
TODAY
12 hours ago
·
เครือข่าย 'นิรโทษกรรมประชาชน'
ชี้ไม่รวมคดี ม.112
เป็นนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ
.
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวและติดตามกระบวนการนิรโทษกรรม ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เมื่อวานนี้ (30 มิ.ย.) วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ในวาระสอง และวาระสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นหนึ่งว่า ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ แต่ผลสรุปคือ การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน
.
แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเคยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ… ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รวมถึงการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา 112 แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า
.
1. คดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็น “คดีการเมือง” และเป็นหนึ่งในใจกลางของความขัดแย้งทางการเมือง ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งในแง่เป็นคดีที่ใช้ทำลายบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลทหาร เป็นคดีที่เกิดจากการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง และยังเป็นมาตราที่มีการบังคับใช้อย่างผันผวน โอกาสในการต่อสู้คดี การแสวงหาพยานหลักฐานและการได้รับการสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเข้าถึงได้ยากกว่าคดีปกติ อันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย
.
2. นอกจากนี้การดำเนินคดีมาตรา 112 ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งกลไกสิทธิมนุษยชนหลายภาคส่วนของสหประชาชาติมีความเห็นอย่างต่อเนื่องว่าการควบคุมตัวบุคคลในคดีดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ (Arbitrary Detention) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินคดีต่อเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมขัดกับความคุ้มครองเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Child Rights Convention)
.
3. จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าจากผู้ต้องขังคดีการเมือง 61 รายในปัจจุบัน จะมีผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมเพียง 13 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ผู้ต้องขังทางการเมือง” ในคดีมาตรา 112 จะยังอยู่ในเรือนจำต่อไป ยังไม่นับคดีจำนวนมากที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ถูกจองจำเสียด้วยซ้ำ
.
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนชี้ว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน
.
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ขอเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการใด ๆ เพื่อปล่อยตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ มิใช่การใช้อำนาจของประชาชน เพื่อละทิ้งประชาชน
.
โดยกระบวนการต่อจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1416635960288348&set=a.661952892423329
.....

.....


ยูดีดีนิวส์ - UDD news
Yesterday
·
ทนายแจม โพส “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” จะสร้างสันติสุขได้อย่างไร หากเริ่มต้นจากการเลือกว่าจะให้อภัยใคร และไม่ให้อภัยใคร
.
ภายหลัง ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยคะแนนเสียง 103 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง โดยคงหลักการเดิมไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา/จำเลย จะเป็นเยาวชนก็ตาม
.
ต่อมา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม. พรรคประชาชน โพสข้อความระบุว่า วันนี้ (30 มิถุนายน 69) วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่มีการแก้ไขสาระสำคัญหลายประการ ทั้งการเพิ่มข้อยกเว้นไม่ให้เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้รับมาตรการตามกฎหมาย และยืนยันว่าคดี “ฮั้ว สว.” ไม่อยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรม
.
เมื่อร่างกฎหมายถูกแก้ไข ก็จะต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง
.
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายมาตรา แต่คือ หลักคิดของการนิรโทษกรรม
.
การนิรโทษกรรมมีไว้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง เปิดทางให้สังคมก้าวข้ามอดีต และลดความแตกแยกที่สะสมมายาวนาน
.
แต่หากเริ่มต้นด้วยการกำหนดว่า คนกลุ่มนี้ได้รับการให้อภัย ส่วนคนอีกกลุ่มไม่มีวันได้รับการให้อภัย กฎหมายก็ยากจะทำหน้าที่สร้างความสมานฉันท์ได้จริง
.
เมื่อกฎหมายเลือกปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือ “กฎหมายนิรโทษกรรม” หรือเป็นเพียง “กฎหมายคัดเลือกผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม”
.
ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นเรื่องเยาวชนตามมาตรา 112 ยังมีข้อสังเกตจากนักกฎหมายหลายฝ่ายว่า การแก้ไขครั้งนี้แทบไม่เปลี่ยนผลทางกฎหมายในทางปฏิบัติ เพราะกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว
.
หากไม่มีผลทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง การส่งสัญญาณทางการเมือง ว่า บางกลุ่มจะถูกกันออกจากกระบวนการสร้างความปรองดอง
.
กฎหมายที่ตั้งชื่อว่า “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” จึงควรถูกตั้งคำถามว่า กำลังสร้างสันติสุข หรือกำลังตอกย้ำเส้นแบ่งของความขัดแย้งให้ชัดเจนขึ้น
.
สันติสุขไม่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกใช้ความเมตตากับบางคน และปฏิเสธความเมตตาต่ออีกบางคน
.
เพราะความปรองดองที่แท้จริง
ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกฝ่าย “ชนะ”
.
แต่เกิดจากการที่ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติบนหลักการเดียวกัน ด้วยความเป็นธรรม และด้วยความกล้าที่จะมองไปข้างหน้า มากกว่าการตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต
.
หากกฎหมายนิรโทษกรรมยังแบ่งคนออกเป็นฝ่ายที่สมควรได้รับการอภัยกับฝ่ายที่ไม่สมควรได้รับ สุดท้ายสิ่งที่สร้างขึ้นก็ไม่ใช่สังคมสันติสุข แต่คือความขัดแย้งที่ถูกเขียนรับรองไว้ในตัวบทกฎหมายเอง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1653081136185544&set=a.523881972438805