Thanapol Eawsakul
19 hours ago
·
"หาทางตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดเสียโดยเร็ว แล้วจัดการให้ผู้รับผิดรีบขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว"
กลับไปอ่านพระราชประสงค์ในหลวง ร.9 กับคดี 6 ตุลา
ผ่าน ความเห็นภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ
...............
(1)
ประเด็นการนิรโทษกรรมทางการเมืองกลับมาถกเถียงกันอีกครั้ง โดยเฉพาะคคี ที่เกี่ยวกันกับสถาบันกษัตริย์ คือคดี 112 สำหรับเยาวชน ที่สรุปตัดจบว่า ถ้าเป็น 112 แล้ว จะไม่อยู่ในสมการการนิรโทษกรรมใด ๆ เลย
ไม่น่าเชื่อว่า ในปีที่ครบกึ่งศตวรรษ 6 ตุลา
ปีที่เป็นที่มาของการที่คณะรัฐประหาร 6 ตุลา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ได้เพิ่มอัตราโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมทั้งศาลหรือผู้พิพากษา ตลอดจนการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติและศาสนา โดยออกคำสั่งฉบับที่ 41 ให้แก้ไขความในประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้นว่า
มาตรา 112 แก้ไขเป็น
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
จากเติมที่กำหนดโทษไว้เพียงจำคุกไม่เกิน 7 ปี,
มาตรา 118 แก้ไขเป็น
“ผู้ใดกระทำการใดๆต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่ เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
·
"หาทางตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดเสียโดยเร็ว แล้วจัดการให้ผู้รับผิดรีบขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว"
กลับไปอ่านพระราชประสงค์ในหลวง ร.9 กับคดี 6 ตุลา
ผ่าน ความเห็นภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ
...............
(1)
ประเด็นการนิรโทษกรรมทางการเมืองกลับมาถกเถียงกันอีกครั้ง โดยเฉพาะคคี ที่เกี่ยวกันกับสถาบันกษัตริย์ คือคดี 112 สำหรับเยาวชน ที่สรุปตัดจบว่า ถ้าเป็น 112 แล้ว จะไม่อยู่ในสมการการนิรโทษกรรมใด ๆ เลย
ไม่น่าเชื่อว่า ในปีที่ครบกึ่งศตวรรษ 6 ตุลา
ปีที่เป็นที่มาของการที่คณะรัฐประหาร 6 ตุลา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ได้เพิ่มอัตราโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมทั้งศาลหรือผู้พิพากษา ตลอดจนการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติและศาสนา โดยออกคำสั่งฉบับที่ 41 ให้แก้ไขความในประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้นว่า
มาตรา 112 แก้ไขเป็น
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
จากเติมที่กำหนดโทษไว้เพียงจำคุกไม่เกิน 7 ปี,
มาตรา 118 แก้ไขเป็น
“ผู้ใดกระทำการใดๆต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่ เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
(2)
เพื่อเอาผิดให้ได้ คณะรัฐประหารจึงได้ออก คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๑ [มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ในราชกิจจานุบกษาลงวันที่
6 ต.ค. 2519 เล่ม 93 ตอนที่ 120 ก หน้า 6
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1330208.pdf
“กฎ 6 ต.ค. 19” โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
ข้อ 1 บรรดาคดีที่มีข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตามบัญชีท้ายประกาศนี้ ซึ่งการกระทำความผิดเกิดขึ้นในหรือหลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลา 19.10 นาฬิกา ให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีที่ต้องดำเนินในศาล คดีเด็กและเยาวชน
ข้อ 2 ให้ศาลอาญาและศาลจังหวัดทุกศาลในเขตมณฑลทหารบกที่ 1 และศาลจังหวัดทุกศาลในเขตจังหวัดทหารบกลพบุรี เป็นศาลทหารกรุงเทพ ส่วนศาลจังหวัดนอกจากที่กล่าวนี้ ซึ่งอยู่ในเขตมณฑลทหารบกใด ให้เป็นศาลมณฑลทหารบกนั้นๆด้วย ศาลทหารดังกล่าวแล้ว ประกอบด้วยตุลาการสามนายเป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษาคดีและบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้
ข้อ 3 ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาศาลจังหวัดทุกศาล เป็นตุลาการศาลทหาร ตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารแห่งศาลนั้นๆซึ่งเป็นศาลทหารตามความในข้อ 2 ด้วย
ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค เป็นตุลาการศาลทหาร เช่นเดียวกับผู้พิพากษาที่กล่าวแล้ว และให้มีอำนาจนั่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลภายในเขตของตน ซึ่งเป็นศาลทหารตามประกาศนี้ หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว ก็ให้มีอำนาจลงนามในคำพิพากษาได้ด้วย ให้จ่าศาลอาญาและจ่าศาลจังหวัดทุกศาล เป็นจ่าศาลทหารแห่งศาลทหารนั้นๆด้วย
ข้อ 4 ให้พนักงานอัยการ เป็นอัยการทหารด้วย
ข้อ 5 ให้ใช้สถานที่ทำการศาลอาญา และสถานที่ทำการศาลจังหวัดทุกศาล เป็นที่ทำการศาลทหารตามประกาศนี้ด้วย
ข้อ 6 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และประกาศกฎอัยการศึกที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
ข้อ 7 เมื่อได้มีประกาศให้เลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว ให้ศาลทหารตามประกาศนี้ คงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในข้อ 1 บรรดาที่ค้างอยู่ในศาลและบรรดาที่การกระทำผิดเกิดขึ้นก่อนวันเวลาเลิกใช้กฎอัยการศึก
ดู
การต่อสู้ของจำเลยคดี 6 ตุลาภายใต้กระบวนการ (อ) ยุติธรรมหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519
ธนาพล อิ๋วสกุล ชัยธวัช ตุลาธน
https://doct6.com/archives/2205
(3)
หลังจากล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม2519 แล้วมีการควบคุมตัวผู้ต้องหามานานกว่า 10 เดือน รอจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2520 เจ้ากรมพระธรรมนูญจึงได้ออกมาเผยเกี่ยวกับคดี 6 ตุลาว่า อัยการศาลทหารกรุงเทพพิจารณาสำนวนสอบสวนแล้ว
สรุปว่าในจำนวนผู้ต้องหาทั้งสิ้น 106 คน เจ้าหน้าที่ได้ตัวมาสอบสวนเพียง 74 คน อัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง 56 คน สั่งฟ้อง 18 คน ที่เหลืออีก 32 คนนั้น เป็นผู้ต้องหาที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง
จำเลย "คดี 6 ตุลา" จำนวน 18 รายที่ว่า ประกอบด้วย
จำเลยที่ 1 สุธรรม แสงประทุม (23 ปี )นิสิตปี 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เลขาธิการ ศนท. ปี 2519
จำเลยที่ 2 อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ (20 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละครของ อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 3 อภินันท์ บัวหภักดี (19 ปี) นักศึกษาปี 2 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
จำเลยที่ 4 สุรชาติ บำรุงสุข (21 ปี) นิสิตปี 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อุปนายก ฝ่ายกิจการภายนอก สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) ปี 2519
จำเลยที่ 5 ประพนธ์ วังศิริพิทักษ (24 ปี) นักศึกษาปี 5 สาขาอีเลคโทรนิคส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี นายกสโมสรนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าฯ ปี 2519
จำเลยที่ 6 วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ (25 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
จำเลยที่ 7 มหินทร์ ตันบุญเพิ่ม (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง นายกองการนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงปี 2519
จำเลยที่ 8 อารมณ์ พงศ์พงัน (30 ปี) ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหภาพแรงงานการประปานครหลวง รองประธานกลุ่มสหภาพแรงงานแห่งประเทศไทย
จำเลยที่ 9 ประยูร อัครบวร (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง รองเลขาธิการ ศนท. ฝ่ายการเมือง ปี 2519
จำเลยที่ 10 สุชีลา ตันชัยนันท์ (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รองเลขาธิการ ศนท. ฝ่ายสังคมและการศึกษา ปี 2519
จำเลยที่ 11 อรรถการ อุปอัมภากุล (21 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมการ อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 12 สุชาติ พัชรสรวุฒิ (21 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมการ อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 13 ธงชัย วินิจจะกูล (19 ปี) นักศึกษาปี 2 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รองนายก อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 14 คงศักดิ์ อาษาภักดิ์ (26 ปี) ลูกจ้างร้านขายยาศรีไทยฟาร์มาซี
จำเลยที่ 15 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (18 ปี) นักศึกษาปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมาธิการสภานักศึกษา ฝ่ายกิจการภายนอก
จำเลยที่ 16 โอริสสา ไอราวัณวัฒน์ (24 ปี) นักศึกษาปี 6 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เลขาธิการแนว ร่วมอาชีวะเพื่อประชาชนแห่งประเทศไทยปี 2519[39]
จำเลยที่ 17 เสงี่ยม แจ่มดวง (24 ปี) พยาบาลโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ อดีตนายกสโมสรนักศึกษาพยาบาล รามาธิบดีปี 2518
จำเลยที่ 18 เสรี ศิรินุพงศ์ (36 ปี) ข้าราชการกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม
นอกจาก 18 คนแล้ว ยังมีบุญชาติ เสถียรธรรมณี นักศึกษาธรรมศาสตร์และศูนย์ฝึกการบินพลเรือน เขาถูกจับเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2519 เนื่องจากมีรูปปรากฏในหนังสือพิมพ์ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมแสดงละคร “แขวนคอ” ที่ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ด้วย เจ้าพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาบุญชาติเพียงข้อหาเดียวคือ ข้อหาดูหมิ่นองค์รัชทายาท และถูกแยกฟ้องต่อศาลอาญาคนเดียว เนื่องจากเจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่มีข้อหาคอมมิวนิสต์ด้วย จึงไม่ฟ้องต่อศาลทหารตาม “กฎ 6 ต.ค. 19” เหมือนจำเลยอีก 18 คน
จำเลย 18 คน ถูกฟ้องในข้อหาฉกรรจ์ 10 ข้อ รวมกันได้แก่
(ส่วน 6 คนแรก โดนข้อหา 112 ไปด้วย)
1.ร่วมกันมีการกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
2. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
3. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น
4. ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ
5. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเป็นหนังสือและวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
6. ร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก
7. ร่วมมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นซ่องโจรเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิต และร่างกายผู้อื่น
8. ร่วมกันบุกรุกเข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในสำนักงานสถานที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์
9. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย
10. ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิดชนิดธรรมดาและชนิดที่ใช้แต่เฉพาะในการสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
(3)
อย่างที่ทราบคือ ภายใต้นายกพระราชทาน ธานินทร์ กรัยวิเชีย ที่ดำเนินนโยบายขวาขัด ได้สร้างความขัดแย้ง /แตกแยก ให้กับสังคมไทย ที่แม้แต่พวกนิยมเจ้าหลายคนเชินคึกฤทธิ์ ปราโมชยังรับไม่ได้
รัฐบาลธานินทร์ ถึงกาลอวสานเมื่อคณะรัฐประหารเดิมได้ทำรัฐประหารซ้อนในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 ล้มธานิทร์ แล้วดันเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เลขาธิการคณะรัฐประหารขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
เกรียงศักดิ์ ถึงแม้จะเป็น "ขุนศึก" แต่เขาคือ "สายพิราบ" ได้ผ่อนปรนกับฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะนักศึกษามากขึ้น เริ่มจากการผ่อนคลาย ไปจนถึงนิรโทษกรรม
เพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสู้กับคอมมิวนิสต์
บรรยากาศจะเริ่มผ่อนคลายลงหลังการรัฐประหารซ้อน 20 ตุลาคม 2520 เพราะ รัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ สรุปบทเรียนแล้วว่า
การดำเนินนโยบายขวาจัดมีแต่ ทำให้แรงความตึงเครียดมากชั้น และจะกลายเป็นการหนุนเสริมแนวร่วมให้แก่ พคท.
ด้วยนโยบายรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ปลายปี 2520 กิจกรรมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงเริ่มเกิดขึ้นอีกในระดับคณะและชมรม
พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2521 รัฐบาลประกาศให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถมี องค์การ/สโมสรนักศึกษาได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมหาวิทยาลัย สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเปิดให้นักศึกษาในหลายสถาบันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการร่างธรรมนูญนักศึกษาฉบับใหม่ ให้มีการเลือกตั้งสภานักศึกษาและองค์การ/สโมสรนักศึกษา รวมทั้งการจัดทั้งพรรคนักศึกษา
ตลอดปี 2521 องค์กรเคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัยต่างๆได้จัด ประชุมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีภารกิจ “สร้างสรรค์ประชาธิปไตยขึ้นในดินแดนแห่งนี้ นับเป็นภาระอันใหญ่หลวงที่ทำให้ นศ. ทั้งปวงลุกขึ้นมาทวงสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย”
กลางปี 2521 ข่าวลืต่าง ๆ เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลแรงมากขึ้น
ขณะเดียวกันฝ่ายขวาจัดการลุกมาต่อต้านเช่นกัน ทันที่ที่มีข่าวนี้
(4)
และสุดท้ายคือการนิรโทษกรรมนักโทษ 6 ตุลา ก็มาถึง
เกรียงศักดิ์คือคนที่แข็งจะขันมากในการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา
ทั้ง ๆ รู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ประสงค์จะให้มีการนิรโทษกรรมแต่จะให้ตัดนสินคดีโดยเร็วแล้วจะ พระราชทานอภัยโทษ แทน
เรารู้ได้อย่างไร
ข้อเขียนของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ในหลวงภูมิพล กับ พรบ.นิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา : หลักฐานประวัติศาสตร์
https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/pfbid02gxFfr2cuTvBzB6JQfDQZwzkZcKKeHP1ndqZaFJunGoxsUaCizRR8gQ7waM7RmiScl
ได้เอาเอกสารลายมือของภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ (ในขณะนั้น)
บอกถึงความเห็นของในหลวงต่อการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา (ลงวันที่ 6 กันยายน 2521 คือเพียง 10 วันก่อนเกรียงศักดิ์ผลัก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกมา)
เนื้อหามีตามนี้
.......
กราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละออองธุลีพระบาทแล้ว
มีพระราชกระแสว่า เรื่องคดี ๖ ตุลาคมนี้ ได้ทรงปรารภ นรม. [พล.อ.เกรียงศักดิ์ นายกรัฐมนตรี] ตั้งแต่วาระที่เข้าเฝ้าฯรับตำแหน่งที่ภูพานราชนิเวศน์ [พฤศจิกายน 2520] แล้ว ว่าควรจะได้รีบหาทางตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดเสียโดยเร็ว แล้วจัดการให้ผู้รับผิดรีบขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว ไม่กระทบกระเทือนความมั่นคงของบ้านเมือง ทั้งนี้เพราะทรงคาดการณ์ไว้แล้วว่า ถ้าฟ้องศาลสืบพยานหลายๆปาก คดีจะยืดเยื้อเป็นปี และอาจผูกพันเป็นภาระถึงรัฐบาลชุดอื่นๆต่อไปอีก ฝ่ายตรงข้ามก็จะใช้ศาลเป็นเวทีแสดงบทบาทเขย่าการเมือง เป็นผลร้ายถึงความมั่นคงของบ้านเมืองเรื่อยๆไป พยานทั้งฝ่ายจำเลย ฝ่ายโจทก์ จะเป็นตัวเขย่าที่สำคัญ เพราะฉะนั้น เวลานี้ จึงมีพระราชดำริว่า ถ้ามีวิธีการใดที่ถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมาย ที่จะยุติการสืบพยาน และตัดสินลงโทษผู้ผิดเสียได้โดยเร็ว จะเป็นทางดีที่สุด การจะออก พรบ.นิรโทษกรรมนั้น ทรงเห็นว่า จะมีผลสะท้อนที่ไม่ดีในทางการเมือง
ภาวาส บุนนาค
๖ กันยา ๒๑
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1425725087480766&set=a.137616112958343.44289.1000012986570
สภานิติบัญญัติแห่งชากผ่าน พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๒๑
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1390594.pdf
ในวันที่ 15 กันยายน 2521 3 วาระรวดในวันเดียว และเย็นวันนั้น เกรียงศักดิ์ ไปเข้าเฝ้าในหลวงเพื่อให้ลงนามในกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย
เป็นอันว่า ผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา ที่มีคดีต่าง ๆ ประกอบด้วย คดี 112 สำหรับ 6 คะคนแรก
จำเลยที่ 1 สุธรรม แสงประทุม
จำเลยที่ 2 อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ
จำเลยที่ 3 อภินันท์ บัวหภักดี
จำเลยที่ 4 สุรชาติ บำรุงสุข
จำเลยที่ 5 ประพนธ์ วังศิริพิทักษ
จำเลยที่ 6 วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
และคดีอื่น ๆ ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า อันประกอบด้วย
1.ร่วมกันมีการกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
2. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
3. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น
4. ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ
5. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเป็นหนังสือและวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
6. ร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก
7. ร่วมมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นซ่องโจรเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิต และร่างกายผู้อื่น
8. ร่วมกันบุกรุกเข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในสำนักงานสถานที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์
9. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย
10. ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิดชนิดธรรมดาและชนิดที่ใช้แต่เฉพาะในการสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ได้รับการนิรโทษกรรมทันที
(5)
ในบรรดาคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้นิรโทษกรรม ในปี 2569
มี “บิ๊ก” เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ สน.ชนะสงคราม จากกรณีปราศรัยถึงสถาบันกษัตริย์ในงานรำลึก 45 ปี 6 ตุลา 2519
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากบุคคลที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสงบ
https://database.tlhr2014.com/public/case/1922/lawsuit/697/
นี่คือตลกร้ายที่ขำไม่ออกจริง ๆ กับการเมืองไทยในวาระกึ่งศตวรรษ 6 ตุลา