วันเสาร์, กรกฎาคม 04, 2569

ในงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่สร้างมุมมองใหม่—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่าง *South to Freedom: Runaway Slaves to Mexico and the Road to the Civil War*—นักประวัติศาสตร์ Alice Baumgartner ได้พลิกโฉมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาเหนือไปอย่างสิ้นเชิง



ในงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่สร้างมุมมองใหม่—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่าง *South to Freedom: Runaway Slaves to Mexico and the Road to the Civil War*—นักประวัติศาสตร์ Alice Baumgartner ได้พลิกโฉมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาเหนือไปอย่างสิ้นเชิง

แทนที่จะมองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกประชาธิปไตยและเสรีภาพเพียงรายเดียวไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก Baumgartner แสดงให้เห็นว่าจุดยืนอันแน่วแน่ของเม็กซิโกในการต่อต้านระบบทาสได้บีบให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวทางประชาธิปไตยของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมีส่วนช่วยสั่นคลอนระบบทาสและปรับเปลี่ยนรูปแบบประชาธิปไตยของอเมริกา

ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญที่ Baumgartner นำเสนอเกี่ยวกับบทบาทของเม็กซิโกในการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยครั้งนี้:

1. "เส้นทางรถไฟใต้ดิน" (Underground Railroad) มุ่งสู่ทิศใต้

ในขณะที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักของอเมริกามักเน้นย้ำเรื่อง "เส้นทางรถไฟใต้ดิน" (เครือข่ายช่วยเหลือทาสหลบหนี) ที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังแคนาดา แต่ Baumgartner ชี้ให้เห็นว่าทาสจำนวนนับพันคนในพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางของสหรัฐฯ (โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา) ได้หลบหนีลงใต้เข้าไปยังเม็กซิโก

เม็กซิโกได้ประกาศยกเลิกระบบทาสอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1837

เหล่าทาสต่างตระหนักดีว่าภายใต้กฎหมายของเม็กซิโก การข้ามแม่น้ำริโอแกรนด์ (Rio Grande) หมายถึงการได้รับอิสรภาพตามกฎหมายในทันที

สิ่งนี้ทำให้เม็กซิโกกลายเป็นแหล่งพักพิงที่สำคัญสำหรับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นการท้าทายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะ "ดินแดนแห่งเสรีภาพ" (land of the free) อย่างแท้จริง

2. การสั่นคลอนระบบทาสของสหรัฐฯ

การที่เม็กซิโกปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสที่หลบหนีกลับมา สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่เจ้าของทาสในภาคใต้ Baumgartner ให้เหตุผลว่าการหลบหนีเหล่านี้ไม่ใช่แค่การดิ้นรนเอาตัวรอดของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสั่นคลอนสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีดังกล่าว นักการเมืองฝ่ายใต้จึงผลักดันอย่างหนักให้มีการผนวกดินแดนเท็กซัสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และก่อให้เกิดสงครามเม็กซิโก-อเมริกา (ค.ศ. 1846–1848) เพื่อยึดครองดินแดนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การยึดครองดินแดนครั้งใหญ่นี้กลับส่งผลตรงกันข้าม การได้มาซึ่งดินแดนใหม่ที่กว้างใหญ่ (เช่น แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโก) ได้จุดชนวนความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสภาคองเกรสว่าดินแดนใหม่เหล่านี้จะอนุญาตให้มีระบบทาสหรือไม่

3. การโหมกระพือวิกฤตความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคและสงครามกลางเมือง

กฎหมายต่อต้านระบบทาสของเม็กซิโกเปรียบเสมือนการวางระเบิดทางการเมืองไว้ให้สหรัฐฯ ทางตันทางรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางจัดการดินแดนที่ยึดมาจากเม็กซิโกได้กลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือวิกฤตความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคเหนือและใต้โดยตรง

วิกฤตการณ์นี้ได้นำไปสู่ข้อตกลงประนีประนอมปี 1850 (Compromise of 1850) กฎหมายแคนซัส-เนแบรสกา (Kansas-Nebraska Act) และท้ายที่สุดก็นำไปสู่การปะทุของสงครามกลางเมืองอเมริกา ในเหตุการณ์พลิกผันทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ความมุ่งมั่นของเม็กซิโกต่อเสรีภาพได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามซึ่งในที่สุดก็ยกเลิกการเป็นทาสทั่วประเทศ

ภาพรวมที่ใหญ่กว่า

งานของบอมการ์ทเนอร์ท้าทายแนวคิดเรื่องความพิเศษของอเมริกา โดยการแสดงให้เห็นว่ากฎหมายของเม็กซิโกและการกระทำของผู้แสวงหาเสรีภาพชาวผิวดำได้บังคับให้เกิดการทบทวนเรื่องการเป็นทาสในวอชิงตัน เธอจึงแสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการของประชาธิปไตยอเมริกันไม่ใช่โครงการที่แยกตัวออกมา มันถูกกำหนด ผลักดัน และกดดันอย่างลึกซึ้งโดยเพื่อนบ้านทางใต้

อลิซ บอมการ์ทเนอร์มองย้อนกลับไปว่าโลกได้แพร่กระจายประชาธิปไตยไปยังสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากบทบาทของเม็กซิโกในการต่อสู้กับการเป็นทาส
.....


South to Freedom: Runaway Slaves to Mexico and the Road to the Civil War

US National Archives

Streamed live on Feb 4, 2021 

The Underground Railroad to the North promised salvation to many American slaves before the Civil War. But thousands of people in the south-central United States escaped slavery not by heading north but by crossing the southern border into Mexico, where slavery was abolished in 1837. In South to Freedom, historian Alice L. Baumgartner tells the story of why Mexico abolished slavery and how its increasingly radical antislavery policies fueled the sectional crisis in the United States.

https://www.youtube.com/watch?v=Wlo2CeTtCpo
.....

แรงกดดันจากต่างชาติและเสรีภาพของอเมริกา


ประเทศอื่นๆ และพลเมืองของพวกเขาช่วยให้สหรัฐอเมริกาบรรลุอุดมคติของตนได้อย่างไร

แนวคิดที่ว่าเสรีภาพและประชาธิปไตยของอเมริกาเกิดขึ้นในสุญญากาศ—โดยอาศัยเพียงข้อความในรัฐธรรมนูญและการกระทำของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง—เป็นเพียงตำนาน ในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกาถูกผลักดัน กดดัน และตำหนิจากต่างชาติและพลเมืองโลกอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้ปฏิบัติตามอุดมคติแห่งความเสมอภาคของตนเอง

เมื่อสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเชื่อมช่องว่างระหว่างวาทกรรมแห่งเสรีภาพกับความเป็นจริงของการกดขี่ได้ ผู้มีบทบาทในระดับนานาชาติมักเข้ามาเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

1. การใช้การเลิกทาสเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ (ศตวรรษที่ 19) 

ก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกา แรงกดดันจากภายนอกเริ่มสั่นคลอนรากฐานของการเป็นทาสในอเมริกา

การปฏิวัติเฮติ (1791–1804): การลุกฮือที่ประสบความสำเร็จของทาสในเฮติได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคใต้ของอเมริกา เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้ชาวอเมริกันที่ถูกกดขี่เป็นทาสเห็นว่าการปลดปล่อยเป็นไปได้ และบังคับให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงของ "สาธารณรัฐเสรี" ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการใช้แรงงานบังคับ

แรงกดดันทางการทูตของอังกฤษ: หลังจากที่สหราชอาณาจักรยกเลิกการเป็นทาสทั่วทั้งจักรวรรดิในปี 1833 กลุ่มผู้ต่อต้านการเป็นทาสชาวอังกฤษได้ให้เงินสนับสนุนสมาคมต่อต้านการเป็นทาสของอเมริกาเป็นจำนวนมาก การปราบปรามการค้าทาสในมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างแข็งขันของกองทัพเรืออังกฤษได้ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศหันมาต่อต้านภาคใต้ของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวทั้งทางศีลธรรมและเศรษฐกิจในเวทีโลก

ที่หลบภัยทางกฎหมายของเม็กซิโก: ดังที่นักประวัติศาสตร์ อลิซ บอมการ์ทเนอร์ ได้เน้นย้ำ การยกเลิกการเป็นทาสอย่างสิ้นเชิงของเม็กซิโกในปี 1837 ได้สร้างที่หลบภัยที่สำคัญทางภาคใต้ โดยการปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสที่หลบหนีซึ่งข้ามแม่น้ำริโอแกรนด์กลับ เม็กซิโกทำหน้าที่เป็นตัวขัดขวางการขยายอำนาจของอเมริกา บังคับให้สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะวิกฤตแบ่งแยกดินแดนทางตะวันตก ซึ่งในที่สุดก็เป็นสาเหตุของสงครามกลางเมือง

2. การทูตในยุคสงครามเย็นและขบวนการสิทธิพลเมือง (ศตวรรษที่ 20)

ขบวนการสิทธิพลเมืองในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มักถูกจดจำว่าเป็นเพียงการต่อสู้ภายในประเทศ แต่ความสำเร็จของขบวนการนี้มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับนโยบายต่างประเทศของอเมริกาและมุมมองระดับโลกในช่วงสงครามเย็น



การต่อสู้เพื่อดินแดนทางใต้ของโลก: ขณะที่สหรัฐฯ แข่งขันกับสหภาพโซเวียตเพื่อแย่งชิงความจงรักภักดีจากประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชในแอฟริกาและเอเชีย การแบ่งแยกทางเชื้อชาติกลายเป็นภาระทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา การโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตเผยแพร่ภาพความโหดร้ายของตำรวจในเบอร์มิงแฮมและการลงประชาทัณฑ์ในภาคใต้ของอเมริกาไปยังประเทศที่ยังไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

คำแถลงการณ์ในฐานะผู้สนับสนุน: ในคดีสำคัญ Brown v. Board of Education ปี 1954 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการที่ไม่ปกติโดยการยื่นคำแถลงการณ์ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการแบ่งแยกโรงเรียนตามเชื้อชาติกำลังทำลายนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ศาลฎีกาเข้าใจว่าการยกเลิกกฎหมายจิม ครอว์ ไม่ใช่เพียงแค่ความจำเป็นทางศีลธรรม แต่เป็นความจำเป็นด้านความมั่นคงของชาติเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของอเมริกาในฐานะ "ผู้นำของโลกเสรี"

ความอับอายในระดับนานาชาติ: เมื่อนักการทูตชาวแอฟริกันที่เดินทางผ่านรัฐแมริแลนด์ถูกปฏิเสธการให้บริการในร้านอาหารที่แบ่งแยกเชื้อชาติ ทำให้เกิดเหตุการณ์ระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งกดดันให้รัฐบาลของเคนเนดีและจอห์นสันผลักดันกฎหมายสิทธิพลเมืองปี 1964 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโดดเดี่ยวทางการทูตอย่างสิ้นเชิง

3. การเคลื่อนไหวข้ามชาติและสิทธิแรงงานระดับโลก

ขบวนการแรงงานต่างประเทศและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศได้มอบอำนาจให้แก่นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (1948): เอกสารของสหประชาชาติฉบับนี้ร่างขึ้นโดยได้รับความเห็นจากทั่วโลก ทำให้ผู้นำด้านสิทธิพลเมืองและแรงงานของอเมริกามีมาตรฐาน "สิทธิมนุษยชน" ที่กว้างกว่าคำจำกัดความ "สิทธิพลเมือง" ที่แคบกว่าของสหรัฐฯ บุคคลสำคัญอย่างมัลคอล์ม เอ็กซ์ และเอลีนอร์ รูสเวลต์ พยายามใช้สหประชาชาติเพื่อทำให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

ความสามัคคีของแรงงานข้ามชาติ: ขบวนการแรงงานอเมริกันพึ่งพาความสามัคคีจากต่างประเทศมาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น ในช่วงการประท้วงหยุดงานของคนงานเก็บองุ่นที่เดลาโนในทศวรรษ 1960 ซึ่งนำโดยซีซาร์ ชาเวซและสหภาพแรงงานเกษตรกร การคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนงานท่าเรือในสหราชอาณาจักรและยุโรปที่ปฏิเสธที่จะขนถ่ายองุ่นแคลิฟอร์เนียที่ถูกคว่ำบาตร มีบทบาทสำคัญในการบังคับให้ธุรกิจการเกษตรของอเมริกาลงนามในสัญญาที่เป็นธรรม

สรุป
สหรัฐอเมริกาไม่ได้บรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยทั้งหมดจากภายในประเทศ ประวัติศาสตร์แห่งเสรีภาพของอเมริกาคือประวัติศาสตร์ของการใช้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอก—โดยที่กฎหมายต่างประเทศ การประณามจากนานาชาติ การอพยพย้ายถิ่นฐานทั่วโลก และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาที่บังคับให้อเมริกาเห็นความหน้าซื่อใจคดของตนเองและแก้ไขมัน