
ทะลุแก๊ซ - Thalugaz
13 hours ago
·
ยกฟ้อง! คดี ม.112 -116 ทานตะวัน และพวกรวม 7 คน กรณีทำโพลสอบถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ“เราไม่เคยเสียใจที่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะสิ่งที่เราพูดไปทั้งหมดมันคือความจริงที่เราคิดและเห็น คนที่ควรเสียใจและรู้สึกผิดคือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในประเทศนี้ที่เป็นฟันเฟืองให้กับความถดถอยของประเทศ ที่พยายามปิดปากและจับขังคุกคนที่ออกมาพูดไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม “
”และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะต้องอยู่ในสถานะพลเรือนหรือนักโทษ”
- ตะวัน ทานตะวัน
https://www.facebook.com/photo?fbid=1035542038987326&set=a.179795714561967
.....
ไข่แมวชีส added photos to the album: 6 ก.ค. 69 ตัดสินคดีโพลขบวนเสด็จ ศาลกรุงเทพใต้
11 hours ago
·
ยกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ
.
6 ก.ค. 69 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 เหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
ใบปอ, ฐากูร, วรเวช, บีม ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ
.
โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป
.
ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368 อีกทั้งจำเลยบางคนถูกสั่งฟ้องในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และ ตามมาตรา 136, 138 และ 140 ด้วย
.
พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน ในข้อหามาตรา 112 และ 116
.
เห็นว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อีกทั้งโพลเป็นเพียงประโยคคำถาม ไม่ได้เชื่อมโยงถึงใคร และจำเลยไม่ได้ปราศรัย หรือแสดงประการอื่นใด และทางนำสืบของโจทก์ไม่แสดงให้เห็นความวุ่นวายที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 116
.
พิพากษาปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368
.
เห็นว่า ที่ตำรวจสั่งให้หยุดการชุมนุมเป็นคำสั่งชอบโดยกฎหมายเพื่อถวายความปลอดภัย จำเลยทราบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม
.
พิพากษาลงโทษจำคุกวรเวช 4 เดือน ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์แล้ว เห็นว่าจำเลยอื่นไม่ได้ผลักดัน มีเพียงวชเวชผลักดันร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่ได้ฟ้องมาในคดีนี้ วรเวชจึงมีความผิดข้อหานี้เพียงคนเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 เดือน
.
พิพากษายกฟ้องวรัณยา ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136
.
เห็นว่า วรัณยาไม่ทราบว่าบุคคลที่ไม่ได้แต่งชุดในเครื่องแบบ ผู้นั้นเป็นใคร แม้คำกล่าวจะแรงไปบ้าง แต่เป็นการถามด้วยความสงสัย และต้องการความรับผิดชอบ
.

สรุปแล้ว พิพากษายกฟ้องข้อหา ม.112 และ ม.116 จำเลยทุกคน แต่ลงโทษปรับจำเลยทุกคน คนละ 5000 บาท ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน
ขณะที่วันนี้ วรเวชจะถูกนำตัวกลับไปคุมขังตามเดิม
.....
·
ยกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ
.
6 ก.ค. 69 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 เหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
ใบปอ, ฐากูร, วรเวช, บีม ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ
.
โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป
.
ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368 อีกทั้งจำเลยบางคนถูกสั่งฟ้องในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และ ตามมาตรา 136, 138 และ 140 ด้วย
.
พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน ในข้อหามาตรา 112 และ 116 .
เห็นว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อีกทั้งโพลเป็นเพียงประโยคคำถาม ไม่ได้เชื่อมโยงถึงใคร และจำเลยไม่ได้ปราศรัย หรือแสดงประการอื่นใด และทางนำสืบของโจทก์ไม่แสดงให้เห็นความวุ่นวายที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 116
.
พิพากษาปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368 .
เห็นว่า ที่ตำรวจสั่งให้หยุดการชุมนุมเป็นคำสั่งชอบโดยกฎหมายเพื่อถวายความปลอดภัย จำเลยทราบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม
.
พิพากษาลงโทษจำคุกวรเวช 4 เดือน ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138 เมื่อพิจารณาเหตุการณ์แล้ว เห็นว่าจำเลยอื่นไม่ได้ผลักดัน มีเพียงวชเวชผลักดันร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่ได้ฟ้องมาในคดีนี้ วรเวชจึงมีความผิดข้อหานี้เพียงคนเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 เดือน
.
พิพากษายกฟ้องวรัณยา ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 .
เห็นว่า วรัณยาไม่ทราบว่าบุคคลที่ไม่ได้แต่งชุดในเครื่องแบบ ผู้นั้นเป็นใคร แม้คำกล่าวจะแรงไปบ้าง แต่เป็นการถามด้วยความสงสัย และต้องการความรับผิดชอบ
.

สรุปแล้ว พิพากษายกฟ้องข้อหา ม.112 และ ม.116 จำเลยทุกคน แต่ลงโทษปรับจำเลยทุกคน คนละ 5000 บาท ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะที่วันนี้ วรเวชจะถูกนำตัวกลับไปคุมขังตามเดิม
.....
Tawan Tantawan
12 hours ago
·
ทีแรกทำใจไว้ว่าคงจำคุก แต่จะได้ประกันมั้ยอีกเรื่องนึง คำพิพากษาเกินคาดกว่าที่คิดไว้เยอะมาก55555 ขอบคุณที่ยังทำให้เห็นว่ามีความยุติธรรมอยู่ในประเทศนี้ ผู้ใหญ่ดีๆเราก็เคารพ ส่วนผู้ใหญ่บ้าอำนาจเราก็ด่ากันต่อไป
See less
สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News is at ศาลอาญากรุงเทพใต้.
14 hours ago
·Bangkok, Thailand ·
“ตะวัน” ลุ้นฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ทำโพล #ขบวนเสด็จ ลั่นทำใจไว้แล้ว ลั่นอะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด #ม112 #มาตรา112 #RatsadonNews
·
ทีแรกทำใจไว้ว่าคงจำคุก แต่จะได้ประกันมั้ยอีกเรื่องนึง คำพิพากษาเกินคาดกว่าที่คิดไว้เยอะมาก55555 ขอบคุณที่ยังทำให้เห็นว่ามีความยุติธรรมอยู่ในประเทศนี้ ผู้ใหญ่ดีๆเราก็เคารพ ส่วนผู้ใหญ่บ้าอำนาจเราก็ด่ากันต่อไป
See less
สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News is at ศาลอาญากรุงเทพใต้.
14 hours ago
·Bangkok, Thailand ·
“ตะวัน” ลุ้นฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ทำโพล #ขบวนเสด็จ ลั่นทำใจไว้แล้ว ลั่นอะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด #ม112 #มาตรา112 #RatsadonNews
·
ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา
.
.
วันที่ 6 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาในคดีของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักมาตรา 112 และมาตรา 116 เห็นว่า การทำแบบสอบถาม ไม่ได้ระบุชื่อใคร และไม่มีพระนาม เป็นการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน
.
.
สมาชิก ศปปส. เข้าแจ้งความ 8 นักกิจกรรม-ประชาชน ก่อนบุ้งจะเสียชีวิตทำให้เหลือแค่ 7 ราย
.
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิ้น 8 คน และอัยการได้สั่งฟ้องทั้งหมดใน 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (ม.112), ยุยงปลุกปั่น (ม.116) และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (ม.368)
.
อรวรรณ ถูกฟ้องเพียง 3 ข้อหาหลัก
.
ทานตะวัน, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช และณัฐกรณ์ ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 4 ข้อหา
.
เนติพร ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) รวมเป็น 4 ข้อหา
.
วรัณยา ถูกฟ้องเพิ่มในทั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) และข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 5 ข้อหา
.
คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ถอนประกันตนเองพร้อมกับทานตะวันที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน
.
ต่อมาในปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค. 2567ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป ทำให้เหลือจำเลย 7 คน
.
การสืบพยานในคดีนี้ใช้ระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล โดยมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 15 นัด แบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทก์ 11 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 4 นัด
.
โดยสรุปแล้วฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า กลุ่มจำเลยมีเจตนานัดหมายมาทำกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคลของห้างสยามพารากอน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนและคำสั่งห้ามของพนักงานรักษาความปลอดภัยและจงใจเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม นำไปสู่ความวุ่นวาย บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ควบคุมพื้นที่ และมีการด่าทอเจ้าหน้าที่ และมองว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาทางการเมืองมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์โดยใช้โพล ซึ่งเป็นเจตนาแอบแฝงเพื่อก้าวล่วง ดูหมิ่น ด้อยค่าสถาบันกษัตริย์
.
ส่วนฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อนและไม่ได้มีการนัดหมายไปทำกิจกรรมร่วมกัน และข้อความในกระดาษโพลแสดงความเห็น ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือพระนามใด คำว่า ขบวนเสด็จ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศ และไม่มีข้อความดูหมิ่น ลดทอนศักดิ์ศรี
.
ฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการยุยง หรือบังคับให้ประชาชนมาแสดงความเห็น การแสดงความเห็นเกิดจากผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมติดสติกเกอร์เอง การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายเกิดจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่มากอดรัดตัวทานตะวัน จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ
.
ให้ประชาชนลงชื่อก่อนฟังคำพิพากษา ศาลยกฟ้อง มาตรา 112-116 เห็นว่าเป็นเพียงการตั้งคำถาม ไม่ใช่การหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย
.
วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดี 503 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนเวลา 10.00 น. มีประชาชนและผู้ที่สนใจคดีมารออยู่หน้าห้องราว 10 คน ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่ศาลยืนอยู่หน้าห้องและถามประชาชนทุกรายว่า เป็นใคร เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร หากไม่เกี่ยวข้องกับคดีต้องลงชื่อในใบลงทะเบียนที่ชั้น 2 และให้แลกบัตรประชาชนไว้ โดยระบุว่า เฉพาะคดีนี้เท่านั้น เพราะมีคนมาเยอะ เลยต้องจดชื่อไว้ก่อน
.
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ประชาชนที่เดินขึ้นมายังห้องพิจารณาคดีแล้ว ต้องลงไปที่ชั้นสองอีกครั้งเพื่อเขียนชื่อตนเอง โดยในลงชื่อ “รายชื่อผู้มาติดต่อวันที่ 6 กรกฎาคม” มีช่องให้เขียนลำดับที่ และชื่อสกุล เจ้าหน้าที่จึงจะให้บัตรผู้ติดต่อราชการ จากการสอบถามประชาชนพบว่ามีบางส่วนถูกเก็บบัตรประชาชนไว้ แต่บางส่วนก็ไม่ถูกเก็บบัตรประชาชน
.
เมื่อถึงเวลาที่ศาลนัดหมาย ประชาชนหลายรายได้เข้ามานั่งในห้องพิจารณา ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ศาลทั้งชายและหญิงประมาณ 5 คนได้เดินเข้ามาในห้องพิจารณาและขานรายชื่อประชาชนที่ลงชื่อไว้และมอบบัตรผู้ติดต่อราชการเป็นบัตรที่ถ่ายเอกสารใส่กระดาษให้
.
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พิพากษายังไม่ออกนั่งพิจารณาคดี ประชาชนต่างก็ทยอยเข้ามาในห้องพิจารณา จนล้นเต็มที่นั่ง นับรวมทั้งครอบครัว เพื่อน จำเลยทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ มีประมาณ 60 คน โดยมีทั้งนักวิชาการ ได้แก่ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักการเมือง ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน นักกิจกรรม เช่น อันนา อันนานนท์ พี่สาวของเนติพร รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ iLaw และ ThumbRights
.
เวลา 10.23 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลชายได้พูดผ่านไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ในคอกพยาน ระบุว่าขอให้มีการปรับผังที่นั่ง ขอให้จำเลยมานั่งด้านหน้า เนื่องจากท้ายการอ่านคำพิพากษาจะมีการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาและจำเลยต้องยืนขึ้น หากจำเลยนั่งคนละแถวอาจทำให้ทุกคนต้องยื่นและจะเสียเวลา จากนั้นจำเลยทั้งหมด รวมถึงวรเวชที่ถูกเบิกตัวมาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางได้เดินมานั่งแถวด้านหน้าสุด
.
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังแจ้งว่า หากจะไปเข้าห้องน้ำ หรือ ออกไปใช้โทรศัพท์มือถือ ก่อนออกจากห้องให้โค้งคำนับก่อนเป็นการแสดงความเคารพ ก่อนที่ประชาชนรายหนึ่งจะถามถึงเหตุผลการโค้งคำนับ เจ้าหน้าที่จึงตอบว่าหากไม่โค้งก็ได้แต่ขอให้ยืนขึ้น
.
เวลา 10.35 น. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ธวัช สถิรเศรษฐ์ ออกนั่งพิจารณาพร้อมผู้พิพากษาหญิง ก่อนที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะเรียกจำเลยในคดีนี้ ศาลกล่าวว่าจะขออ่านในส่วนพิเคราะห์คดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปใจความได้ดังนี้
.
ข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116
เห็นว่า มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” การพิจารณาความผิดดังกล่าว ผู้กระทำความผิดต้องกระทำความผิดครบองค์ประกอบ ตามคำนิยามของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ให้คำนิยามคำว่า
.
ดูหมิ่น หมายถึง แสดงกิริยาท่าทาง พูด หรือเขียน เป็นเชิงดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อยหรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริงเป็นต้น
หมิ่นประมาท หมายถึง แสดงกิริยาวาจาดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น หรือ เป็นฐานความผิดอาญา ที่ผู้กระทำใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ส่วนคำว่าอาฆาตมาดร้าย หมายถึง พยาบาทมุ่งจะทำร้ายให้ได้
.
ดังนั้นการจะผิดตามมาตรา 112 ต้องเป็นการด่า ใส่ร้ายป้ายสี กล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน ใช้สิทธิในการแสดงความเห็นหรือการแสดงออกเป็นปฏิปักษ์ โดยรัฐต้องคำนึงถึงหลักนิติรัฐนิติธรรมไม่ใช้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง
.
พิจารณาการกระทำของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) เป็นการกระทำเพียงตั้งประโยคคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จโดยไม่ได้ระบุถึงบุคคลใด ไม่มีการเอ่ยถึงพระนาม จากการนำสืบจำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีการปราศรัยหรือแสดงประการอื่นใด จึงไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112
.
แม้จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) จะมีการแสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว แต่ก็เป็นการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพที่บุคคลสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 อาจมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
.
เมื่อการกระทำอยู่ในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และในทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ได้ปรากฏความวุ่นวายถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116
.
ข้อหา “ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368
ระหว่างการสืบพยานโจทก์ได้ส่งคลิปเหตุการณ์ มีความยาว 1 ชั่วโมง 28 นาที ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนจบกิจกรรม โดยไม่มีคู่ความโต้แย้งหลักฐานชิ้นนี้ จึงนำคลิปเหตุการณ์มาประกอบการพิจารณา
.
จากคลิปเหตุการณ์ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ออกจากห้างฯสยามพารากอนเดินถือป้ายมายังบริเวณห้างฯสยามดิสคัฟเวอรี่ มีพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบถามว่า “ไปไหน ไปไหน” และดันจำเลยทั้งสอง ในช่วงชุลมุน จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในซอยและพบกับตำรวจ
.
จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้กล่าวกับตำรวจว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะเดินบนทางเท้า ตำรวจไม่มีสิทธิห้าม ก่อนที่จะเกิดการผลักดันขึ้น และ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้ชูป้ายนอกรั้วก่อนที่ พ.ต.อ. พันษาจะดึงป้ายไป
.
ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 บัญญัติหามไม่ให้จัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป
.
การที่จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าจะทำกิจกรรมที่ห้างฯสยามพารากอน และเมื่อถึงเวลานัดหมายก็มีบุคคลมารวมตัวกัน การรวมตัวดังกล่าวเป็นการชุมนุมตามนิยาม มาตรา 4 ที่ให้ความหมายว่า “การชุมนุมสาธารณะ” คือ การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถ ร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่
.
เมื่อเป็นการชุมนุมสาธารณะจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 คือต้องมีการแจ้งการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่แจ้งการชุมนุมและเคลื่อนขบวนมาในรัศมี 150 เมตร ในที่ประทับของพระขนิษฐา จึงถือว่าการชุมนุมไม่ชอบตามมาตรา 14
.
ตำรวจมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ 150 เมตรจากพระบรมราชราชวัง ถ้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปอาจเกิดความวุ่นวายรุนแรงหรืออาจมีมือที่สามที่ไม่ประสงค์ดีทำให้สถานการณ์รุนแรง คำสั่งเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทราบแต่ไม่ปฏิบัติตาม จึงมีความผิดในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา 368 ปรับคนละ 5,000 บาท
.
ข้อหา “ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ” ตามมาตรา 138
จากคลิปเหตุการณ์ พ.ต.อ. พันษาจะดึงแผ่นป้ายสำรวจความเห็นไป จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ตะโกนถามว่า ทำแบบนี้ทำไม และเกิการผลักดันขึ้น จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้เข้าไปห้ามและดึงตัวจำเลยที่ 6 (วรเวช) กับเยาวชนชื่อ ไอซ์
.
จำเลยที่ 5 (ฐากูร) ได้ยกมือขึ้นห้าม จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้เข้าโต้เถียงแต่ไม่ได้ร่วมผลักดัน จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ได้จับรั้วหลังมีการหยิบรั้วมาตั้งใหม่แต่ไม่ได้ผลักดัน จากนั้นจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้มายืนขวางและกางแขนออกห้ามทั้งสองฝ่าย
.
เห็นว่า มีเพียงจำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมผลักดันแนวรั้วกั้นของเจ้าพนักงานร่วมกับชายสวมเสื้อแขนยาวและเยาวชนชื่อไอซ์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องชายคนดังกล่าวด้วยจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมกับเยาวชนชื่อไอซ์ ผลักดันรั้ว วรเวชจึงมีผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ลงโทษจำคุก 3 เดือนและเพิ่มโทษ 1 ใน 3 (ลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำ หากผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก) เป็นจำคุก 4 เดือน
.
ข้อหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 136 (มีเพียงวรัณยาถูกฟ้องในข้อหานี้)
จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้พูดถ้อยคำว่า “...ไอเหี้ยเบอร์ 2 นั่นคือใคร มาอุ้มเด็กผู้หญิงได้ยังไง ถ้าพี่จับหนูจะไม่ว่าอะไร…” เห็นว่า มีที่มาจากการที่ พ.ต.ต.ชูชีพไม่ได้สวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าเป็นใคร และเข้ามากอดรัดจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) มือของ พ.ต.ต.ชูชีพโดนบริเวณหน้าอก เมื่อถูกจำเลยที่ 4 ถาม ก็หลบไปหลังแนวรั้วของตำรวจ พฤติกรรมน่าเชื่อว่า พ.ต.ต.ชูชีพทราบว่าการกระทำของตนนั้นเป็นอย่างไร
.
มีเหตุให้จำเลยสงสัยว่าอาจมีคนแอบแฝงเพื่อเข้ามาอุ้มตัวจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) คำกล่าวของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จะดูรุนแรงบ้าง แต่ก็ทำเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นและต้องการความรับผิดชอบ เป็นเหตุอันสงสัยได้ว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
.
พิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และมาตรา 116 ลงโทษปรับจำเลยทั้งหมด คนละ 5,000 บาท ในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำเลยที่ 6 (วรเวช) พิพากษาจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยไม่ได้นับโทษต่อกับคดีส่วนตัว
.
หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาได้สอบถามว่าในคดีนี้มีผู้ที่ถูกคุมขังหรือไม่ หากถูกคุมขังสามารถนำวันที่ถูกขังไปเปรียบเทียบกับค่าปรับ 5,000 บาทได้
.
ผู้คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดีในห้องมาร่วมแสดงความยินดีกับจำเลยทั้ง 7 คน ขณะที่บางคนน้ำตาไหลออกมาด้วย วรเวชได้กล่าวขอบคุณทุกคนก่อนถูกนำกลับไปที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเพื่อขังตามโทษในคดีส่วนตัว ส่วนจำเลยอีก 6 คนถูกตำรวจศาลไปยังห้องเวรชี้เพื่อเปรียบเทียบปรับ และเดินทางกลับบ้าน
.
.
่อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84376
ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา
.
.
วันที่ 6 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาในคดีของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักมาตรา 112 และมาตรา 116 เห็นว่า การทำแบบสอบถาม ไม่ได้ระบุชื่อใคร และไม่มีพระนาม เป็นการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน
.
.
สมาชิก ศปปส. เข้าแจ้งความ 8 นักกิจกรรม-ประชาชน ก่อนบุ้งจะเสียชีวิตทำให้เหลือแค่ 7 ราย.
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิ้น 8 คน และอัยการได้สั่งฟ้องทั้งหมดใน 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (ม.112), ยุยงปลุกปั่น (ม.116) และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (ม.368)
.
อรวรรณ ถูกฟ้องเพียง 3 ข้อหาหลัก.
ทานตะวัน, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช และณัฐกรณ์ ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 4 ข้อหา.
เนติพร ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) รวมเป็น 4 ข้อหา.
วรัณยา ถูกฟ้องเพิ่มในทั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) และข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 5 ข้อหา.
คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ถอนประกันตนเองพร้อมกับทานตะวันที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน
.
ต่อมาในปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค. 2567ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป ทำให้เหลือจำเลย 7 คน
.
การสืบพยานในคดีนี้ใช้ระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล โดยมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 15 นัด แบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทก์ 11 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 4 นัด
.
โดยสรุปแล้วฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า กลุ่มจำเลยมีเจตนานัดหมายมาทำกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคลของห้างสยามพารากอน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนและคำสั่งห้ามของพนักงานรักษาความปลอดภัยและจงใจเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม นำไปสู่ความวุ่นวาย บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ควบคุมพื้นที่ และมีการด่าทอเจ้าหน้าที่ และมองว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาทางการเมืองมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์โดยใช้โพล ซึ่งเป็นเจตนาแอบแฝงเพื่อก้าวล่วง ดูหมิ่น ด้อยค่าสถาบันกษัตริย์
.
ส่วนฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อนและไม่ได้มีการนัดหมายไปทำกิจกรรมร่วมกัน และข้อความในกระดาษโพลแสดงความเห็น ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือพระนามใด คำว่า ขบวนเสด็จ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศ และไม่มีข้อความดูหมิ่น ลดทอนศักดิ์ศรี
.
ฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการยุยง หรือบังคับให้ประชาชนมาแสดงความเห็น การแสดงความเห็นเกิดจากผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมติดสติกเกอร์เอง การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายเกิดจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่มากอดรัดตัวทานตะวัน จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ
.
ให้ประชาชนลงชื่อก่อนฟังคำพิพากษา ศาลยกฟ้อง มาตรา 112-116 เห็นว่าเป็นเพียงการตั้งคำถาม ไม่ใช่การหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย.
วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดี 503 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนเวลา 10.00 น. มีประชาชนและผู้ที่สนใจคดีมารออยู่หน้าห้องราว 10 คน ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่ศาลยืนอยู่หน้าห้องและถามประชาชนทุกรายว่า เป็นใคร เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร หากไม่เกี่ยวข้องกับคดีต้องลงชื่อในใบลงทะเบียนที่ชั้น 2 และให้แลกบัตรประชาชนไว้ โดยระบุว่า เฉพาะคดีนี้เท่านั้น เพราะมีคนมาเยอะ เลยต้องจดชื่อไว้ก่อน
.
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ประชาชนที่เดินขึ้นมายังห้องพิจารณาคดีแล้ว ต้องลงไปที่ชั้นสองอีกครั้งเพื่อเขียนชื่อตนเอง โดยในลงชื่อ “รายชื่อผู้มาติดต่อวันที่ 6 กรกฎาคม” มีช่องให้เขียนลำดับที่ และชื่อสกุล เจ้าหน้าที่จึงจะให้บัตรผู้ติดต่อราชการ จากการสอบถามประชาชนพบว่ามีบางส่วนถูกเก็บบัตรประชาชนไว้ แต่บางส่วนก็ไม่ถูกเก็บบัตรประชาชน
.
เมื่อถึงเวลาที่ศาลนัดหมาย ประชาชนหลายรายได้เข้ามานั่งในห้องพิจารณา ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ศาลทั้งชายและหญิงประมาณ 5 คนได้เดินเข้ามาในห้องพิจารณาและขานรายชื่อประชาชนที่ลงชื่อไว้และมอบบัตรผู้ติดต่อราชการเป็นบัตรที่ถ่ายเอกสารใส่กระดาษให้
.
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พิพากษายังไม่ออกนั่งพิจารณาคดี ประชาชนต่างก็ทยอยเข้ามาในห้องพิจารณา จนล้นเต็มที่นั่ง นับรวมทั้งครอบครัว เพื่อน จำเลยทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ มีประมาณ 60 คน โดยมีทั้งนักวิชาการ ได้แก่ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักการเมือง ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน นักกิจกรรม เช่น อันนา อันนานนท์ พี่สาวของเนติพร รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ iLaw และ ThumbRights
.
เวลา 10.23 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลชายได้พูดผ่านไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ในคอกพยาน ระบุว่าขอให้มีการปรับผังที่นั่ง ขอให้จำเลยมานั่งด้านหน้า เนื่องจากท้ายการอ่านคำพิพากษาจะมีการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาและจำเลยต้องยืนขึ้น หากจำเลยนั่งคนละแถวอาจทำให้ทุกคนต้องยื่นและจะเสียเวลา จากนั้นจำเลยทั้งหมด รวมถึงวรเวชที่ถูกเบิกตัวมาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางได้เดินมานั่งแถวด้านหน้าสุด
.
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังแจ้งว่า หากจะไปเข้าห้องน้ำ หรือ ออกไปใช้โทรศัพท์มือถือ ก่อนออกจากห้องให้โค้งคำนับก่อนเป็นการแสดงความเคารพ ก่อนที่ประชาชนรายหนึ่งจะถามถึงเหตุผลการโค้งคำนับ เจ้าหน้าที่จึงตอบว่าหากไม่โค้งก็ได้แต่ขอให้ยืนขึ้น
.
เวลา 10.35 น. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ธวัช สถิรเศรษฐ์ ออกนั่งพิจารณาพร้อมผู้พิพากษาหญิง ก่อนที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะเรียกจำเลยในคดีนี้ ศาลกล่าวว่าจะขออ่านในส่วนพิเคราะห์คดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปใจความได้ดังนี้
.
ข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116เห็นว่า มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” การพิจารณาความผิดดังกล่าว ผู้กระทำความผิดต้องกระทำความผิดครบองค์ประกอบ ตามคำนิยามของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ให้คำนิยามคำว่า
.
ดูหมิ่น หมายถึง แสดงกิริยาท่าทาง พูด หรือเขียน เป็นเชิงดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อยหรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริงเป็นต้น
หมิ่นประมาท หมายถึง แสดงกิริยาวาจาดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น หรือ เป็นฐานความผิดอาญา ที่ผู้กระทำใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ส่วนคำว่าอาฆาตมาดร้าย หมายถึง พยาบาทมุ่งจะทำร้ายให้ได้
.
ดังนั้นการจะผิดตามมาตรา 112 ต้องเป็นการด่า ใส่ร้ายป้ายสี กล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน ใช้สิทธิในการแสดงความเห็นหรือการแสดงออกเป็นปฏิปักษ์ โดยรัฐต้องคำนึงถึงหลักนิติรัฐนิติธรรมไม่ใช้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง
.
พิจารณาการกระทำของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) เป็นการกระทำเพียงตั้งประโยคคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จโดยไม่ได้ระบุถึงบุคคลใด ไม่มีการเอ่ยถึงพระนาม จากการนำสืบจำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีการปราศรัยหรือแสดงประการอื่นใด จึงไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112
.
แม้จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) จะมีการแสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว แต่ก็เป็นการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพที่บุคคลสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 อาจมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
.
เมื่อการกระทำอยู่ในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และในทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ได้ปรากฏความวุ่นวายถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116
.
ข้อหา “ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368ระหว่างการสืบพยานโจทก์ได้ส่งคลิปเหตุการณ์ มีความยาว 1 ชั่วโมง 28 นาที ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนจบกิจกรรม โดยไม่มีคู่ความโต้แย้งหลักฐานชิ้นนี้ จึงนำคลิปเหตุการณ์มาประกอบการพิจารณา
.
จากคลิปเหตุการณ์ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ออกจากห้างฯสยามพารากอนเดินถือป้ายมายังบริเวณห้างฯสยามดิสคัฟเวอรี่ มีพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบถามว่า “ไปไหน ไปไหน” และดันจำเลยทั้งสอง ในช่วงชุลมุน จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในซอยและพบกับตำรวจ
.
จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้กล่าวกับตำรวจว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะเดินบนทางเท้า ตำรวจไม่มีสิทธิห้าม ก่อนที่จะเกิดการผลักดันขึ้น และ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้ชูป้ายนอกรั้วก่อนที่ พ.ต.อ. พันษาจะดึงป้ายไป
.
ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 บัญญัติหามไม่ให้จัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป
.
การที่จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าจะทำกิจกรรมที่ห้างฯสยามพารากอน และเมื่อถึงเวลานัดหมายก็มีบุคคลมารวมตัวกัน การรวมตัวดังกล่าวเป็นการชุมนุมตามนิยาม มาตรา 4 ที่ให้ความหมายว่า “การชุมนุมสาธารณะ” คือ การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถ ร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่
.
เมื่อเป็นการชุมนุมสาธารณะจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 คือต้องมีการแจ้งการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่แจ้งการชุมนุมและเคลื่อนขบวนมาในรัศมี 150 เมตร ในที่ประทับของพระขนิษฐา จึงถือว่าการชุมนุมไม่ชอบตามมาตรา 14
.
ตำรวจมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ 150 เมตรจากพระบรมราชราชวัง ถ้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปอาจเกิดความวุ่นวายรุนแรงหรืออาจมีมือที่สามที่ไม่ประสงค์ดีทำให้สถานการณ์รุนแรง คำสั่งเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทราบแต่ไม่ปฏิบัติตาม จึงมีความผิดในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา 368 ปรับคนละ 5,000 บาท
.
ข้อหา “ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ” ตามมาตรา 138จากคลิปเหตุการณ์ พ.ต.อ. พันษาจะดึงแผ่นป้ายสำรวจความเห็นไป จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ตะโกนถามว่า ทำแบบนี้ทำไม และเกิการผลักดันขึ้น จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้เข้าไปห้ามและดึงตัวจำเลยที่ 6 (วรเวช) กับเยาวชนชื่อ ไอซ์
.
จำเลยที่ 5 (ฐากูร) ได้ยกมือขึ้นห้าม จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้เข้าโต้เถียงแต่ไม่ได้ร่วมผลักดัน จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ได้จับรั้วหลังมีการหยิบรั้วมาตั้งใหม่แต่ไม่ได้ผลักดัน จากนั้นจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้มายืนขวางและกางแขนออกห้ามทั้งสองฝ่าย
.
เห็นว่า มีเพียงจำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมผลักดันแนวรั้วกั้นของเจ้าพนักงานร่วมกับชายสวมเสื้อแขนยาวและเยาวชนชื่อไอซ์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องชายคนดังกล่าวด้วยจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมกับเยาวชนชื่อไอซ์ ผลักดันรั้ว วรเวชจึงมีผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ลงโทษจำคุก 3 เดือนและเพิ่มโทษ 1 ใน 3 (ลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำ หากผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก) เป็นจำคุก 4 เดือน
.
ข้อหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 136 (มีเพียงวรัณยาถูกฟ้องในข้อหานี้)จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้พูดถ้อยคำว่า “...ไอเหี้ยเบอร์ 2 นั่นคือใคร มาอุ้มเด็กผู้หญิงได้ยังไง ถ้าพี่จับหนูจะไม่ว่าอะไร…” เห็นว่า มีที่มาจากการที่ พ.ต.ต.ชูชีพไม่ได้สวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าเป็นใคร และเข้ามากอดรัดจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) มือของ พ.ต.ต.ชูชีพโดนบริเวณหน้าอก เมื่อถูกจำเลยที่ 4 ถาม ก็หลบไปหลังแนวรั้วของตำรวจ พฤติกรรมน่าเชื่อว่า พ.ต.ต.ชูชีพทราบว่าการกระทำของตนนั้นเป็นอย่างไร
.
มีเหตุให้จำเลยสงสัยว่าอาจมีคนแอบแฝงเพื่อเข้ามาอุ้มตัวจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) คำกล่าวของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จะดูรุนแรงบ้าง แต่ก็ทำเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นและต้องการความรับผิดชอบ เป็นเหตุอันสงสัยได้ว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
.
พิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และมาตรา 116 ลงโทษปรับจำเลยทั้งหมด คนละ 5,000 บาท ในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำเลยที่ 6 (วรเวช) พิพากษาจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยไม่ได้นับโทษต่อกับคดีส่วนตัว
.
หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาได้สอบถามว่าในคดีนี้มีผู้ที่ถูกคุมขังหรือไม่ หากถูกคุมขังสามารถนำวันที่ถูกขังไปเปรียบเทียบกับค่าปรับ 5,000 บาทได้
.
ผู้คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดีในห้องมาร่วมแสดงความยินดีกับจำเลยทั้ง 7 คน ขณะที่บางคนน้ำตาไหลออกมาด้วย วรเวชได้กล่าวขอบคุณทุกคนก่อนถูกนำกลับไปที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเพื่อขังตามโทษในคดีส่วนตัว ส่วนจำเลยอีก 6 คนถูกตำรวจศาลไปยังห้องเวรชี้เพื่อเปรียบเทียบปรับ และเดินทางกลับบ้าน
.
.
่อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84376https://www.facebook.com/photo/?fbid=1433359788634487&set=a.656922399611567
