซื่อ” ที่กัดกินมโนสำนึกของข้าราชการไทยอย่างเงียบเชียบ

ถอดรหัสคำเตือนของ Arendt ผ่านบทเรียนจริงในสังคมไทย

ระบบราชการไทยถูกออกแบบบนฐานคิดของอำนาจนิยมและการรวมศูนย์ วัฒนธรรมที่เชิดชูการปฏิบัติตามคำสั่งและเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ได้เปลี่ยน "มนุษย์ผู้มีมโนสำนึก" ให้กลายเป็นเพียง "ฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต"

ความน่ากลัวของการไม่ตั้งคำถามและสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์จริงในโครงสร้างราชการไทยที่พวกเราทุกคนรับรู้ร่วมกัน:

- มหากาพย์การทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย: บ่อยครั้งที่มีการเปิดโปงขบวนการโกงข้อสอบหรือซื้อขายตำแหน่งครู ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวการทุจริต คือบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและกรรมการคุมสอบในระบบ ที่มองเห็นความผิดปกติ หรือรับรู้กระบวนการที่ไม่ชอบมาพากล แต่เลือกที่จะ "เงียบ" และทำหน้าที่คุมสอบหรือตรวจคะแนนต่อไปตามระเบียบ โดยไม่ตั้งคำถามหรือทักท้วง เพราะคิดเพียงว่าเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การไม่ตั้งคำถามนี้ได้ทำลายระบบการศึกษาและเหยียบย่ำความฝันของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสอบด้วยความสุจริต

- มหกรรมจับกุมยาเสพติดรายย่อยที่ตัดไม่ถึงต้นตอ: ในสมรภูมิการปราบปรามยาเสพติด เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากมุ่งเน้นไปที่การทำยอดจับกุมผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยในชุมชนเพื่อให้สอดรับกับตัวชี้วัด (KPI) ของหน่วยงาน ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำตามแผนปฏิบัติการ โดยปฏิเสธที่จะตั้งคำถามลึกซึ้งว่า เหตุใดวงจรนี้จึงไม่เคยหมดไป และเหตุใดมาตรการเหล่านั้นจึงไม่เคยสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือกลุ่มทุนผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง การทำงานตามหน้าที่โดยไร้การคิดเชิงวิพากษ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรมและหล่อเลี้ยงโครงสร้างอาชญากรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

- การของบประมาณสร้างถนนในท้องถิ่นที่ไม่ตอบโจทย์ความยากจน: ในระดับท้องถิ่น เรามักเห็นการอนุมัติโครงการก่อสร้างถนนหนทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าราชการในส่วนงานโยธาหรือนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ต่างก้มหน้าเซ็นอนุมัติและเขียนโครงการไปตามงวดงบประมาณประจำปี โดยไม่มีใครหยุดคิดหรือตั้งคำถามว่า ถนนคอนกรีตเหล่านั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตหรือแก้ปัญหาความยากจนที่เป็นรากเหง้าของชาวบ้านได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการผลาญงบประมาณให้หมดไปตามระเบียบราชการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาในพื้นที่เท่านั้น

- นี่คือความอันตรายที่แท้จริง: เมื่อการไม่ตั้งคำถามกลายเป็นเกราะกำบังความรับผิดชอบ ข้าราชการไทยจึงสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่สูบฉีดความอยุติธรรมหรือละเลยความเดือดร้อนของประชาชนได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองเป็นเพียง "ผู้ทำตามขั้นตอน" ไม่ใช่ "ผู้กระทำความผิด"

- ทางออกจากความมืดบอด: กู้คืนความเป็นมนุษย์ในระบบราชการ หากเราปรารถนาจะเห็นระบบราชการไทยที่โปร่งใสและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปฏิรูปโครงสร้างทางกายภาพหรือการเพิ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ข้าราชการยุคใหม่จำเป็นต้องมี "ทางออกเชิงอุดมคติและแนวปฏิบัติ" ดังนี้:
1. เปลี่ยนนิยามของ "ความจงรักภักดี" (Redefining Loyalty)
ข้าราชการต้องตระหนักว่า เงินเดือนและอำนาจหน้าที่ของตนมาจากภาษีของประชาชน "ความภักดีที่แท้จริงต้องมอบให้แก่หลักการความถูกต้องและประชาชน ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา" เมื่อคำสั่งขัดต่อมโนสำนึกและประโยชน์สุขของราษฎร การตั้งคำถามและการทัดทานไม่ใช่การกระด้างกระเดื่อง แต่คือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของข้าราชการ

2. กล้าที่จะหยุดคิด (The Courage to Pause and Think)
ก่อนที่จะจรดปากกาเซ็นอนุมัติ หรือลงมือปฏิบัติภารกิจใดๆ ข้าราชการต้องกล้าที่จะ "หยุด" เพื่อไตร่ตรองตามหลักการของอาเรนต์ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่ ต้องไม่ปล่อยให้ความคุ้นชินและกฎระเบียบที่ล้าหลังมาอยู่เหนือความถูกผิดขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

3. ยึดมั่นในกลไกการตรวจสอบและความยุติธรรม (Commitment to Accountability and Justice)
ข้าราชการต้องไม่ทำตัวเป็นแดนสนธยาที่ปกป้องพวกพ้อง แต่ต้องพร้อมเปิดรับและสนับสนุนระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส (Accountability) ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร เมื่อพบเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากล ต้องกล้าที่จะส่งเสียงผ่านกลไกตรวจสอบที่เป็นธรรม และร่วมกันสร้างมาตรฐานความยุติธรรมที่ไม่ยอมทนต่อการทุจริตหรือการทำร้ายประชาชนในทุกรูปแบบ เพื่อให้ระบบราชการเป็นที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

บทสรุปสุดท้าย
กระบวนการคิดและตั้งคำถามอาจเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยและสร้างความอึดอัดใจในระบบราชการ แต่มันคือสิ่งเดียวที่แยกแยะมนุษย์ออกจากฟันเฟืองจักรกล

“เพราะความล่มสลายของสังคมไม่ได้เริ่มขึ้นเมื่อคำสั่งของผู้นำไร้มนุษยธรรม แต่เริ่มขึ้นเมื่อผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง...เลือกที่จะโยนมนุษยธรรมทิ้งไป แล้วอ้างว่าตนเพียงแค่ทำตามหน้าที่”

คำเตือนของ ฮันนาห์ อาเรนต์ สะท้อนชัดในระบบราชการไทยในวันนี้ว่า ฟันเฟืองที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ฟันเฟืองที่ขึ้นสนิมจนใช้งานไม่ได้ แต่คือฟันเฟืองที่ยังคงหมุนไปตามระบบอย่างขยันขันแข็ง โดยไม่เคยหยุดถามเลยว่า...พวกมันกำลังบดขยี้ชีวิตของประชาชนอยู่หรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่ข้าราชการไทยต้องร่วมกันทำลายวัฒนธรรมแห่งการนิ่งเฉย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

(6กค.2569)

#การนิ่งเฉยของข้าราชการคือภัยอันตรายต่อประเทศ
#ความหายนะของระบบราชการ
#กนกวงษ์ตระหง่าน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1474112164517880&set=a.500401755222264