
รู้ทันจีน Epic Fury
13 hours ago
·
【เมื่อสถานทูตจีนนัดสื่อไทยกินข้าว — แหล่งข่าวในวงการเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง】
ช่วงที่ผ่านมาเราได้คุยกับแหล่งข่าวในวงการสื่อไทยคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์ตรงกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมาหลายครั้ง เรื่องที่เขาเล่ามีทั้งส่วนที่เจอมากับตัว ส่วนที่ฟังมาจากเพื่อนร่วมวงการ
มื้ออาหารที่ไม่เหมือนมื้ออาหาร
แหล่งข่าวเล่าว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตเคยเชิญเขาและทีมสำนักข่าวไปกินข้าวที่ร้านใกล้ ๆ สถานทูต จองห้องส่วนตัวไว้เรียบร้อย ฟังดูเหมือนงานเลี้ยงสานสัมพันธ์ธรรมดา แต่เขาบอกว่าบรรยากาศจริงคือ "เหมือนมาทำสืบสวนสอบสวนพวกเรา"
คำถามในวงข้าวไล่มาตั้งแต่เรื่องธุรกิจล้วน ๆ อย่างยอดคนอ่าน ยอดการเข้าถึงของสำนักข่าว แล้วค่อย ๆ ขยับไปเรื่องที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ จุดยืนขององค์กรต่อหลักการจีนเดียว ท่าทีต่อธิเบต อุยกูร์ และไต้หวัน
สังเกตลำดับดี ๆ นะครับ เริ่มจากถามว่าคุณมีอิทธิพลแค่ไหน แล้วค่อยถามว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องที่ปักกิ่งถือว่าอ่อนไหวที่สุด นี้คือการเก็บโปรไฟล์สื่อดี ๆ นี่เอง
แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า วงข้าวแบบนี้ไม่ได้เกิดกับสำนักเขาสำนักเดียว "เขาทำแบบนี้กับทุกสื่อ เวลานัดสื่อทานข้าว"
โทรศัพท์หลังข่าวประท้วงที่เชียงใหม่
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่แหล่งข่าวฟังมาจากเพื่อนที่อยู่อีกสำนักหนึ่ง หลังสำนักนั้นลงข่าวการประท้วงที่เชียงใหม่ซึ่งมีภาพพาดพิงผู้นำจีน ก็มีโทรศัพท์จากทีมฝ่ายสถานทูตโทรเข้ามาที่กองบรรณาธิการ ขอให้ลบทั้งภาพทั้งข่าว เหตุผลคือ "มันเป็นการไม่เคารพต่อผู้นำเขา"
เพื่อนของแหล่งข่าวโดนโทรตามสามสี่รอบภายในวันเดียว จนสุดท้ายกองบรรณาธิการยอมถอยครึ่งทาง เอารูปออก แต่เก็บตัวข่าวไว้
ที่หนักคือแหล่งข่าวอ้างว่า ปลายสายมีการพูดแกมขู่ทำนองว่า ถ้าไม่ทำ เท่ากับไม่ให้ความร่วมมือกับจีน
"จะส่งนักข่าวไปไต้หวันใช่ไหม"
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วขนลุกที่สุดในชุดข้อมูล แหล่งข่าวเล่าว่า เพื่อนอีกคนที่บริหารสำนักข่าวแห่งหนึ่ง อยู่ดี ๆ ก็ถูกฝ่ายสถานทูตถามว่า "จะมีการส่งนักข่าวไปไต้หวันใช่ไหม" ทั้งที่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ที่ไหนเลย เขาก็ปฏิเสธไป
ความจริงที่แหล่งข่าวเฉลยให้ฟังคือ เพื่อนคนนั้นกำลังจะรับนักข่าวไต้หวันเข้ามาทำงาน ไม่ใช่ส่งคนไป
แปลว่าอะไร แปลว่าคำถามของฝ่ายสถานทูตผิดในรายละเอียด แต่จับเค้าความเคลื่อนไหวภายในองค์กรที่ยังไม่เปิดเผยได้ถูก แหล่งข่าวตีความว่า "เหมือนเขาจับตานักข่าวไทยอยู่"
เจอหน้ากันตรง ๆ ก็มี
อันนี้เพื่อนแหล่งข่าวเจอกับตัว เจ้าหน้าที่สถานทูตคนหนึ่งพูดใส่เขาว่า ทุกครั้งที่เจอสำนักข่าวของคุณ มีแต่การเจอที่ไม่น่าประทับใจ
เพื่อนแหล่งข่าวสวนกลับกลางวงว่า ถ้าสถานทูตไม่พอใจข่าวชิ้นไหน สำนักข่าวมีพื้นที่ให้ชี้แจงเสมอ นั่นคือช่องทางแบบมืออาชีพ ไม่ใช่มาแสดงอาการงอแงใส่สื่อแบบนี้ ผลคือเจ้าหน้าที่คนนั้นอึ้งแล้วเดินหนี
แหล่งข่าวยังเล่าอีกว่า ตามงานของสถานทูต ถ้าเจ้าหน้าที่บางคนเจอสำนักข่าวที่ตัวเองไม่ชอบ ก็จะพาพวกมาล้อมแล้วพูดติเตียนกันกลางงานเลยทีเดียว
ทริปดูงาน กินฟรี อยู่ฟรี
มาถึงส่วนที่ตรวจสอบได้เต็ม ๆ แหล่งข่าวพูดถึงหลักสูตร "มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้" ว่าจัดมาเจ็ดรุ่นแล้ว ไปทริปดูงานที่จีน กินฟรี อยู่ฟรี
เราไปเช็กเอกสารสาธารณะมาให้ ข้อมูลตรงตามนั้น โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกับสถานทูตจีน จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 รุ่นละราว 20 คน รุ่น 5 ไปคุนหมิง รุ่น 6 ไปฉงชิ่ง รุ่น 7 เมื่อตุลาคม 2568 ไปหนานหนิง ประกาศของสมาคมฯ ระบุเองว่าผู้ได้รับคัดเลือกไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร มีคนจ่ายให้หมด และปลายปี 2567 สถานทูตยังเปิดทำเนียบทูตจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นศิษย์เก่าโครงการเกือบ 80 คน โดยทูตจีนกล่าวเองว่ามีนักข่าวไทยผ่านโครงการนี้ไปเยือนจีนแล้วกว่าร้อยคน
ประเด็นที่ควรถามคือ "โปร่งใสแค่ไหน" ใครจ่ายเท่าไหร่ มีเงื่อนไขอะไรแฝงหรือเปล่า และมันมีผลกับเนื้อหาข่าวจีนในสื่อไทยหรือไม่ อันนี้คือช่องว่างที่ยังไม่มีใครตอบ
โฆษณา 50 ปี กับความกลัวที่มองไม่เห็น
แหล่งข่าวเล่าว่า ช่วงวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน สถานทูตกับกลุ่มนักธุรกิจไทยสายโปรจีนซื้อโฆษณาในสื่อไทยกันเยอะมาก บางทีซื้อกันทั้งหน้าหนังสือพิมพ์
แล้วเขาก็ชี้ไปที่กลไกที่เจ็บที่สุด นักข่าวไทยจำนวนหนึ่งไม่กล้าหือกับจีน ไม่ใช่เพราะกลัวสถานทูตโทรมา แต่กลัวว่าฝ่ายจีนจะกระซิบนักธุรกิจให้เลิกซื้อโฆษณา
พูดง่าย ๆ แรงกดดันไม่ต้องมาจากปักกิ่งโดยตรง มันเดินทางผ่านกระเป๋าเงินของสื่อเอง ในวงวิชาการเขาเรียกภาวะแบบนี้ว่า media capture สื่อที่การเงินอ่อนแอจะยิ่งเปราะบาง และต้องพูดตรง ๆ ว่าสื่อไทยตอนนี้การเงินอ่อนแอกันแทบทั้งวงการ
ไต้หวัน เรื่องที่วงการกระซิบกันว่าอย่าแตะ
แหล่งข่าวบอกว่าข่าววันชาติไต้หวันคือของแสลง ห้ามแตะ ห้ามลง เพราะลงเมื่อไหร่โดนสถานทูตจีนโทรมาแน่นอน ทั้งที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ซึ่งคนในวงการเรียกกันเองว่าสถานทูตไต้หวัน ก็จ่ายเงินซื้อโฆษณาเหมือนกัน
เขายังเล่าด้วยว่าสื่อใหญ่เจ้าหนึ่งที่เคยมีนักข่าวจากไต้หวันร่วมงาน ก็ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และเคยมีข่าวว่าสถานทูตจีนส่งคนมาแอบร่วมงานวันชาติไต้หวันด้วย
แหล่งข่าวเปรียบว่าทูตไต้หวันถูกปฏิบัติเหมือนลูกเมียน้อย แทบไม่ได้รับเชิญงานของกระทรวงการต่างประเทศไทยเพราะกลัวจีนไม่พอใจ
อีกอย่างทูตคนนี้ถ้าเทียบกับคนก่อนคนก่อน ชื่อ หาน จื้อเฉียง จะดุแข็งกร้าวกว่า เพราะจะเป็นทูตโทรมาบีบนักข่าวเองเลยหากลงข่าวที่ขัดใจกับรัฐบาลจีน 
และ สว.เราบางคนยังโดนเรียกไปคุยในสถานทูตเพียงแค่หลุดคำว่า ประเทศไต้หวัน อีกด้วยครับ
———
ที่มา: คำให้ข้อมูลจากแหล่งข่าวในวงการสื่อไทย
ช่วงที่ผ่านมาเราได้คุยกับแหล่งข่าวในวงการสื่อไทยคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์ตรงกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมาหลายครั้ง เรื่องที่เขาเล่ามีทั้งส่วนที่เจอมากับตัว ส่วนที่ฟังมาจากเพื่อนร่วมวงการ
มื้ออาหารที่ไม่เหมือนมื้ออาหาร
แหล่งข่าวเล่าว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตเคยเชิญเขาและทีมสำนักข่าวไปกินข้าวที่ร้านใกล้ ๆ สถานทูต จองห้องส่วนตัวไว้เรียบร้อย ฟังดูเหมือนงานเลี้ยงสานสัมพันธ์ธรรมดา แต่เขาบอกว่าบรรยากาศจริงคือ "เหมือนมาทำสืบสวนสอบสวนพวกเรา"
คำถามในวงข้าวไล่มาตั้งแต่เรื่องธุรกิจล้วน ๆ อย่างยอดคนอ่าน ยอดการเข้าถึงของสำนักข่าว แล้วค่อย ๆ ขยับไปเรื่องที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ จุดยืนขององค์กรต่อหลักการจีนเดียว ท่าทีต่อธิเบต อุยกูร์ และไต้หวัน
สังเกตลำดับดี ๆ นะครับ เริ่มจากถามว่าคุณมีอิทธิพลแค่ไหน แล้วค่อยถามว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องที่ปักกิ่งถือว่าอ่อนไหวที่สุด นี้คือการเก็บโปรไฟล์สื่อดี ๆ นี่เอง
แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า วงข้าวแบบนี้ไม่ได้เกิดกับสำนักเขาสำนักเดียว "เขาทำแบบนี้กับทุกสื่อ เวลานัดสื่อทานข้าว"
โทรศัพท์หลังข่าวประท้วงที่เชียงใหม่
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่แหล่งข่าวฟังมาจากเพื่อนที่อยู่อีกสำนักหนึ่ง หลังสำนักนั้นลงข่าวการประท้วงที่เชียงใหม่ซึ่งมีภาพพาดพิงผู้นำจีน ก็มีโทรศัพท์จากทีมฝ่ายสถานทูตโทรเข้ามาที่กองบรรณาธิการ ขอให้ลบทั้งภาพทั้งข่าว เหตุผลคือ "มันเป็นการไม่เคารพต่อผู้นำเขา"
เพื่อนของแหล่งข่าวโดนโทรตามสามสี่รอบภายในวันเดียว จนสุดท้ายกองบรรณาธิการยอมถอยครึ่งทาง เอารูปออก แต่เก็บตัวข่าวไว้
ที่หนักคือแหล่งข่าวอ้างว่า ปลายสายมีการพูดแกมขู่ทำนองว่า ถ้าไม่ทำ เท่ากับไม่ให้ความร่วมมือกับจีน
"จะส่งนักข่าวไปไต้หวันใช่ไหม"
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วขนลุกที่สุดในชุดข้อมูล แหล่งข่าวเล่าว่า เพื่อนอีกคนที่บริหารสำนักข่าวแห่งหนึ่ง อยู่ดี ๆ ก็ถูกฝ่ายสถานทูตถามว่า "จะมีการส่งนักข่าวไปไต้หวันใช่ไหม" ทั้งที่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ที่ไหนเลย เขาก็ปฏิเสธไป
ความจริงที่แหล่งข่าวเฉลยให้ฟังคือ เพื่อนคนนั้นกำลังจะรับนักข่าวไต้หวันเข้ามาทำงาน ไม่ใช่ส่งคนไป
แปลว่าอะไร แปลว่าคำถามของฝ่ายสถานทูตผิดในรายละเอียด แต่จับเค้าความเคลื่อนไหวภายในองค์กรที่ยังไม่เปิดเผยได้ถูก แหล่งข่าวตีความว่า "เหมือนเขาจับตานักข่าวไทยอยู่"
เจอหน้ากันตรง ๆ ก็มี
อันนี้เพื่อนแหล่งข่าวเจอกับตัว เจ้าหน้าที่สถานทูตคนหนึ่งพูดใส่เขาว่า ทุกครั้งที่เจอสำนักข่าวของคุณ มีแต่การเจอที่ไม่น่าประทับใจ
เพื่อนแหล่งข่าวสวนกลับกลางวงว่า ถ้าสถานทูตไม่พอใจข่าวชิ้นไหน สำนักข่าวมีพื้นที่ให้ชี้แจงเสมอ นั่นคือช่องทางแบบมืออาชีพ ไม่ใช่มาแสดงอาการงอแงใส่สื่อแบบนี้ ผลคือเจ้าหน้าที่คนนั้นอึ้งแล้วเดินหนี
แหล่งข่าวยังเล่าอีกว่า ตามงานของสถานทูต ถ้าเจ้าหน้าที่บางคนเจอสำนักข่าวที่ตัวเองไม่ชอบ ก็จะพาพวกมาล้อมแล้วพูดติเตียนกันกลางงานเลยทีเดียว
ทริปดูงาน กินฟรี อยู่ฟรี
มาถึงส่วนที่ตรวจสอบได้เต็ม ๆ แหล่งข่าวพูดถึงหลักสูตร "มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้" ว่าจัดมาเจ็ดรุ่นแล้ว ไปทริปดูงานที่จีน กินฟรี อยู่ฟรี
เราไปเช็กเอกสารสาธารณะมาให้ ข้อมูลตรงตามนั้น โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกับสถานทูตจีน จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 รุ่นละราว 20 คน รุ่น 5 ไปคุนหมิง รุ่น 6 ไปฉงชิ่ง รุ่น 7 เมื่อตุลาคม 2568 ไปหนานหนิง ประกาศของสมาคมฯ ระบุเองว่าผู้ได้รับคัดเลือกไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร มีคนจ่ายให้หมด และปลายปี 2567 สถานทูตยังเปิดทำเนียบทูตจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นศิษย์เก่าโครงการเกือบ 80 คน โดยทูตจีนกล่าวเองว่ามีนักข่าวไทยผ่านโครงการนี้ไปเยือนจีนแล้วกว่าร้อยคน
ประเด็นที่ควรถามคือ "โปร่งใสแค่ไหน" ใครจ่ายเท่าไหร่ มีเงื่อนไขอะไรแฝงหรือเปล่า และมันมีผลกับเนื้อหาข่าวจีนในสื่อไทยหรือไม่ อันนี้คือช่องว่างที่ยังไม่มีใครตอบ
โฆษณา 50 ปี กับความกลัวที่มองไม่เห็น
แหล่งข่าวเล่าว่า ช่วงวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน สถานทูตกับกลุ่มนักธุรกิจไทยสายโปรจีนซื้อโฆษณาในสื่อไทยกันเยอะมาก บางทีซื้อกันทั้งหน้าหนังสือพิมพ์
แล้วเขาก็ชี้ไปที่กลไกที่เจ็บที่สุด นักข่าวไทยจำนวนหนึ่งไม่กล้าหือกับจีน ไม่ใช่เพราะกลัวสถานทูตโทรมา แต่กลัวว่าฝ่ายจีนจะกระซิบนักธุรกิจให้เลิกซื้อโฆษณา
พูดง่าย ๆ แรงกดดันไม่ต้องมาจากปักกิ่งโดยตรง มันเดินทางผ่านกระเป๋าเงินของสื่อเอง ในวงวิชาการเขาเรียกภาวะแบบนี้ว่า media capture สื่อที่การเงินอ่อนแอจะยิ่งเปราะบาง และต้องพูดตรง ๆ ว่าสื่อไทยตอนนี้การเงินอ่อนแอกันแทบทั้งวงการ
ไต้หวัน เรื่องที่วงการกระซิบกันว่าอย่าแตะ
แหล่งข่าวบอกว่าข่าววันชาติไต้หวันคือของแสลง ห้ามแตะ ห้ามลง เพราะลงเมื่อไหร่โดนสถานทูตจีนโทรมาแน่นอน ทั้งที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ซึ่งคนในวงการเรียกกันเองว่าสถานทูตไต้หวัน ก็จ่ายเงินซื้อโฆษณาเหมือนกัน
เขายังเล่าด้วยว่าสื่อใหญ่เจ้าหนึ่งที่เคยมีนักข่าวจากไต้หวันร่วมงาน ก็ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และเคยมีข่าวว่าสถานทูตจีนส่งคนมาแอบร่วมงานวันชาติไต้หวันด้วย
แหล่งข่าวเปรียบว่าทูตไต้หวันถูกปฏิบัติเหมือนลูกเมียน้อย แทบไม่ได้รับเชิญงานของกระทรวงการต่างประเทศไทยเพราะกลัวจีนไม่พอใจ
อีกอย่างทูตคนนี้ถ้าเทียบกับคนก่อนคนก่อน ชื่อ หาน จื้อเฉียง จะดุแข็งกร้าวกว่า เพราะจะเป็นทูตโทรมาบีบนักข่าวเองเลยหากลงข่าวที่ขัดใจกับรัฐบาลจีน 
และ สว.เราบางคนยังโดนเรียกไปคุยในสถานทูตเพียงแค่หลุดคำว่า ประเทศไต้หวัน อีกด้วยครับ
———
ที่มา: คำให้ข้อมูลจากแหล่งข่าวในวงการสื่อไทย