Breaking news: Secretary of State Marco Rubio has invited ministers from more than 60 countries to a meeting next week about what the Trump administration views as a major peril: the “resurgence of transnational far-left terrorism,” according to documents reviewed by The Post.…
— The Washington Post (@washingtonpost) July 9, 2026
https://x.com/washingtonpost/status/2075208355899932917
.....
นี่คือประเด็นความเคลื่อนไหวทางการทูตครั้งใหญ่ที่กำลังถูกจับตามอง รายงานฉบับเต็มจาก The Washington Post ระบุว่า ความพยายามของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในการยกระดับประเด็น "ภัยคุกคามจากลัทธิซ้ายจัด" ให้เป็นวาระระดับโลก กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้จากประเทศพันธมิตร
สรุปสาระสำคัญจากรายงานของ Washington Post
การเชิญประชุมระดับใหญ่: รูบิโอได้ส่งหนังสือเชิญรัฐมนตรีอาวุโสจากกว่า 60 ประเทศ (รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรป, ลาตินอเมริกา และชาติเอเชียอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) เข้าร่วมประชุมในสัปดาห์หน้า
เป้าหมายหลัก: รัฐบาลทรัมป์ต้องการผลักดันความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับสิ่งที่ระบุในเอกสารแนวคิด (Concept Note) ว่าเป็น "การกลับมาของกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายซ้ายจัดข้ามชาติ"
เพ่งเล็งกลุ่ม Antifa: ความเคลื่อนไหวนี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายต่อต้านฟาสซิสต์ที่ไม่มีศูนย์กลางชัดเจนอย่าง "Antifa" โดยก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำกลุ่มเคลื่อนไหวในยุโรป 4 กลุ่มให้เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ (FTO) เช่น กลุ่ม Antifa Ost ในเยอรมนี รวมถึงกลุ่มในกรีซและอิตาลี
ทำไมเรื่องนี้ถึงถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย?
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามผลักดันอย่างหนัก แต่รายงานระบุว่าภายในวงการทูตและหน่วยงานความมั่นคงกลับมีข้อกังขาค่อนข้างมาก:
พันธมิตรต่างชาติไม่เล่นด้วย: นักการทูตจากยุโรปและลาตินอเมริกาหลายคนแสดงความกังวลและมองว่า กลุ่ม Antifa เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่กระจายตัวและไร้แกนนำ ไม่ได้มีลักษณะเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติที่เป็นระบบขนาดนั้น นอกจากนี้ ทางการเยอรมนียังเคยให้ข้อมูลว่าภัยคุกคามจากกลุ่ม Antifa Ost ลดลงไปมากแล้วหลังจากแกนนำถูกจับกุม
สถานทูตสหรัฐฯ เองก็ไม่เห็นพ้อง: มีรายงานว่าก่อนการเชิญประชุม กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งโทรเลขไปยังสถานทูตสหรัฐฯ กว่า 20 แห่งทั่วโลกเพื่อขอข้อมูลดิบมาสนับสนุนสมมติฐานนี้ แต่ไม่มีสถานทูตแห่งใดเลยที่รายงานกลับมาว่าเห็นด้วยกับระดับภัยคุกคามที่รัฐบาลประเมินไว้
ความเสี่ยงทางการเมือง: ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายเตือนว่า การขยายขอบเขตนิยามทางการเมืองในประเทศให้กลายเป็น "ภัยก่อการร้ายข้ามชาติ" อาจเป็นการประเมินภัยคุกคามที่เกินจริง บิดเบือนการใช้ทรัพยากรด้านความมั่นคง และเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในอนาคต
การประชุมในสัปดาห์หน้าจึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลทรัมป์จะสามารถใช้บารมีและอิทธิพลทางการทูตจูงใจให้พันธมิตรโลกยอมคล้อยตามวาระด้านความมั่นคงและอุดมการณ์ทางการเมืองของตนได้มากน้อยเพียงใด
.....
การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี มาร์โก รูบิโอ หยิบยกประเด็น "กลุ่มก่อการร้ายฝ่ายซ้ายจัดข้ามชาติ" ขึ้นมาผลักดันอย่างเร่งด่วนในเวทีโลกขณะนี้ มีเหตุผลเบื้องหลังที่เชื่อมโยงกันทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ และชนวนเหตุสำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ดังนี้
1. ชนวนเหตุจากการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ
เหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวเร่งให้รัฐบาลขยับตัวอย่างรุนแรง คือเหตุการณ์ลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวและผู้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษนิยมชื่อดัง (Turning Point USA) เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เหตุการณ์นั้นทำให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์และแกนนำทำเนียบขาวออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อกวาดล้างกลุ่มซ้ายจัดที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนความรุนแรง
2. การประกาศยุทธศาสตร์ต้านการก่อการร้ายฉบับใหม่ปี 2026
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ลงนามใน "ยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติฉบับปี 2026" ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนทิศทาง (Radical Shift) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจากเดิมที่เคยมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มจิฮาดิสต์/อิสลามหัวรุนแรง มาเป็นการระบุชื่อกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายจัด กลุ่มอนาธิปไตย (Anarchist) และกลุ่ม Antifa ให้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามหลักระดับต้น ๆ ของประเทศเคียงคู่กับกลุ่มค้ายาเสพติดข้ามชาติ
3. ปลดล็อก "เครื่องมือทางกฎหมาย" เพื่อจัดการคนในประเทศ
รายงานจาก The Washington Post ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง เช่น เซบาสเตียน กอร์กา (Sebastian Gorka) พยายามผลักดันให้มีการขึ้นบัญชีดำกลุ่ม Antifa ในต่างประเทศให้เป็น องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ (Foreign Terrorist Organization - FTO) > เหตุผลทางกฎหมายคือ: กฎหมายสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการสอดแนมหรือดำเนินคดีกับพลเมืองอเมริกันภายใต้ข้อหา "ผู้ก่อการร้ายในประเทศ" (Domestic Terrorism) เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มเหล่านี้ มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติในต่างประเทศ (เช่น กลุ่ม Antifa Ost ในเยอรมนีที่สหรัฐฯ เพิ่งขึ้นบัญชีดำไป) มันจะกลายเป็นการ "ปลดล็อก" ให้หน่วยงานความมั่นคง เช่น FBI หรือ CIA สามารถใช้เครื่องมือพิเศษในการสอดแนม ดักฟัง และยึดทรัพย์สินของนักเคลื่อนไหวภายในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเหล่านี้ได้ทันที
4. การขยายผลการต่อสู้ทางอุดมการณ์ (Culture War) สู่เวทีสากล
รัฐบาลชุดนี้มองประเด็นภัยคุกคามฝ่ายซ้าย อุดมการณ์ต่อต้านทุนนิยม และความเคลื่อนไหวทางสังคมบางประเภท (ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงมีการระบุถึงกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งด้านอัตลักษณ์ทางเพศด้วย) ว่าเป็นลัทธิที่เป็นภัยต่อรากฐานของอเมริกา การจัดประชุมรัฐมนตรีกว่า 60 ประเทศในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ จึงเป็นการพยายามกดดันและดึงให้พันธมิตรโลกยอมรับกรอบนิยามความมั่นคงนี้ร่วมกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ในระดับสากล