วันจันทร์, กรกฎาคม 13, 2569

รัฐบาลเอาใจทุนจีนเป็นพิเศษ สารตั้งต้น คงต้องนับตั้งแต่ยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คนดีย์ที่มากับการเปิดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี -- เริ่มเห็นผลแล้วไง


Reporter Journey
July 10
·
#EDITORIAL นับตั้งแต่ยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกกฎหมายและมาตรการทางภาษีเพื่อเชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป้าหมายหลักคือกลุ่มทุนจีนแบบสุดตัว ให้เข้ามาลงทุนในเกือบทุกอณูของเศรษฐกิจไทยทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่มากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกันพอดีกับทางจีนที่มีนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการค้าไปทั่วโลก และเอเชียตะวันออกเฉียงให้คือเป้าหมายสำคัญที่จีนต้องการเชื่อมต่อมากที่สุดในการเปิดเส้นทางการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เพื่อออกสู่ฝั่งของทะเลจีนใต้
.
นั่นทำให้คลื่นทุนจีน และคนจีนขนาดมหึมาไหลทะลักเข้าท่วมภูมิภาคนี้โดยเฉพาะประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางของภูมิภาคพอดี ต้องรับมือกับ "ของจีน" จนแทบจะสำลักหายใจไม่ทัน
.
นี่ก็พอดีจะตอบคำถามเบื้องต้นได้ว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงดึงแต่ทุนจีนเข้ามาจนเต็มประเทศจนถึงปัจจุบัน
.
ปี 2568 บีโอไอรายงานว่า ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สิงคโปร์ 103,399 ล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่น ยังคงรักษาสถานะแชมป์ในแง่จำนวนรายที่เข้ามามากที่สุดถึง เป็นเงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
.
ส่วนจีนตามมาเป็นอันดับที่ 3 มูลค่า 35,046 ล้านบาท แต่ในแง่ของจำนวนโครงการนั้นนับว่ามีจำนวนมากที่สุดถึง 152 โครงการ โดยเน้นลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
.
แต่สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า แม้สิงคโปร์แซงหน้าจีนกลายเป็นแหล่ง FDI ที่สำคัญที่สุดของไทย แต่เป็นเพราะบริษัทจีนและอเมริกันจำนวนมากใช้สิงคโปร์เป็นฐานตั้งต้นโครงการ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
.
พูดง่ายๆ คือทุนสิงคโปร์จำนวนมากคือทุนสหรัฐฯ ยุโรป และจีนเองที่ "แปลงสัญชาติ" ผ่านโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง ตัวเลขจึงซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น
.
คำถามคือ ไม่มีทุนจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ นอกจากญี่ปุ่น สหรัฐ หรือยุโรปมาลงทุนในไทยเลยเหรอ ?
.
คำตอบคือ มีทั้งสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เพียงแต่มูลค่ารวมและจำนวนโครงการยังห่างจากจีนพอสมควร
.
ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นเจ้าตลาดกลับมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่าในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา FDI จากจีนอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน สวนทางกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นแชมป์เก่าที่กำลังลดบทบาท และค่อยๆ เฟดตัวออกจากไทยอย่างช้าๆ
.
ในฝั่งของจีน นี่คือการอพยพฐานการผลิตที่มีเหตุผลเฉพาะตัวเพื่อมาไทย โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยืดเยื้อจนทำให้บริษัทจีนต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี และไทยเป็นหนึ่งในปลายทางที่จีนเลือกแล้วอย่างชัดเจน
.
รายงานจากบีโอไอที่นำทีมไปโรดโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ในจังหวะที่บริษัทจีนกังวลผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และพบว่าบริษัทแบตเตอรี่-อิเล็กทรอนิกส์จีนหนุนให้ไทยเป็นฐานผลิตของจีนในภูมิภาคอาเซียน โดย WHA ยืนยันว่าลูกค้าจีนเข้าไทยจำนวนมากเพื่อหนีสงครามการค้าเป็นหลัก
.
สอดคล้องกับนโยบายในยุคพลเอกประยุทธ์ที่ผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการออก พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดแก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น
.
◉ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 13-15 ปี
◉ สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับประกอบกิจการ
◉ สิทธิในการเช่าที่ดินราชพัสดุระยะยาวสูงสุด 99 ปี (เช่า 50 ปี และต่ออายุได้อีก 49 ปี)
.
◉ การปรับปรุงเงื่อนไข BOI มีการลดข้อจำกัดและเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ค่ายรถยนต์และบริษัทเทคโนโลยีจากจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยจำนวนมหาศาล
.
◉ การออกวีซ่าพิเศษ (Smart Visa และ LTR Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าระยะยาว 10 ปี เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีฐานะ กลุ่มนักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญพิเศษให้สามารถพำนักในไทยได้ยาวนานขึ้นและง่ายขึ้น โดยลดขั้นตอนการรายงานตัวและผ่อนปรนเงื่อนไขการทำงาน
.
นั่นทำให้ EEC กระจุกตัวไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมทุนจีนหนาแน่นที่สุด โดยเฉพาะนิคมอมตะซิตี้ ระยอง มูลค่าการลงทุนรวม 218,767 ล้านบาท
.
ตามด้วยกลุ่มนิคมของ WHA ในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเดิมทีพื้นที่เหล่านี้คือฐานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่พร้อมใช้งานอยู่ก่อนแล้ว การย้ายฐานจึงเร็วและถูกกว่าการไปเริ่มต้นใหม่ในประเทศที่ยังไม่มีซัพพลายเชนรองรับ
.
ด้วยวัตถุประสงค์การเข้ามาของทุนจีนคือการ หลบเลี่ยงสงครามการค้าและกำแพงภาษี เพื่อมาผลิตสินค้าจีนในไทย การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (transshipment) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไทยถูกสหรัฐฯ จับตาและอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301
.
บทวิเคราะห์ระบุว่า การคัดกรองการลงทุนที่ย้ายมาไทยเพื่อหลบเลี่ยงภาษีปลายทางอย่างสหรัฐฯ เป็นทางแก้ที่เหมาะสมกว่าการคัดกรองเฉพาะสินค้าส่งออก เพราะปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลไทยเองด้วย
.
พูดตรงๆ คือ ทุนจีนบางส่วนที่เข้ามาไม่ได้มาเพื่อสร้างฐานผลิตจริงจัง แต่มาเพื่อแปะฉลาก “Made in Thailand” ให้สินค้าก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งภาครัฐไทยเองก็ยอมรับว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการ ไม่ใช่ผลสำเร็จที่ควรภูมิใจจากตัวเลขการส่งออกที่มักเอามาอวดอ้างว่าเติบโตเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็น ทั้งที่สัดส่วนสินค้าของไทยแท้ๆ อาจจะมีเพียงน้อยนิด ที่เหลือเป็นสินค้าจีนสวมสิทธิ์ประเทศไทยแทบทั้งสิ้นก็ได้
.
ยังมีปัญหาอีกชั้นที่สื่อธุรกิจไทยเริ่มเปิดเผยมากขึ้น คือกรณี "ทุนจีนหลอกจีน" และการใช้เส้นสายกักตุนทรัพยากร รายงานล่าสุดระบุว่า กลุ่มทุนจีนบางกลุ่มมีพฤติกรรมจองโควตาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าไว้สูงถึง 300-400 เมกะวัตต์ แต่ใช้งานจริงเพียง 20-50 เมกะวัตต์ พร้อมกับการกว้านซื้อที่ดินระดับพันไร่ในพื้นที่ระยองและชลบุรี นี่คือด้านที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในวาทกรรมทางการว่า "จีนมาลงทุนไทยเยอะ = ดี" เพราะปริมาณโครงการที่สูงไม่ได้แปลว่าคุณภาพการลงทุนสูงตามไปด้วยเสมอไป
.
เอื้อจีนมากไปจนไม่แฟร์กับทุนชาติอื่นๆ สะท้อนภาพลักษณ์ เงินซื้อไทยได้
.
ไม่ใช่ว่าทุนจากชาติอื่นที่เข้ามาอย่างถูกต้อง ทำตามกฎระเบียบไม่ว่าจะกฎหมายการลงทุน ร่วมทุน กฎระเบียบการค้า และกฎหมายแรงงานจะไม่อยากลงทุนในไทย
.
แต่ต้องยอมรับว่า ชื่อเสียงของไทยในแง่มุมการเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์ต่างๆ ขอหน่วยงานราชการนั้น เป็นที่ขึ้นชื่อลือชากระฉ่อนในหมู่นักลงทุน ที่หากว่ามีการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาใต้โต๊ะ โครงการต่างๆ ก็จะเดินหน้าได้เร็ว มากกว่ามารอกระบวนการตามปกติที่ล่าช้า หรือถูกเตะถ่วงให้ล่าช้า
.
และทุนจีนก็รู้ว่า นิสัยแบบนี้ของไทยคือสิ่งที่จีนสามารถต่อลองด้วยการเล่นเกมส์อำนาจเงินได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเมื่อมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะพัวพันในการเรียกรับสินบน หรือยอมทำความผิดให้กับคนจีนเพื่อแลกเศษเงินกับศักดิ์ศรีข้าราชการ สะท้อนผ่านดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ที่ไทยคะแนนร่วงต่อเนื่องจนต่ำกว่าลาวและเวียดนาม ไปยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา
.
นี่คือข้อมูลที่กระแทกแรงที่สุด ผลการจัดอันดับล่าสุดของ Transparency International ปี 2568 ไทยได้คะแนน 33 เต็ม 100 อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลงจากปี 2567 และลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ที่เคยได้ 36 คะแนน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 19 ปี
.
ที่สำคัญกว่านั้นคือระดับภูมิภาค ซึ่งรายงานระบุชัดว่าไทยอยู่อันดับ 7 ในอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว การที่ไทยถูกเวียดนามและลาวแซงหน้าในดัชนีนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะบริษัทตะวันตกจำนวนมากใช้ CPI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดพื้นฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการติดสินบนข้ามชาติอย่างเข้มงวด เช่น FCPA ของสหรัฐฯ หรือ UK Bribery Act
.
ภาคเอกชนไทยเองประเมินว่าต้นทุนคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องนามธรรม รายงานระบุว่า ภาคเอกชนมองว่าคอร์รัปชันเป็นต้นทุนเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเมินความเสียหายสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะจากการจ่าย "ใต้โต๊ะ" 20-30% ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
.
และที่น่าสนใจคือข้อมูลจาก World Justice Project ซึ่งชี้ว่าปัญหาไม่ได้กระจายเท่ากันทุกจุด แต่กระจุกตัวอยู่ที่ขั้นตอนที่ธุรกิจต่างชาติต้องเผชิญโดยตรง คือการติดสินบนเพื่อขอใบอนุญาตจากภาครัฐ ซึ่งอัตราการจ่ายสินบนเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 7% เป็น 19%
.
นี่คือจุดที่กระทบตรงกับนักลงทุนตะวันตกมากที่สุด เพราะการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคือขั้นตอนแรกที่บริษัทต้องเจอ และเป็นจุดที่บริษัทซึ่งมีนโยบาย compliance เข้มงวดจะเลือกถอยแทนที่จะเสี่ยงผิดกฎหมายบ้านเกิด
.
ต่อมาคือ กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าวเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่มีมานาน ซึ่งการขอเปิดธุรกิจบางประเภทอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องใช้เวลา 3-6 เดือนหรือถึง 1 ปี ขณะที่การใช้นอมินีสามารถทำได้ในเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และมีต้นทุนต่ำกว่าด้วย
.
ระบบนี้สร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว คือลงโทษผู้ที่ทำตามกฎหมายด้วยต้นทุนและเวลาที่สูงกว่า ขณะที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มแก้ไขในปี 2569 นี้เอง โดย ครม. เห็นชอบปลดล็อก 8 ธุรกิจให้ต่างชาติลงทุนได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต ซึ่งมีรายงานว่าเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันจากการเจรจากับ USTR ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 พูดอีกแบบคือ ไทยแก้กฎที่เอื้อต่อทุนตะวันตกก็ต่อเมื่อถูกสหรัฐฯ บีบ ไม่ใช่เพราะเลือกทำเชิงรุกเอง นี่คือหลักฐานเชิงพฤติกรรมที่สนับสนุนข้อสังเกตของคุณบางส่วน
.
ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองซ้ำเติมทุกอย่าง เรียกว่าเป็นวิกฤตศรัทธาในสถาบันตรวจสอบยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มเมื่อปี 2568 และสืบไปสืบมาพบว่ามีส่วนพัวพันกับบริษัทก่อสร้างของจีนที่เข้ามารับงาน ซึ่งมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในหลายประเทศเรื่องการทิ้งงาน และมาตรฐานความปลอดภัย
.
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคะแนน CPI ของไทย เพราะสะท้อนความอ่อนแอของกลไกป้องกันคอร์รัปชันและความเปราะบางของหน่วยงานตรวจสอบอิสระ โดยเฉพาะความไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดรายใหญ่ได้ เหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์แบบนี้ส่งสัญญาณเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไป เพราะมันบอกว่าแม้แต่กลไกตรวจสอบภาครัฐเองก็ยังไม่น่าเชื่อถือ
.
ที่สำคัญคือ การก้าวขึ้นมาของประเทศเพื่อนบ้านที่แย่งชิง "แสง" โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซียก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเวียดนามเพิ่งได้รับการจัดกลุ่มใหม่เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงจากธนาคารโลก และมีจุดแข็งด้านการดึงดูดการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนตะวันตกมองเป็นทางเลือกแรกมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกฎระเบียบที่คาดเดาได้มากกว่าและมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ต่อเนื่องกว่า
.
แม้ในดัชนีนิติรัฐของ WJP ปี 2568 ไทยจะยังคะแนนดีกว่าเวียดนามเล็กน้อยก็ตามโดยไทยได้ 0.50 คะแนน อันดับ 77 จาก 143 ประเทศ ขณะที่เวียดนามได้ 0.49 ความห่างที่แคบมากนี้บอกว่าไทยไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างขาดลอยเหมือนในอดีตอีกต่อไป
.
โดยสรุปแล้ว ไม่ใช่ไทยเลือกจีน แต่จีนคือผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงที่ไทยมีอยู่ได้มากกว่า
.
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ รัฐบาลไทยไม่ได้ "เลือกดึงแต่ทุนจีน" ในเชิงนโยบายอย่างจงใจ เอกสารนโยบาย BOI ทุกฉบับยังคงเขียนถึงเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากทุกชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ทุนจีนมีแรงผลักจากบ้านตัวเองอย่างสงครามการค้า รุนแรงกว่าทุนชาติอื่น และมีความอดทน และเข้าเล่นเกมกับการใช้เงินซื้อศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนไทยได้ง่ายกว่า เพราะบริษัทจีนจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันด้าน compliance หรือธรรมาภิบาลระดับเดียวกับบริษัทตะวันตกที่ต้องตอบผู้ถือหุ้นและกฎหมายป้องกันการติดสินบนข้ามชาติ
.
ขณะที่ทุนตะวันตกเองก็ไม่ได้หายไปจากไทยทั้งหมด แต่เลือกเข้ามาในสัดส่วนที่ระมัดระวังกว่า กระจุกอยู่ในภาคที่ความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบต่ำกว่า เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส มากกว่าภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาที่ดิน ใบอนุญาต และการเจรจากับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
.
ภาพลักษณ์ของไทยจึงกำลังสร้างปัญหาเรียกคนประเภทเดียวกันให้มาคบค้าสมาคม ไทยเทา คู่กับจีนเถื่อน คู่สมรสที่ลงตัว "ดุจผีเน่าและโลงผุ" คือความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบภาครัฐที่ต่ำ ต้นทุนแฝงจากคอร์รัปชันในกระบวนการขอใบอนุญาต และความล่าช้าของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว กลายเป็นคราบสกปรกที่ติดบนหน้าผากของไทยในสายตาต่างชาติ ที่ทำให้ไม่กล้าที่จะอยากเข้ามาลงลึกด้วย ในเมื่อมีตัวเลือกที่สะอาดและโปร่งใสกว่าอยู่ใกล้
.
ตราบใดที่ไทยยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง ช่องว่างระหว่างทุนจีนกับทุนตะวันตกในไทยก็มีแนวโน้มจะยิ่งถ่างออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะไทยเลือก แต่เพราะไทยเลือกทำตัวเองที่จะเดินบนเส้นทางที่ "ทุนดีๆ" เขาไม่ทำกัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1588914239258052&set=a.226668178816005