
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
16 hours agao
·
94 ปีแห่งการต่อสู้ที่ยังไม่จบ: “เก็ท” โสภณ เขียนจากเรือนจำถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครองและสำนึกแห่งราษฎรที่ยังต้องสร้างต่อไป
.
.
วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ครบรอบ 94 ปี วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนบทความสะท้อนเส้นทางของประชาธิปไตยไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนถึงปัจจุบัน
.
เก็ทตั้งคำถามว่าผ่านมา 94 ปี แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลมากมาย แต่โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจริงหรือ เมื่อปัญหาที่ถูกกล่าวถึงในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ยังคงปรากฏอยู่ ทั้งระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก อภิสิทธิ์ชนที่ยังดำรงตนอยู่เหนือกฎหมาย และการปราบปรามผู้เห็นต่างที่ยังคงดำเนินต่อไป
.
เก็ทเห็นว่าหนทางสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ ไม่ใช่เพียงการโจมตีอภิสิทธิ์ชน แต่ต้องอาศัยการสร้าง สำนึกประชาธิปไตย ในหมู่มวลชน และย้ำว่าแม้การต่อสู้จะยังไม่สำเร็จในยุคของคนบางคน แต่การเสียสละเหล่านั้นก็เป็นทุนให้คนรุ่นหลังเดินต่อไปได้
_________
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 มีความพยายามช่วงชิงอำนาจดังเช่นกรณีกบฎบวรเดช แต่เมื่อเหล่าเจ้านายไม่อาจพิสูจน์ความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ พวกเขาก็จำต้องปรับตัว เพื่อหาทางครอบครองอำนาจนำอีกครั้งในนามประชาธิปไตย
.
แต่อนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม มักกล่าวโจมตีคณะราษฎรว่าที่ประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบสักที ก็เพราะคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม รัชกาลที่ 7 ท่านได้เตรียมรัฐธรรมนูญไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ประกาศใช้ก็ถูกยึดอำนาจเสียก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด
.
ประเด็นนี้แม้แต่งานศึกษาของนักวิชาการฝ่ายขวาก็ยังให้การยืนยันว่า แท้จริงร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวคือ ร่างเค้าโครงการเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง (An Outline of Changes in the Form of Government) โดย เรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ (Raymond B. Stevens) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา
ตามเค้าโครงนี้ อำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งในทางบริหาร การตรากฎหมาย และศาลอย่างสมบูรณ์ เป็นเพียงการจัดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นระบบเท่านั้น
.
“ประเทศไทยไม่เหมือนชาติอื่น หากต้องมีประชาธิปไตย ก็ต้องปรับให้เป็นประชาธิปไตยแบบไทย”
ถ้อยแถลงนี้มักถูกบรรจุในคำปราศรัยของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอยู่บ่อยครั้ง “ประชาธิปไตยแบบไทย” หมายถึง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็ต้องย้อนไปดูจุดกำเนิดของประชาธิปไตยแบบดังกล่าวที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ความนิยมของสถาบันกษัตริย์ก็ถูกเชิดชูอย่างมีนัยยะสำคัญ ในยุคเผด็จการทหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจนถึงถนอม กิติขจร ในช่วง พ.ศ.2500 เป็นต้นมา
กล่าวได้ว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไม่ใช่เจตจำนงแรกของการเปลี่ยนการปกครอง และหากจะกล่าวว่าประชาธิปไตยดังกล่าวเป็นจารีตแบบไทย ๆ ก็กระไรอยู่
.
ผ่านมา 94 ปี มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลมากมาย แต่ผู้ปกครองของสังคมไทยมีการเปลี่ยนตัวจริงหรือ? ณ วันนี้ ประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ก็ยังคงอยู่ อภิสิทธิ์ชนยังดำรงตนอยู่เหนือกฎหมาย ชนชั้นนำไทยได้สร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์แผ่ขยาย และฝังรากลึก องคาพยพของเขามีตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่ไปจนถึงนายทุน ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร
ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่มีปากเสียง ถ้าไม่มีตั๋วก็ถูกแซง การเลื่อนขั้นจากลูกท่านหลานเธอ การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็มีให้เห็นจนชินตา การรับสินบนในการก่อสร้าง การซื้อของใช้ของข้าราชการ แผ่นหลังของราษฎรยังคงเป็นผืนนาให้ผู้มีอำนาจดูดทรัพยากร
ในขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนแทบจะกัดก้อนเกลือกิน ชนชั้นนำกลับลอยตัวเสพสุขจากภาษีของประชาชน เมื่อเราพยายามเปล่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม พวกเขาไม่เพียงจะไม่ฟังเสียงของเรา แต่ยังพยายามปราบปรามคุมขังในนามความมั่นคง ความมั่นคงนั้นเป็นของใครกัน ? ขณะนี้รัฐบาล และองค์กรรัฐ ทำงานเพื่อใคร ?
เหตุที่ประชาธิปไตยไม่เบ่งบานในบ้านเรา ไม่ใช่เพราะการเรียกร้องอย่างไม่รู้กาละเทศะ เมื่อชนชั้นปกครองสมบูรณ์ด้วยอำนาจอภิสิทธิ์ พูนสุขด้วยทรัพย์สินจากการขูดรีดทรัพยากรสาธารณะ เหตุใดเขาจะต้องกระจายเงินทองที่เอาไปแล้วคืนสู่สังคม เขาจะลดตัวลดอำนาจตนเองทำไม เราขอร้องเขาเมื่อไหร่ เขาก็ไม่ให้อยู่ดี แล้วเหตุที่ต้นประชาธิปไตยไม่เติบโตงอกงามในแผ่นดินไทย ก็ไม่ใช่เพราะเมล็ดมันไม่เหมาะกับสภาพดินจนต้องไปตัดต่อพันธุกรรมแปลงอัตลักษณ์
ทั้งนี้ เพราะนิยามของประชาธิปไตยก็เข้าใจง่ายอยู่แล้ว ในเมื่อบ้านเมืองไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นของประชาชนทุกคน กฎระเบียบการจัดสรรทรัพยากร การวางนโยบายสังคม จึงต้องมุ่งไปที่ประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคล หรือกลุ่มคนบางคนบางหมู่คณะ
สำหรับการสร้างโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยเต็มใบ ผมเห็นว่า การมุ่งโจมตีแต่อภิสิทธิ์ชนยังไม่เพียงพอ คนทำงานเคลื่อนไหวควรหันไปสื่อสาร “การสร้างสำนึกประชาธิปไตย” แก่มวลชนด้วย เรารับได้หรือไม่กับการผูกขาด หรือสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด หรือผ่านพรรคพวกกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ? ทรัพย์สินส่วนตัวที่หามาโดยสุจริตจะใช้จ่ายตามอัธยาศัยนั้นไม่แปลก แต่เรารับได้ไหมกับการนำเงินภาษีไปเสพสุขสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่
คำตอบของคำถามข้างต้น เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการมีสำนึกประชาธิปไตย เมื่อสำนึกดังกล่าวถูกประดิษฐานในหมู่มวลชน การสถาปนาโครงสร้างประชาธิปไตยก็จะเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วในสังคมประชาธิปไตย เช่น ในเกาหลีใต้ เมื่อมีการก่อรัฐประหาร ทั้งชาวบ้าน และ ส.ส. ก็ออกมาต่อต้านทันที หรือในสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนเรือนล้านออกมาประท้วงการทำงานโดยมิชอบของประธานาธิบดี
การต่อสู้ของคณะราษฎรได้จบลง การสร้างประชาธิปไตยอาจไม่สำเร็จได้ในชั่วอายุของคนบางคน แม้การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ยังไม่สัมฤทธิ์ในยุคของพวกเขา แต่การเสียสละเหล่านั้นก็มากพอเป็นทุนให้เราเดินทางไปถึงจุดหมายได้ ผู้มีอำนาจอาจปิดกั้นเสรีภาพ หรือความจริงได้ในชั่วขณะหนึ่ง แต่เขาไม่สามารถเปลี่ยนความจริงได้ และเขาก็ไม่อาจครองอำนาจนำได้ตลอดไป
การปราบปรามประชาชน ผู้มีอำนาจอาจคิดว่า การกระทำดังกล่าวคือการแสดงแสนยานุภาพว่าเขาทำอะไรได้ แต่อีกแง่หนึ่ง การปราบปรามของเขา ไม่ว่าจะเป็นความพยายามระงับงานเขียน การจับกุมผู้คน ก็สะท้อนให้เห็นถึง “ความกลัว” ของพวกเขา เขากลัวความจริง กลัวอิสระ กลัวว่าเมื่อประชาธิปไตยเบ่งบาน อำนาจของพวกเขาจะเสื่อมสลายไป
.
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84279https://www.facebook.com/photo/?fbid=1430471702256629&set=a.656922399611567