
ปฏิญญาการประชุมสุดยอดของ NATO ที่กรุงอังการา (Ankara Summit Declaration) มีขึ้นในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 36 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี (7–8 กรกฎาคม 2026) ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองโลกและการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับชาติพันธมิตรยุโรป
สาระสำคัญและข้อตกลงหลักในปฏิญญาฉบับนี้ มีรายละเอียดดังนี้
1. การยืนยันพันธกรณีตามมาตรา 5 (Article 5)
ชาติสมาชิกทั้งหมดร่วมรับรองและเน้นย้ำถึง "ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ดั่งเหล็กกล้า" (Ironclad commitment) ต่อหลักการป้องกันร่วมกัน (Collective Defence) ตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญาวอชิงตัน ที่ระบุว่า "การโจมตีสมาชิกคนหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด" เพื่อสยบกระแสข่าวลือและความกังวลเรื่องการถอนทหารของสหรัฐฯ ออกจากยุโรป
2. งบประมาณและการจัดซื้ออาวุธครั้งใหญ่เพื่อเอาใจสหรัฐฯ
เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่วิจารณ์ว่ายุโรปพึ่งพาความช่วยเหลือด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ มากเกินไป ชาติยุโรปจึงได้ประกาศมาตรการเชิงรุกในปฏิญญา:
การเพิ่มงบประมาณกลาโหม: มุ่งสู่เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 5% ของ GDP
ข้อตกลงจัดซื้ออาวุธ (Defence Procurements): ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างและทำข้อตกลงด้านอาวุธครั้งใหม่มูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ายุโรปกำลังพยายามพึ่งพาตนเองและเพิ่มขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
3. การสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง
ที่ประชุมมีมติให้คำมั่นมอบความช่วยเหลือทางการทหารแก่ยูเครนจำนวน 70,000 ล้านยูโรในปี 2026 * พร้อมทั้งทำข้อตกลงที่จะรักษาระดับการสนับสนุนในจำนวนที่เทียบเท่ากันนี้ต่อไปในปี 2027 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตกลงที่จะมอบใบอนุญาต (License) ในการผลิตขีปนาวุธ Patriot ให้กับยูเครนด้วย
4. จุดยืนต่อประเด็นอิหร่านและเสรีภาพในการเดินเรือ
ปฏิญญาระบุอย่างชัดเจนว่า "อิหร่านจะต้องไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์" * พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านเคารพต่อเสรีภาพในการเดินเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างเต็มที่ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดและประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้
บริบทและเบื้องหลังที่น่าสนใจ
แม้ว่าปฏิญญาจะแสดงออกถึงความสามัคคี แต่เบื้องหลังการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากปธน. ทรัมป์ ได้แสดงความผิดหวังต่อชาติพันธมิตรยุโรปที่ไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเพียงพอในความขัดแย้งกับอิหร่าน (รวมถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพและน่านฟ้าในบางกรณี) นอกจากนี้ยังมีประเด็นปะทะคารมกรณีที่ทรัมป์เสนอให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กได้ปฏิเสธอย่างรุนแรงว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขายและต้องเคารพในอธิปไตย
อย่างไรก็ตาม การบรรลุข้อตกลงในปฏิญญาอังการานี้ ถือเป็นความสำเร็จของนายมาร์ค รึตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO ในการประสานรอยร้าวและผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเพื่อรักษาเสถียรภาพของกลุ่มพันธมิตรทรานส์แอตแลนติกต่อไป
🇹🇷 Quite a gift! Erdoğan presented NATO leaders with vintage revolvers loaded with live ammunition
— NEXTA (@nexta_tv) July 9, 2026
Ursula von der Leyen has already announced that she will donate her revolver to a military museum after it is decommissioned. Other European leaders will not be able to keep their… pic.twitter.com/zhtqmV4nlv
🇹🇷 ของขวัญสุดพิเศษ! ประธานาธิบดีแอร์โดอันมอบปืนพกลูกโม่รุ่นคลาสสิกที่บรรจุกระสุนจริงให้แก่ผู้นำกลุ่ม NATO
เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ได้ประกาศแล้วว่าเธอจะบริจาคปืนพกกระบอกดังกล่าวให้กับพิพิธภัณฑ์ทหารหลังจากที่ปืนถูกปลดระวางการใช้งานแล้ว ส่วนผู้นำยุโรปคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้เป็นของส่วนตัวได้เช่นกัน เนื่องจากมูลค่าของมันน่าจะเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป
สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า นี่ถือเป็นการประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกีในรูปแบบคลาสสิก
ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า ในช่วงปี 2019 ถึง 2024 ตุรกีได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธขนาดเล็กรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่สหรัฐอเมริกาและอิตาลีเท่านั้น
ในวิดีโอมีการเผยภาพผู้ช่วยของประธานาธิบดีลิทัวเนียกำลังอวดกล่องใส่ปืนสุดหรูและปืนพกลูกโม่ที่ได้รับมอบจากแอร์โดอัน ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการา