
'ปราย พันแสง
14 hours ago
·
ทำไมส้มจับขั้วกับคนอื่นยาก นี่เป็นเหตุให้เราต้องจับตาการจับขั้วของ ส.ก. ในสภากรุงเทพกันดีๆ
การเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ไม่ได้แค่เลือกตัวแทนเขตเท่านั้น แต่เป็นการเลือก “ผู้ตรวจสอบ” ที่จะมีอำนาจสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพทั้ง 50 เขต
ส.ก. มีหน้าที่พิจารณาและอนุมัติงบประมาณมหาศาลของ กทม. เกือบแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าด้วย

บทบาท scrutiny ในบริบทการเมือง กทม. คือหน้าที่ตรวจสอบ ไต่สวน และเฝ้าระวัง ของ ส.ก. (สภา กทม.) ต่อผู้ว่าและฝ่ายบริหาร
พูดง่าย ๆ คือ ส.ก. ทำหน้าที่เป็น “ผู้เฝ้าดู” ไม่ใช่ผู้สั่งการโดยตรง แต่มีอำนาจสำคัญคือตรวจงบประมาณ พิจารณา อนุมัติ หรือตัดงบโครงการต่าง ๆ (เช่น งบติดแอร์ห้องเรียน งบซื้อเครื่องตรวจแผ่นดินไหว) ถ้างบส่อทุจริต ราคาแพงเกิน หรือไม่จำเป็น ส.ก. สามารถระงับหรือปรับได้
ไต่สวนผู้ว่าและข้าราชการ สามารถตั้งกระทู้ ถามผู้ว่า เรียกเอกสาร ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้าย หรือโครงการที่ผิดปกติ
กำกับดูแล ทำให้ฝ่ายบริหาร (ผู้ว่า) ทำงานโปร่งใส ไม่ลอยนวล และรับผิดชอบผลงาน
ถ้า ส.ก. ทำ scrutiny ดี ประชาชนจะได้ประโยชน์ เช่น งบไม่รั่วไหล โครงการมีคุณภาพจริง แต่ถ้า ส.ก. ขวางทุกอย่างเพื่อการเมือง หรือจับขั้วกันแน่นเกินไป อาจทำให้โครงการดี ๆ ล่าช้า (อย่างกรณีงบห้องเรียนปลอดฝุ่นที่ถูกตัด)
ในสภา กทม. บทบาทนี้คือระบบถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างผู้ว่า (บริหาร) กับ ส.ก. (นิติบัญญัติ+ตรวจสอบ) เพื่อไม่ให้ใครมีอำนาจเดี่ยวเดี่ยว scrutiny คือ กลไกสำคัญที่ทำให้การเมืองท้องถิ่นไม่บิดเบี้ยว และผลกระทบสุดท้ายตกกับประชาชนอย่างเรา ๆ นั่นเอง

ถ้า ส.ก. จับขั้วกันแน่นแฟ้น โดยเฉพาะการได้ตำแหน่งประธานสภา ก็จะกำหนดวาระการประชุม ควบคุมการอภิปราย และมีน้ำหนักมากในการตัดสินใจเรื่องงบต่าง ๆ ได้เลย
พรรคประชาชนที่ได้ ส.ก. มา 22 ที่นั่ง เสนอตัวอยากเป็นประธานสภา เพราะจะช่วยให้สามารถกำหนด agenda ได้ชัดเจน ผลักดันเรื่องที่ประชาชนต้องการ เช่น ความโปร่งใส ตรวจสอบทุจริต และโครงการที่ตรงใจคนเมือง ถ้าขั้วอื่น (เช่น กลุ่มคนทำงานที่ได้ 11 ที่นั่ง หรือกลุ่มเก่า) ครองสภา เรื่องต่างๆ อาจโดนถ่วง เดินช้าหรือถูกบล็อกเหมือนเทอมที่แล้ว
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดในเทอมก่อน ส.ก. บางคนเคยระงับงบสำคัญที่กระทบประชาชนโดยตรง เช่น งบติดแอร์ห้องเรียนปลอดฝุ่น 219 ล้านบาท ที่สภา กทม. มีมติตัดออกไป
ส.ก. ที่นำเรื่องนี้คือ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (เขตลาดกระบัง เพื่อไทย) กนกนุช กลิ่นสังข์ (ดอนเมือง เพื่อไทย) รัตติกาล แก้วเกิดมี (สายไหม ไทยสร้างไทย) และวิรัช คงคาเขตร (บางกอกใหญ่ ประชาธิปัตย์)
ดร.จอห์น สุรจิตต์ รอบนี้ กลับมาเลือกตั้งใหม่และสอบติดกับกลุ่ม Better Bangkok อีกครั้ง รวมถึงออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนคุณเนอสจากพรรคประชาชนให้เป็นประธานด้วยแสดงให้เห็นความลื่นไหลของการเมืองท้องถิ่น ซึ่งต้องคอยดูวันโหวตจริงอีกที ว่าจะยกมือให้จริงมั้ย
นอกจากนี้ยังมีกรณีระงับงบซื้ออุปกรณ์ตรวจจับแผ่นดินไหว (มูลค่า 9 ล้านบาท) และโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะหรือสวัสดิการประชาชน
ส.ก. บางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้รับเหมาในท้องที่ สอบติดทุกรอบยิ่งต้องตามดูหนักๆ บางคนถูกเรียกติดปากว่า “ส.ก. ขยะ” เพราะมองว่าขวางผลประโยชน์ของคนกรุงเทพเพื่อเหตุผลทางการเมืองหรือผลประโยชน์ส่วนตัว

กทม.มีเงินงบประมาณก้อนใหญ่และอำนาจกระจายไปตามเขต ส.ก.อิสระ ที่ได้ตำแหน่งมาในรอบนี้ด้วยบารมีส่วนตัว จึงอาจจะไม่อยากจับมือกับพรรคประชาชน เพราะคงดึงงบไปลงเขตตัวเองยาก ยังมีเรื่องการดีลกับผู้รับเหมาในเขตอีก ซึ่งทุกคนรู้ดีว่ามันมีช่องให้โกงได้
ทั้งหมดนี้เป็นแก่นแท้ของการเมืองท้องถิ่นทุกที่ในโลก ไม่ใช่แค่ กทม. งบประมาณ กทม. อยู่ที่หลักหมื่นล้านต่อปี และกระจายผ่านเขตในรูปแบบโครงการปรับปรุงถนน ทางเท้า ระบบระบายน้ำ สวนสาธารณะ ซึ่งล้วนผ่านมือผู้รับเหมาในพื้นที่ ส.ก. ที่อยู่ในเขตนั้นมาหลายปีรู้ว่าใครเป็นใคร เครือข่ายผู้รับเหมาคือฐานอำนาจที่จับต้องได้จริงกว่าคะแนนเสียงเสียอีก
พรรคประชาชนจึงเป็นภัยคุกคามโดยโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะนโยบายขัดกัน แต่เพราะพรรคมีโครงสร้างชัดเจนว่าจะตรวจสอบการใช้งบรายเขตอย่างจริงจังกว่า มี ส.ก. พรรคประชาชนในเขตข้างเคียงที่คอยดูอยู่ด้วย เส้นทางที่เคยเดินได้สะดวกก็แคบลงทันที
มันจึงอธิบายได้ว่าทำไม ส.ก.ที่ได้เก้าอี้น้อยกว่าจึงไม่อยากจับมือส้มแม้จะมีอุดมการณ์ใกล้กัน ทำไมอดีต ส.ก. บางคนถึงเปิดการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับชัชชาติก่อนเลือกตั้ง และอธิบายว่าทำไมชัชชาติถึงน่าจะเลือกจับมือกับกลุ่มที่ควบคุมได้ง่ายกว่าพรรคที่มีระบบตรวจสอบภายใน
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือคนที่เลือก ส.ก. อิสระเพราะคิดว่าได้ตัวแทนเขตที่แท้จริง จริงๆ อาจได้ตัวแทนที่ทำงานเพื่อเขตจริง แต่ ‘เขต‘ ในที่นี้อาจหมายถึงเครือข่ายผู้รับเหมาและพันธมิตรทางธุรกิจในพื้นที่
ไม่ใช่ประชาชนที่หย่อนบัตรให้

การจับขั้วในสภาใหม่จึงสำคัญมาก เพราะถ้า ส.ก. ที่เคยขวางงบสำคัญยังมีอิทธิพลสูง หรือขั้วใดขั้วหนึ่งครองเสียงข้างมาก งบที่ควรลงไปช่วยเด็กนักเรียน แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือป้องกันภัยพิบัติ อาจถูกตัดหรือชะลออีก
ส.ก. เก่าที่สอบตกบางคนอาจหายไป แต่คนที่สอบติดและมีประวัติขวางงบ ยังต้องจับตามอง
สุดท้าย คนกรุงเทพต้องจับตาว่า ส.ก. ที่เราเลือกจะทำงานตรวจสอบเพื่อประชาชนจริง หรือจะกลายเป็นเครื่องมือการเมืองที่ทำให้โครงการดี ๆ ล่าช้า
เราต้องการสภาที่สมดุล มีเสียงตรวจสอบที่แรงพอ แต่ไม่ขวางทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพราะสุดท้าย
ผลกระทบก็ตกอยู่กับเราๆ ทั้งนั้น
https://www.facebook.com/prypansang/posts/1593739508777772
.....
เพิ่มเติม
ปรากฏการณ์ที่ “พรรคสีส้ม” (พรรคก้าวไกลเดิม สู่พรรคประชาชนในปัจจุบัน) จับขั้วหรือร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นได้ยากนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากดีเอ็นเอทางความคิดและโครงสร้างของพรรคที่ต่างจากพรรคการเมืองแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราถึงต้องจับตา "สภากรุงเทพมหานคร" (สภา กทม.) และการทำหน้าที่ของ ส.ก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
1. ทำไม "ส้ม" ถึงจับขั้วกับคนอื่นยาก?
เหตุผลหลักๆ มาจาก 3 ปัจจัยค้ำคอ ที่ทำให้ค่ายสีส้มร่วมหอลงโรงกับใครได้ยากในระบบการเมืองไทย:
วัฒนธรรม "นโยบายนำ การมุ้งตาม": พรรคการเมืองดั้งเดิมมักใช้โมเดล "ต่างคนต่างแบ่งกระทรวง/แบ่งเค้ก" แล้วไปบริหารกันเอง แต่ฝั่งสีส้มยึดหลักเกณฑ์ที่ต้องเอานโยบายและอุดมการณ์เป็นตัวตั้ง หากพรรคอื่นไม่ยอมรับเงื่อนไขการปฏิรูปโครงสร้าง ก็ยากที่จะคุยกันจบ
กระแส "สูตรสกัดส้ม" จากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเดิม: พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคมีฐานทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ผูกโยงกับโครงสร้างรัฐแบบเดิม เมื่อฝั่งส้มชูเรื่องการทลายทุนผูกขาด ปฏิรูประบบราชการ และกระจายอำนาจ จึงเกิดภาพการ "รุมสกัด" หรือโดดเดี่ยวพรรคส้มจากทั้งขั้วตรงข้ามและอดีตมิตร
ความกดดันจาก "ด้อมส้ม" (ฐานเสียง): มวลชนของพรรคสีส้มมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก และคาดหวังความตรงไปตรงมา หากพรรคไปจับมือหรือประนีประนอมกับขั้วอำนาจเดิมโดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ จะเกิดกระแสต่อต้านจากแฟนคลับตัวเองทันที พรรคจึงขยับตัวทำดีลการเมืองใต้โต๊ะได้ยาก
2. ทำไมต้องจับตาการจับขั้วของ "ส.ก." ในสภา กทม. ให้ดี?
สนาม กทม. คือภาพสะท้อนของการเมืองระดับประเทศในย่อส่วน และสภา กทม. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้:
🗳️ เกมคานอำนาจและงบประมาณแสนล้าน
สภา กทม. มีหน้าที่อนุมัติและตรวจสอบการใช้ งบประมาณรายปีของกรุงเทพมหานครที่สูงเฉียด 80,000 - 90,000 ล้านบาท การจับขั้วของ ส.ก. จะเป็นตัวชี้วัดว่า นโยบายของผู้ว่าฯ กทม. จะขับเคลื่อนได้ราบรื่นหรือไม่ หากฝั่งส้มจับขั้วไม่ได้และกลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภา กทม. โครงการต่างๆ ที่ส้มพยายามผลักดัน (เช่น การเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส Open Bangkok หรืองบประมาณแบบกระจายอำนาจลงเขต) ก็อาจถูกคว่ำหรือถูกดองโดย ส.ก. ขั้วใหญ่ได้ง่ายๆ
🤝 สูตรสกัดส้มในระดับท้องถิ่น
เรามักจะเห็นปรากฏการณ์ "โหวตสวน" หรือการจับมือกันข้ามขั้วของพรรคดั้งเดิม (เช่น เพื่อไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ หรือประชาธิปัตย์) เพื่อสกัดไม่ให้ ส.ก. ฝั่งส้มขึ้นมามีตำแหน่งสำคัญในสภา กทม. เช่น ประธานสภา กทม. หรือประธานคณะกรรมการสามัญชุดสำคัญๆ การจับตาดูว่าใครจับมือกับใครในสภาเมือง จึงทำให้เราเห็น "หน้ากาก" และ "พันธมิตรที่แท้จริง" ของพรรคการเมืองต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าการดูสภาใหญ่ด้วยซ้ำ
🚀 สนามทดลองและ "สะพานเชื่อม" สู่การเลือกตั้งใหญ่
ส.ก. คือกลุ่มคนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากที่สุด การขยับตัวจับขั้วในสภา กทม. จะส่งสัญญาณตรงไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งถัดไป หากพรรคส้มโดนโดดเดี่ยวในสภาเมือง พวกเขาจะใช้ยุทธศาสตร์ "ฝ่ายค้านเชิงรุก" แฉความไม่โปร่งใสเพื่อซื้อใจคนกรุงในการเลือกตั้งระดับชาติ แต่ถ้าพวกเขาสามารถดีลกับ ส.ก. กลุ่มอื่นได้สำเร็จ นั่นอาจหมายถึงโมเดลใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สรุปก็คือ การที่พรรคสีส้มจับขั้วยาก ไม่ใช่แค่เรื่องของความ "ดื้อ" หรือ "เข้าเมืองตาหลิ่วไม่หลิ่วตาตาม" แต่เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่เล่นตามกติกาอุปถัมภ์เดิม ซึ่งการต่อสู้ใน สภา กทม. รอบนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ยุทธศาสตร์ "ทุบหม้อข้าว-ไม่ประนีประนอม" ของฝั่งส้ม จะสามารถเจาะทะลวงและคุมเกมงบประมาณเมืองกรุงได้จริง หรือจะถูกระบบรัฐส่วนท้องถิ่นโดดเดี่ยวจนทำงานลำบาก!