วันเสาร์, เมษายน 28, 2561

พลังดูดนี่หรือเป็นครรลองการเมืองของไทยที่ คสช. ถือปฏิบัติ


สามหมื่นคน-สี่หมื่นล้านบาท แห่งพลังดูด กับ ๓๕๐ ล้าน ประชาชนช่วยกันระดมทุนพรรค และชูสามนิ้วเรียกหาประชาธิปไตย อันไหนกันแน่เป็น ครรลองการเมืองที่ควร

เมื่อวาน (๒๗ เมษา) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บ้วนภาษาไทยออกมาในรายการศาสตร์พระราชาว่า การ ดูด ส.ส.จากพรรคอื่นมาเป็นเสียงสนับสนุนตน นั้นมีความเป็นมายาวนานแล้ว

“เป็นครรลองประชาธิปไตยของไทยตลอดมา” ไม่ใช่แค่ คสช. “หากมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญเช่นเดียวกันแล้ว ก็น่าจะช่วยกันทำงานได้นะ”


งานที่ประยุทธ์พูดถึงนี่ก็คือการรวบบ้านครองเมืองต่ออีกอย่างน้อยหนึ่งสมัยสี่ปี หลังจากที่อยู่ไปจนครบห้าปี และพวกที่ถูกดูดนอกจากนามสกุล คุณปลื้มแล้วน่าจะมีก๊วน ชิดชอบกับก๊ก เทพสุทินและอีกบางยี่ห้อ ตามมา

สองวันก่อนรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เจ้าพ่อบุรีรัมย์ คุยเรื่องจัดชาวบ้านสามหมื่นคนไปต้องรับประยุทธ์เดินสายหาเสียง ครม.สัญจรว่า “ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ดีไม่ดีอาจเกินกว่านั้น...เพราะสถานะของคุณเนวิน ชิดชอบ หรือของนักการเมืองในบุรีรัมย์ เราคือตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว”


จังหวะปะเหมาะพอดี เสาร์-อาทิตย์นี้เป็นสองวันก่อนจะสุดท้าย หมดเวลายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง (เก่า) ในวันที่ ๓๐ เมษา ซึ่งพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นเสียงข้างมากตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เปิดให้สมาชิกไปลงทะเบียนได้ทั้งวัน (๙ ถึง ๕)

ก็เป็นข่าวขึ้นมาว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำนักการเมืองกลุ่ม วังน้ำยมอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะไม่ยืนยันการเป็นสมาชิก จะด้วยเหตุผลใดแหล่งข่าวไม่แจ้ง แต่ก็ลือกันลั่นจนปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์บ้างแล้วว่า นี่เป็นอีกหนึ่งก๊วนที่จะไปตามพลังดูด รวมทั้งตระกูลสะสมทรัพย์อีกก๊กหนึ่งด้วย


สำหรับพลังดูดที่ว่านั้นเห็นจะไม่มีใครให้เบาะแสได้ดีเท่า อดีตคนนับถือกันของ คสช. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำต้องออกมา ปูดหลังจากถูกนักเขียนแค้นหุ่นทุนสามานย์อย่าง เปลว สีเงิน แซะแรงๆ ว่า “แสดงความเห็นเป็นศัตรูกับคสช. วิจารณ์คสช.โดยไม่ได้อยู่บนหลักเหตุผลที่เป็นจริง

น้องม้าร์ค “กล่าวถึงกรณี ครม.สัญจรที่กลุ่มจังหวัดอีสานใต้ ท่ามกลางกระแสดูดนักการเมืองเข้าร่วมรัฐบาล คสช.ว่า รัฐบาลทำระบบสัญจรมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งทำ” และ “ที่มีการระบุมีการระดมทุนถึง ๔ หมื่นล้าน เพื่อใช้ในการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนทหาร

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนไม่ทราบ ต้องไปถามคนที่พูดเรื่องนี้ ตนทราบเพียงว่า ได้รับคำยืนยันว่ามีคนในรัฐบาล มีความพยายามจะสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มทุนเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมือง...

ส่วนคนที่ทำอะไรโดยไม่อายก็มักจะได้เปรียบเป็นธรรมดา จึงขอเรียกร้องให้มีการแข่งขันกันอย่างเสมอภาค แล้วประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบในผลการเลือกตั้ง และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็ควรที่จะเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน”


ตอนท้ายนี่มีหลายคนฉงนสนเท่ห์ว่า ฮ้า ออกมาจากปากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ไง ผิดครรลองการเมืองแบบไทยๆ หมด กระนั้นเขายังไม่วายน้อมรับวาทกรรม คสช. ว่า

ผมตระหนักถึงสถานการณ์บ้านเมืองในยามไม่ปกติดีและไม่เคยแสดงความเห็นแบบเป็นศัตรูกับรัฐบาลหรือใคร แต่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หลักการความถูกต้องของบ้านเมืองทั้งสิ้น” แต่ก็ยังอ้างว่าจะปฏิรูปพรรคให้เข้าสู่ยุคใหม่จนได้
 
แม้นว่าจะมีพรรคยุคใหม่เกิดขึ้นแล้วโดยสองคนหนุ่มกับอีกหลายคนรุ่นใหม่ ประกาศให้ประชาชนที่ศรัทธาต่อแนวทางการเปลี่ยนแปลง และสมาชิกซึ่งปาวารณาตัว “ไม่ทำการเมืองแบบเก่า” ร่วมกันระดมทุนดำเนินงานและสนับสนุนการส่งสมัครรับเลือกตั้ง ให้ได้ราว ๓๕๐ ล้านบาท

นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการระดมทุนผ่านนวัตกรรมใหม่อย่างที่เรียกว่า ‘Crowd Funding’ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมทุกระดับและดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส” เป็นคำประกาศล่าสุดจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล สองผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่


ทว่าข้อเรียกร้องของคน (ที่เคย) กันเองกับ คสช. จะหาความแฟร์ได้แค่ไหน ยากที่จะไว้วางใจได้ ในเมื่อการกระทำที่เป็นมาและเป็นอยู่ ล้วนตรงข้ามทั้งสิ้น ดังเห็นจากกรณีที่อัยการเพิ่งสั่งฟ้องนายรังสิมันต์ โรม คดี อาร์ดีเอ็น ๕๐ในข้อหาก่อความวุ่นวายตามความผิดมาตรา ๑๑๖ และขัดคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ทำการชุมนุมเกิน ๕ คนนั้น
 
คำฟ้องอ้างว่าเขา “ร่วมกันปราศรัยโจมตีการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)...

พร้อมกับการชูนิ้วสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน อันเป็นสัญลักษณ์ในทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้น

โดยอ้างว่า “เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่ารัฐบาลและทหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบกับรัฐบาล


ภาพลักษณ์ในเชิงลบอันเกิดจากการชูสามนิ้วเพื่อเรียกหาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งโดยไวนี่นะ ต้องหาร้ายแรง ม.๑๑๖ ว่าเป็นภัยต่อประเทศชาติ ต่อความมั่นคง เชียวหรือ

ชะตากรรม ของ "สนธยา คุณปลื้ม" และพรรคทหารในปัจจุบัน จะลงเอยเช่นไร






สนธยา คุณปลื้ม เข้าแก็งส์ไหนหัวหน้าตายหมด และชะตากรรม
ของสนธยาและพรรคทหารในปัจจุบัน

.........................
สนธยา คุณปลื้ม (10 ตุลาคม 2506) เป็นบุตรของ กำนันเป๊าะ นายสมชาย และนางยุพิน คุณปลื้ม เจ้าพ่อภาคตะวันออก ผู้เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมต่าง ๆ เช่น การค้าของเถื่อน การทุจริต และฆาตกรรม

ก่อนหน้านั้น กำนันเป๊าะ ได้เล่นการเมืองเบื้องหลังโดยสนับนักการเมืองคนอื่น ๆ รวมทั้งนายนิคม แสนเจริญ น้องเขยตัวเอง

จนกระทั่งสนธยาเข้าสู่การเมืองครั้งแรก เมื่ออายุ 29 ปี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี สังกัดพรรคสามัคคีธรรม ที่มีนายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค

ในครั้งนั้นพรรคสามัคคีธรรมได้ 4 จาก 6 ที่นั่ง อย่างที่ทราบกันดีว่า พรรคสามัคคีธรรมคือพรรคที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น และชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล ที่มีพล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี

แน่นอนว่า สนธยา คือ 1 ใน 195 เสียงที่โหวตให้สุจินดาเป็นนายก อย่างที่ทราบคือสุจินดาอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 47 วันก็ต้องลาออก ภายหลังการจากการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาเลือด หลังจากนั้นพรรคสามัคคีธรรมก็ล่มสลาย เหมือนพรรคทหารก่อนหน้านั้น

ในการเลือกตั้ง 13 กันายน 2535 สนธยาได้ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา ของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยเริ่มต้นพรรคชาติพัฒนาเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลชวน หลีกภัย และสนธยาก็เป็นหนึ่งในกลุ่ม 16 ที่เป็นการรวมตัวของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ที่มี เนวิน ชิดชอบ ไพโรจน์ สุวรณฉวี สุชาติ ตันเจริญ เป็นแกนนำ

แม้ต่อมาพรรคชาติพัฒนา จะพลิกลิ้นได้เข้าร่วมรัฐบาลชวน หลีกภัย ปลายปี 2537 สนธยาได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่นานรัฐบาลชวน ก็ต้องยุบสภา อันเนื่องมาจากปัญหา ส.ป.ก. 4-01 ที่มีกลุ่ม 16 เป็นหัวหอกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หลังจากการเลือกตั้ง 2538 สนธยา คุณปลื้ม ได้ย้ายมาสังกัด พรรคชาติไทย ของบรรหาร ศิลปอาชา และในการเลือกตั้งครั้งนั้น สนธยา คุณปลื้ม ได้นำทีมพรรคชาติไทย ชนะเลือกตั้งแบบยกจังหวัดแต่รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ก็อยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องยุบสภา ในวันที่ 27 กันยายน 2539

ในการเลือกตั้ง 2539 สนธยาคุณปลื้ม แม้จะนำทีม พรรคชาติไทย ชนะยกจังหวัดอีกครั้ง แต่ทว่า พรรคชาติไทย ของบรรหาร ศิลปอาชา ก็เป็นเพียงฝ่ายค้านเท่านั้น โดยมีรัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่ บริหารประเทศ ต่อมามีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เป็น รัฐบาลชวน หลักภัย 2 สนทธยาได้ดำรงตำแหน่งรมช. มหาดไทย

ในการเลือกตั้ง 2544 สนธยา คุณปลื้ม ก็ยังคงสังกัดพรรคชาติไทย ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สนธยา ได้นำ พรรคชาติไทยกวาด 6 ที่นั่ง เสียที่นั่ง ไปให้กับพลเรือโทโรช วิภัติภูมิประเทศ จากพรรคไทยรักไทย แต่ทว่า สนธยาก็ยังได้เข้าร่วมรัฐบาล ในนามพรรคชาติไทย โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 – 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 และเป็น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 – 10 มีนาคม พ.ศ. 2547

และเมื่อถึงการเลือกตั้ง 2548 สนธยา คุณปลื้ม ได้ย้ายกลุ่มชลบุรีมาเข้าร่วมพรรคไทยรักไทย การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคไทยรักไทยได้กว่าที่นั่งทั้งจังหวัด จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้ 375 ที่นั่งจาก 500

แต่ทว่า พรรคไทยรักไทย ก็ โดนรัฐประหาร ใน 19 กันยายน 2549 และตามมาด้วยการยุบพรรคในวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 และสนธยาคือ 1 ใน 111 กรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสทิธิทางการเมือง 5 ปี

ดังนั้นในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 สนธยาได้แต่มองดูความพ่ายแพ้เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชนะยกจังหวัดชลบุรีเป็นครั้งแรก

ต่อมาสนธยาคุณปลื้ม ได้ตั้งพรรคพลังชล ลงเลือกตั้งในปี 2554 ผลปรากฏว่า พรรคพลังชล ได้ 6 จาก 8 ที่นั่ง ในจังหวัดชลบุรี และระบบบัญชีรายชื่อ อีก 1 ที่นั่ง รวม 7 ที่นั่ง พรรคพลังชลได้เข้าร่วมรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีสุกุมล คุณปลื้ม ภรรยาสนธนาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

(9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 – 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555)

ต่อมาเมื่อครบ 5 ปีที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง นายสนธยา คุณปลื้ม ก็กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แทนภรรยา

อย่างที่ทราบ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตร ก็ถูกรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 กล่าวได้ว่า สนธยา คุณปลื้ม คือหนึ่งในบุคคลที่เรียกว่าตัวซวนเพราะ เข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด โดยเฉพาะกับตระกูลชินวัตร
เข้าร่วมพรรคไทยรักไทย 2548 อีก 1 ปี 2549 ก็โดยรัฐประหาร
เข้าร่วม ครม.ยิ่งลักษณ์ ชิรวัตร 2555 อีก 2 ปี 2557 ก็โดนรัฐประหาร

ดังนั้นการเข้าร่วม ทำงานกับ คณะรัฐประหาร 2557 เราก็พอจะทราบกันดีว่า จุดจบของสนธยา คุณปลื้ม และพรรคทหารจะลงเอยเช่นไร

รานชื่อพรรคการเมือง ที่พรรคการเมือง สนธยา คุณปลื้ม เคยร่วมงาน

สามัคคีธรรม (2535)
ชาติพัฒนา (2535 – 2538)
ชาติไทย (2538 – 2544)
ไทยรักไทย (2544 - 2549)
ภูมิใจไทย (2551 - 2554)
พลังชล (2554-ปัจจุบัน)


Thanapol Eawsakul


ศาลจะขออยู่กับป่าไปก่อน10ปี คนเชียงใหม่จะว่าอย่างไร?? วันที่29 เมษา ช่วยกันออกไปส่งเสียง ที่ข่วงท่าแพ





ศาลจะขออยู่กับป่าไปก่อน10ปี
คนเชียงใหม่จะว่าอย่างไร?? วันที่29 เมษา ช่วยกันออกไปส่งเสียง ที่ข่วงท่าแพ บอกศาลไปเลยดังๆว่า ลงมาเต๊อะ คนเชียงใหม่ ไม่ให้อยู่ จะทุบจะรื้อทิ้งเท่านั้น ไม่มีคำตอบอื่น!!
#เพจขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ https://goo.gl/drKZ7v (มินท๊อป)



ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ


คณะสงฆ์เชียงใหม่”ขอบิณฑบาตขอคืนป่าดอยสุเทพ” หลายองค์กรในเชียงใหม่แสดงเจตจำนงค์เข้าร่วม”ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ”





คณะสงฆ์เชียงใหม่”ขอบิณฑบาตขอคืนป่าดอยสุเทพ” และหลายองค์กรในเชียงใหม่แสดงเจตจำนงค์เข้าร่วม”ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ”

By Admin01
ที่มา Mountain Peak News


วันที่ 27 เมษายน 2561 หลายองค์กรในเชียงใหม่เริ่มออกมาแสดงเจตจำนงค์เข้าร่วมกับเครือข่าย”ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” เพื่อแสดงออกว่า”ต้องรื้อโครงการสร้างบ้านพักของตุลาการศาลอุธรณ์ภาค 5″ เพื่อคืนผืนป่าให้ดอยสุเทพ

คำแถลงจาก “สมาคมสถาปนิกผังเมืองเชียงใหม่”เรื่อง การเข้าร่วมกับเครือข่าย 16 ภาคี ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นาย คธาทิพย์ เอี่ยมกมลา (นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย) 27/4/2561





สมาคมวิชาชีพ “ผู้บริหารการศึกษาอำเถอดอยสะเก็ด”แถลงขอสนับสนุนทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพ 27/4/61





ภาพบรรยากาศประชุมคณะสงฆ์เชียงใหม่ ณ. วัดพระธาตุดอยสะเก็ด เรื่องขอบิณฑบาตขอคืนป่าดอยสุเทพ







โดยล่าสุดทางกลุ่ม”ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ”ออกประกาศข้อห้ามในการเข้าร่วมการประกาศเจตนา ในวันที่ 29 เมษายน 2561 ที่จะถึงนี้ว่า
“ประกาศเครือข่ายฯ เรื่องข้อห้ามในระหว่างประกาศเจตนา 29 เมษายน 2561

เราจะชุมนุมเพื่อวัตถุประสงค์หลักเรื่องเดียวคือ ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ดังนั้นจึงขอประกาศห้ามผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มอื่นใด ที่แฝงเข้ามารณรงค์เรื่องของตนเอง โดยเฉพาะการรณรงค์และแสดงออกทางการเมืองเพื่อกลุ่มฝ่ายของตัว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการแปรเจตนาของเครือข่ายผิดไป

ทางเครือข่ายยินดีต้อนรับแผ่นป้ายและอุปกรณ์รณรงค์ที่พี่น้องผู้เข้าร่วมคิดประดิษฐ์ขึ้นมาร่วม แต่จะขอใช้สิทธิ์ของผู้จัดงาน ห้ามไม่ให้มีอุปกรณ์หรือสื่อใดๆ ที่มีถ้อยคำหยาบคายหมิ่นประมาท ก่อให้เกิดความร้าวฉานหรือคลางแคลงใจต่อวัตถุประสงค์การเคลื่อนไหวรณรงค์ทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ โดยเฉพาะการรณรงค์และโจมตีทางการเมือง และหากมีกลุ่มองค์กรอื่นใดประสงค์มาร่วม ขอให้แจ้งคณะทำงานก่อนล่วงหน้า

ทำกันถึงขนาดนี้... ‘ศาลทหารไม่ให้ประกัน “สิรภพ” หรือ ‘รุ่งศิลา’ คดี 112 เป็นครั้งที่ 6 แล้ว ด้านจำเลยถูกคุมขังในเรือนจำมาจวนครบ 4 ปี แต่คดีสืบพยานไปได้เพียง 2 ปากเท่านั้น





ศาลทหารไม่ให้ประกัน “สิรภพ” คดี 112 ครั้งที่ 6 – จำเลยถูกคุมขังจวนครบ 4 ปี สืบพยานได้ 2 ปาก


27/04/2018
By Admin01
ที่มา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


27 เม.ย. 61 ศาลทหารกรุงเทพนัดสืบพยานโจทก์ในคดีของนายสิรภพ (สงวนนามสกุล) หรือ ‘รุ่งศิลา’ นักเขียนและกวีการเมือง ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากการเขียนบทกลอนและเผยแพร่ข้อความในเว็บไซต์จำนวน 3 ข้อความ

ในนัดนี้ ศาลทหารนัดหมายสืบพยานโจทก์เป็นบุคคลทั่วไปผู้มาให้ความเห็นต่อเนื้อหาของข้อความที่จำเลยถูกกล่าวหา แต่พยานไม่มาศาล ทำให้ศาลทหารเลื่อนการสืบพยานโจทก์ออกไปเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2561 เวลา 8.30 น.

ในวันนี้ ครอบครัวของนายสิรภพยังได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยต่อศาลทหาร โดยยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 500,000 บาท แต่ศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันตัวเช่นเดิม โดยทนายความระบุว่าครั้งนี้เป็นการยื่นขอประกันตัวเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยศาลยังคงไม่อนุญาต ทำให้จนถึงปัจจุบันเขาถูกควบคุมตัวในเรือนจำมาเป็นเวลา 3 ปี 10 เดือน แล้ว

คดีนี้จำเลยถูกกล่าวหาว่าได้เขียนบทกลอนและข้อความที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยใช้นามแฝงว่า “รุ่งศิลา” จำนวน 3 ข้อความ ข้อความหนึ่งเผยแพร่ลงในเว็บบอร์ดประชาไทในปี 2552 และอีกสองข้อความเผยแพร่ในเว็บบล็อกและเฟซบุ๊กส่วนตัวในปี 2556 และ 2557

นายสิรภพ ปัจจุบันอายุ 55 ปี เป็นนักกิจกรรมเสื้อแดง ใช้นามปากกา ‘รุ่งศิลา’ ในการเขียนบทความและกวีการเมืองในโลกออนไลน์ หลังรัฐประหาร เขาถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหารขณะขับรถไปยังจังหวัดอุดรธานี ก่อนถูกนำตัวไปควบคุมตัวในค่ายทหารที่ขอนแก่นและกรุงเทพฯ จนครบ 7 วัน หลังจากนั้นเขาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. และถูกเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) แจ้งข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก่อนถูกส่งตัวไปฝากขังเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2557 ทำให้เขาถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมา

อัยการทหารได้มีการสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2557 และศาลทหารนัดถามคำให้การตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. 2557 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาสามปีครึ่งแล้ว คดีสืบพยานโจทก์ไปได้ทั้งหมดเพียง 2 ปาก โดยฝ่ายโจทก์มีการระบุพยานที่จะสืบจำนวนทั้งหมด 10 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยจะสืบทั้งหมด 3 ปาก

ในคดีนี้ อัยการทหารยังแถลงขอให้ศาลพิจารณาเป็นการลับ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอาจกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร ซึ่งศาลทหารก็ได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับโดยตลอด ผู้สังเกตการณ์คดีโดยทั่วไปไม่สามารถเข้าฟังการพิจารณาได้

ในส่วนอีกคดีหนึ่งของสิรภพ ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเรียกบุคคลเข้ารายงานตัวของ คสช. ศาลทหารกรุงเทพมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2559 โดยพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 18,000 บาท โดยลดโทษจำคุกเหลือ 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท เนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ แต่ให้รอการลงโทษจำคุกเอาไว้ 2 ปี (ดูในรายงานและรายงานข่าว)

"อาลีบาบา" ได้อะไรจากไทย ไทยต้องเสียอะไร ให้ “อาลีบาบา”





ไทยต้องเสียอะไร ให้ “แจ็ค หม่า” มีโอกาส





26 เมษายน 2018

เขียนโดย อสรพิษ
Work Point News


ข่าวการมาถึงของ “แจ็ค หม่า” เพื่อร่วมมือกับรัฐบาลไทยถือเป็นข่าวใหญ่ แถมวันรุ่งขึ้นยังสร้างความตื่นตะลึงด้วยการขายทุเรียน 80,000 ลูกในไม่กี่นาทีผ่านทางเว็บไซต์ในเครืออาลีบาบา ทำให้เกิดการถกเถียงถึงข้อดีและข้อเสียของการรุกตลาดอีคอมเมิร์ซผ่านการจับมือเซ็น MOU กับรัฐบาลไทย

อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ตลาดอีคอมเมิร์ซของจีน ที่มีผู้บริโภคจำนวนมหาศาลชาวจีนหนุนหลัง แน่นอนว่าฝั่งหนึ่งมองเป็นประโยชน์ แต่อีกฝั่งมองด้วยสายตาที่หวาดหวั่น เพราะเมื่อผู้เล่นรายใหญ่ลงมาเล่นกับตลาดไทยด้วยตัวเอง ผู้ผลิตจำนวนหนึ่งก็จะเห็นโอกาสในการขายของหารายได้ ส่วนคนขายของและอีคอมเมิร์ซรายย่อยย่อมมองเห็นลางร้ายไม่ต่างจากโชว์ห่วยมองเมกะสโตร์รุกเข้าสู่ชุมชนอย่างทำอะไรไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้เล่นรายใหญ่ที่มีรัฐบาลหนุนหลังอย่างเต็มตัว

แต่การปรากฏของข่าว “ทุเรียน 80,000 ลูก” อาจกำลังกลบประเด็นที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่งที่ว่า

เรากำลังเสียอะไร เพื่อให้ “แจ็ค หม่า” เข้ามามีโอกาสในประเทศแห่งนี้

เรื่องอันว่าด้วยตลาดอีคอมเมิร์ซที่ถูกรุกคืบจากทุนยักษ์ต่างชาติอาจยังเป็นเรื่องถกเถียงกันได้ถึงข้อดีข้อเสีย เพราะบางคนอาจมองว่านี่คือการล่มสลายของทุนในประเทศ แต่หลายคนอาจมองว่านี่คือภาวะปกติของทุนนิยม โดยเฉพาะทุนอันว่าด้วยโลกออนไลน์ที่ไร้พรหมแดน ที่แม้เขาไม่เข้ามา แต่ประตูก็เปิดกว้างอยู่แล้ว

รวมไปถึงเรื่องที่ชาวสวนไทยจะได้อะไร เพราะเราแค่ผลิต แต่ส่วนต่างกำไรอันมหาศาลไปอยู่กับ “แจ็ค หม่า” ที่สถาปนาตัวเองเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยไม่ต้องลงทุนลงแรง หรือกระทั่งมีคนบอกว่าคนส่งออกทุเรียนรายใหญ่จริงๆ แล้วก็เป็นคนจีนทั้งสิ้น

ทั้งยังมีเรื่องการซื้อขายสินค้าเกษตรของประเทศจีนที่ต้องถูกควบคุมโดย COFCO Corporation (คอฟโค คอร์เปอเรชั่น) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน ที่ทำหน้าที่ควบคุมการซื้อขายสินค้าเกษตรในประเทศจีน เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่ หากมีการทุ่มตลาดอาจกระทบกับตลาดโดยรวม ทำให้ต้องมีองค์กรนี้มาควบคุม ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายคนไทยก็แทบจะเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รอง

แต่คำถามสำคัญกลับถูกกระแส “ทุเรียน” และ “อีคอมเมิร์ซ” พัดพาไป

“แจ็ค หม่า – ไทย” เซ็น MOU เรื่องอะไร

ต้องบอกว่าเรื่องที่เซ็น MOU นั้นมีสี่เรื่อง ได้แก่

1. ความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสำนักงานอีอีซี และ Alibaba (China) Company Limited

2. ความร่วมมือด้านการลงทุน Smart Digital Hub ในพื้นที่ อีอีซี ระหว่างสำนักงานอีอีซี กรมศุลกากร และบริษัท Cainiao Smart Logistics Network

3. ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรในด้านดิจิทัล และการส่งเสริมธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซ ระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ Alibaba Business School และ 4. ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวผ่านดิจิทัลและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และบริษัท Fliggy จัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับประเทศไทย เพื่อนำสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และแผนที่ท่องเที่ยว กระจายในระบบออนไลน์แพลทฟอร์มเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับ Internet of Things (IOT) ที่เป็นเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการธุรกิจ นับเป็นความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่างๆ นอกเหนือจากโครงการลงทุนนับแสนล้านบาท นอกจากนี้จะมีพิธีเปิดการซื้อขายข้าวไทยผ่าน tmall.com ด้วย

“แจ็ค หม่า” จะได้อะไร

จากการเปิดเผยของ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่าข้อสองของ MOU คือการลงทุน smart digital hub คือจะมีการสร้างฮับกระจายสินค้าในพื้นที่อีอีซี โดยจะดำเนินการภายใต้เขตปลอดอากรของกรมศุลกากร ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปเจรจากับบีโอไอ

ซึ่งเขตปลอดอากรจะหมายถึงสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ หากนำเข้ามาในพื้นที่เพื่อผลิตหรือส่งออก ก็จะไม่ต้องเสียภาษี แต่หากนำเข้ามาขายในประเทศก็ต้องเสียภาษี

กุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากรระบุว่า “กรมศุลกากรได้ลงนามความร่วมมือกับอาลีบาบา โดยจะออกแบบระบบให้เชื่อมโยงและตรวจสอบควบคุมด้วยระบบ QR Code และควบคุมการขอส่งสินค้าด้วยระบบ e-Lock กล่าวคือเมื่ออาลีบาบานำสินค้าเข้ามากรมศุลฯ จะทำ QR Code ติดที่ตัวสินค้า จากนั้นก็จะใช้ระบบ e-Lock ติดตามระหว่างการขนส่งจากสนามบินไปที่เขตปลอดอากรในอีอีซี”

อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่จะมีการตั้ง Smart Digital Hub กลับไม่มีการระบุอย่างเป็นทางการ

ทำให้เข้าใจได้ว่า “แจ็ค หม่า” จะได้สร้างฮับกระจายสินค้า แต่คำถามใหญ่กว่านั้นคือทำไมถึงไม่เป็นเจ้าอื่น ทำไมต้องเป็น “อาลีบาบา” โครงการที่ใหญ่เช่นนี้ไม่มีบริษัทอื่นที่มีความพร้อมเลยหรือ และมีการเปิดประมูลอย่างถูกต้องหรือสมควรเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดหรือไม่

นอกจากโครงการได้อะไรอีก

นอกจากโครงการยักษ์แล้ว ยังมีเรื่องสิทธิประโยชน์ในการลงทุน โดยสิทธิประโยชน์การลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในกิจการโลจิสติกส์ 1 ในอุตสาหกรรมเป้าหมายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอ จะได้รับการยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และได้สิทธิลดหย่อนภาษี 50% ในปีที่ 9-13 หากมีการดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดด้านความร่วมมือ การวิจัยต่างๆ ทำให้ “อาลีบาบา” จะได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้

นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์การเช่าที่ดินราชพัสดุถึง 50 ปี และสามารถพิจารณา และต่ออายุอีก 49 ปี แปลว่ามีความเป็นไปได้ที่จะได้เช่าที่สูงสุด 99 ปี

ทั้งนี้มีการระบุด้วยว่า อาลีบาบายังได้เจรจาเรื่องเกณฑ์ขั้นต่ำในการผ่อนปรน เรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำหนดสินค้า (rules of origin) เป็นเกณฑ์ที่อนุโลมให้วัสดุที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์การเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร ยังคงได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรได้ รวมทั้งขอให้รัฐบาลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการค้าออนไลน์ ผ่านระบบอาลีเพย์ (Alipay) ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าอาลีเพย์จะสามารถเข้ามาให้บริการในประเทศไทย แต่ยังเป็นการให้บริการผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเงินของไทย ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดังนั้นทางอาลีบาบาจึงต้องการที่จะให้อาลีเพย์เข้ามาเป็นผู้ให้บริการชำระเงินโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินของไทย

เหล่านี้เป็นสิทธิประโยชน์ที่ไทยได้มอบให้กับ “อาลีบาบา” ซึ่งเมื่อมากมายขนาดนี้ มีเหตุผลอะไรที่ “อาลีบาบา” โดย “แจ็ค หม่า” จะไม่เข้ามาลงทุน เพราะไทยเองนอกจากจะมีสินค้าที่จีนอยากได้ อีกความต้องการของจีนคือการปล่อยของมายังประเทศไทย

ธรรมชาติของพ่อค้า ย่อมต้องการกำไร และธรรมชาติของรัฐบาลก็ควรจะรักษาประโยชน์ของประเทศ

แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครบอกตรงๆ เลยว่าได้มอบอะไรให้เขาไปบ้าง และที่สำคัญ เมื่อเป็นการเปิดประตูพิเศษเฉพาะ คนเปิดประตูจะได้อะไรกลับมาบ้างหรือไม่

เพราะก็เป็นธรรมชาติของประชาชนเช่นกันที่อยากรู้ว่า เราต้องเอาอะไรไปแลกและคุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงผู้บริหารคนที่ยินยอมให้เขาเข้ามาโดยไม่ต้องแข่งขัน ได้อะไรตอบแทนไปบ้างหรือไม่

คำถามว่าที่ว่าทำไมต้องเป็น “อาลีบาบา” คำตอบยังอยู่ในสายลม มีเพียงคำโฆษณาที่ลอยมาว่า “เขารวยแล้ว เขามาช่วย”

บทความโดย อสรพิษ

..

คำถามสำคัญ



From the brink of nuclear war to peace - Six months that changed the world - See North Korean leader Kim Jong-un meet South Korean President Moon Jae-in in Historic Summit



ooo


ooo

From the brink of nuclear war to peace Six months that changed the world





Source:


September 3, 2017
Pyongyang nuclear missile test

Kim Jong-un tested a thermonuclear missile, which sends shockwaves around the world. It came after a spat between him and Donald Trump, in which the US President vowed Korea would feel America's "fire and fury" as it continued its nuclear programme.


September 19, 2017
War of words

The bitter war of words between the US and North Korean leaders ramped up, with Trump calling Kim "rocket man" and three days later Kim responding, calling his counterpart a "mentally deranged dotard".


November 29, 2017
Further missile tests

North Korea launches its first Hwasong missile. It was the first trial of the long-range missile, which was tipped to reach targets at a distance of more than 8,000 miles, putting Britain and anywhere in the continental United States well within range of Kim Jong-un.


January 1, 2018
Winter Olympics offer

In his New Year address, North Korea's Kim Jong Un offers to enter talks in the hope of sending a delegation to the Winter Olympics in South Korea.


January 9, 2018
Olympics agreement

North Korea agrees to send a delegation - include athletes, officials and a group of cheerleaders - to the Winter Olympics after the first bilateral talks since December 2015. A military hotline between the nations, suspended for nearly two years, is reinstated.


March 6, 2018
Fresh sanctions

President Trump announces new sanctions against North Korea that target the country's shipping, trading companies and vessels after reports claiming container ships had been involved in ship-to-ship transfers of illicit oil among other products squeezed by the embargo.


March 6, 2018
Disarmament hints

South Korean officials say North Korea is willing to discuss nuclear disarmament, a key pledge that brings the US on board with discussions and eventually helps seal talks between Trump and Kim.


March 8, 2018
An invitation to Trump

US President Donald Trump agrees to meet with Kim after South Korean officials deliver invitation by hand to the White House. The invitation was passed to the South during preliminary talks held in Pyongyang.


March 27, 2018
Kim travels to China

Kim meets his Chinese counterpart Xi Jinping during a three-day diplomatic trip to Beijing – his first meeting with a foreign leader since taking power in 2011 - with the broad terms of peace talks thought to have been discussed. The leader arrived in secrecy on board an armoured train.


April 1, 2018
CIA head meets Kim

CIA chief Mike Pompeo travels to Pyongyang to meet with North Korean leader on a secret trip only revealed two weeks later. Details of the talks, which was designed to pave the way for th Trump-Kim meeting, remained under wraps until photos were released another week later.


April 27, 2018
Kim meets Moon

Kim Jong-un, the heir to a despotic dynasty who has threatened the world with nuclear war, meets Moon Jae-in, the son of a refugee from the Korean war, in the truce village of Panmunjom, where they shake hands across the border. The talks lead to a joint declaration pledging denuclearisation and a road map to a peace treaty.

ooo





BREAKING NEWS ผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้พบกันเป็นครั้งแรก ไม่เพียงเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำเกาหลีเหนือข้ามเส้นพรมแดนที่ปันมุนจอมไปสู่เกาหลีใต้ นับตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงในปี 1953 นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญมากๆ ที่เกิดบนคาบสมุทรเกาหลี การปรากฏตัวของคิมจองอึนในครั้งนี้น่าสนใจมาก ผมเห็นว่า ไม่เพียงแต่ส่งสัญญาณว่า ทั้งสองประเทศต้องการปรับความสัมพันธ์ แต่ยังอาจมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการรวมประเทศ (reunification) แม้ว่าการพูดตอนนี้จะเร็วเกินไป หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า คิมจองอึนมีทักษะทางการทูตสูงจริงๆ รู้การวางตัว การใช้ท่าทางสีหน้าและมือ มีการเชคแฮนด์หลายครั้ง และคิมเองเป็นคนจับมือประธานาธิบดีเกาหลีใต้ให้ข้ามเส้นพรมแดนกลับมาฝั่งเกาหลีเหนือด้วย ทั้งนี้ พี่คิมรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏจะถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก การวางตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ในที่สุด การเจอกันของสองผู้นำครั้งนี้จะนำไปสู่การปรับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ รวมไปถึงกับญี่ปุ่นด้วย และที่พลาดไม่ได้คือ การเจรจาเรื่องการระงับการแพร่ขยายนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ชาวกะลาดูไว้นะครับ ปิดประเทศยังไงก็ต้องเปิดสักวัน..

Pavin Chachavalpongpun



เคยสงสัยหรือไม่ว่า หากพรรคทหารแข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีอุดมการณ์ร่วมกัน และอยากตั้งเป็นสถาบันจริงๆ เหตุใดถึงทุกวันนี้ จึงไม่มีพรรคทหารในอดีตพรรคใดเลยที่เหลือรอดมาให้ประชาชนได้กาเลือกในบัตรเลือกตั้ง “แม้แต่พรรคเดียว”







Make It Clear: ย้อนอดีต ดูบทอวสาน “พรรคทหาร” และพันธมิตร


Apr 27, 2018
Voice TV


เคยสงสัยหรือไม่ว่า หากพรรคทหารแข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีอุดมการณ์ร่วมกัน และอยากตั้งเป็นสถาบันจริงๆ เหตุใดถึงทุกวันนี้ จึงไม่มีพรรคทหารในอดีตพรรคใดเลยที่เหลือรอดมาให้ประชาชนได้กาเลือกในบัตรเลือกตั้ง “แม้แต่พรรคเดียว”

ไม่ว่าจะเป็น พรรคเสรีมนังคศิลา (ก่อตั้งปี 2498) พรรคสหภูมิ (2500) พรรคชาติสังคม (2500) พรรคสหประชาไทย(2511) และ พรรคสามัคคีธรรม (2535)

อาจจะมียกเว้น พรรคมาตภูมิ (2551) ที่แม้ปัจจุบันจะยังคงสภาพพรรคอยู่ แต่แทบไม่ได้ดำเนินกิจกรรมในนามพรรคแล้ว กระทั่งเว็บไซต์ของพรรคก็ยังไม่มี

ต่างกับพรรคของนักการเมืองมืออาชีพ-อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (2489) และพรรคที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นของนายทุน-อย่างพรรคเพื่อไทย (รุ่นหลานของพรรคไทยรักไทยซึ่งก่อตั้งปี 2541) ที่อยู่มานาน ผลัดกันแย่งชิงอำนาจอย่างเข้มข้นจนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต้องกำหนดข้อจำกัดต่างๆ สลายความแข็งแกร่งของ 2 พรรคใหญ่นี้

ความพยายามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กับคณะในการ “ดูด” นักการเมืองท้องถิ่นรุ่นเก่าๆ เพื่อนำไปเป็นฐานสนับสนุนทางการเมืองให้ตัวเองได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นที่จับตาของนักกการเมือง นักวิชาการ คอการเมือง ไปจนถึงชาวบ้านทั่วๆ ไปอยู่แล้วว่า จะทำอย่างไรให้ “เนียน” แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อวิธีการที่ทหารยุค คสช.ใช้ กลับ “ไม่เนียน” เอาซะเลย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาแฉว่า มีความพยายามในบีบไม่ให้ภาคธุรกิจสนับสนุนนักการเมือง หรือใช้ตำแหน่งแลกกับการดึงคนเข้ามาเป็นพวก

ซึ่งเป็นวิธีการอันสุดแสนจะคลาสสิก

พูดภาษาชาวบ้าน คือ โบราณมากๆ

แต่สิ่งสำคัญ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องหาพรรคใดพรรคหนึ่งสิงสถิต เป็นศูนย์บัญชาการหลัก ไม่เช่นนั้นจะเกิดสภาวะ “ขาลอย” และคงไร้เดียงสาเกินไป หากหวังว่านักการเมืองรุ่นเก่าๆ เหล่านั้นจะภักดีกับหัวหน้า คสช. ไปตลอด

เป็นที่มาของความเชื่อว่า “พรรคทหาร” เวอร์ชั่นปี 2561 จะเกิดขึ้นแน่ๆ อยู่ที่ว่าจะใช้ชื่อใด

แต่ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์กับพวก จะดำเนินการใดๆ อยากให้กลับไปดูงานวิจัยเก่าๆ ว่าด้วยการเกิดขึ้น - คงอยู่ – ดับไป ของพรรคทหารในอดีต ว่ามีสาเหตุจากอะไรบ้าง ทำไมพรรคทหารส่วนใหญ่เป็น “พรรคต่ำห้า” ไม่ใช่ว่า ได้ ส.ส.ไม่ถึง 5 คนนะ แต่อยู่ไม่เคยเกิน 5 ปี

แถมบางพรรคอยู่ได้ไม่ถึงขวบปีดีด้วยซ้ำ

งานวิจัยเกี่ยวกับพรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร จัดทำโดย ร.ต.ต.ธงไชย แสงประดับ (เมื่อปี 2517) ส่วนงานวิจัยเกี่ยวกับพรรคสามัคคีธรรม ที่สนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร จัดทำโดยศุภชัย แสนยุติธรรม (เมื่อปี 2537) ทั้งสองชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาโท ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

จุดเริ่มต้นของทั้ง 3 พรรคทหารแทบไม่ต่างกัน คือต้องการใช้การเลือกตั้งเป็นเวที “ฟอกตัว” ให้นายทหารใหญ่มีความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ

แม้วิธีการรวบรวมสมาชิกในการจัดตั้งพรรคจะ “แตกต่าง” กันพอสมควร เพราะมีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา กล่าวคือในขณะที่พรรคเสรีมนังคศิลาประกอบด้วยทหารเป็นส่วนใหญ่ พรรคสหประชาไทยกลับมีทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน นักธุรกิจ และนักการเมือง ส่วนพรรคสามัคคีธรรม อาศัยดึงนักการเมืองหน้าเก่าๆ มาร่วมทีม ส่วนทหารจะคอยประสานงานหรือให้ “อ้างชื่อ” อยู่เบื้องหลัง

อีกจุดร่วมของทั้ง 3 พรรคทหารที่มีเหมือนกัน คือแม้จะ “ชนะการเลือกตั้ง” และได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก

รัฐบาลพรรคเสรีมนังคศิลา (ชนะเลือกตั้งปี 2500) ถูกยึดอำนาจ จนจอมพล ป.ต้องลี้ภัยไปถึงแก่อสัญกรรมที่ญี่ปุ่น

รัฐบาลพรรคสหประชาไทย (ขนะเลือกตั้งปี 2512) ต้องยึดอำนาจตัวเอง หลังคุม ส.ส.ไม่อยู่ และนำไปสู่การถูกนักศึกษาชุมนุมขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ปี 2516 จนจอมพลถนอมต้องลี้ภัยเช่นกัน

รัฐบาลพรรคสามัคคีธรรม (ชนะเลือกตั้งปี 2535) ถูกประชาชนออกมาชุมนุมใหญ่ขับไล่ เพื่อนำผู้นำ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาเป็นนายกฯ เกิดเป็นเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” และบิ๊กสุได้นั่งบนเก้าอี้นายกฯ แค่ 47 วันเท่านั้น

ต้นสายปลายเหตุที่นำไปสู่ความล่มสลายของ “พรรคทหารและพันธมิตร” เหล่านั้นเกิดจากคำ 2 คำ คือ อำนาจและผลประโยชน์

วิทยานิพนธ์ของ ร.ต.ต.ธงไชยแจกแจงถึงจุดจบของพรรคเสรีมนังคศิลา ว่าเกิดจากการแย่งชิงอำนาจภายในพรรคระหว่าง “ฝ่ายทหาร” ที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับ “ฝ่ายตำรวจ” ที่นำโดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ทั้งการขัดกันระหว่างประโยชน์ในธุรกิจสีเทาบางอย่าง การแย่งชิงการนำภายในพรรค ที่ฝ่ายตำรวจได้ควบคุมกิจกรรมต่างๆ มากกว่าฝ่ายทหาร โดยมีการเลือกตั้งสกปรกมาเป็นเชื้อที่ฝ่ายทหารใช้โหมความไม่พอใจต่อจอมพล ป. และฝ่ายตำรวจ กระทั่งสถานการณ์สุกงอม จอมพลสฤษดิ์จึงเข้ายึดอำนาจในท้ายที่สุด

ส่วนจุดจบของพรรคสหประชาไทย เกิดจากการแย่งชิงอำนาจ 2 ในระดับ ทั้งระหว่าง “ฝ่ายทำเนียบ” กับ “ฝ่ายมหาดไทย” ภายในพรรค ทั้งเรื่องการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. และการหาผู้นำพรรคต่อจากจอมพลถนอม ยังรวมถึงการเล่นเกมการเมืองระหว่าง “คณะรัฐมนตรี” กับ “บรรดา ส.ส.” โดยมีการใช้การพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญมากๆ เป็นเครื่องต่อรอง ในการของบประมาณไปลงพื้นที่ ส.ส.แต่ละคน (ใช้เวลาแปรญัตติถึง 6 เดือนเต็มๆ) ท้ายสุด เมื่อคุมไม่อยู่ จอมพลถนอมเลยประกาศยึดอำนาจตัวเองผ่านทางวิทยุ ในปี 2514

ขณะที่วิทยานิพนธ์ของศุภชัย บอกถึงจุดจบของพรรคสามัคคีธรรม ซึ่งแม้จะพยายามเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเทิดไทหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็ไปไม่รอด และมีอายุรวมกันเพียง 8 เดือนเศษเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้นักการเมืองเก่าๆ มารวมกันในพรรคนี้ คืออำนาจ (ที่มาจากฝ่ายทหาร) และเงิน พอทั้ง 2 สิ่งนี้หมดไป พรรคก็ล่มสลาย

ศุภชัยได้ไปสัมภาษณ์แกนนำพรรคสามัคคีธรรมหลายคน ทั้งณรงค์ วงศ์วรรณ อดีตหัวหน้าพรรคที่บอกว่า พรรคมีสภาพเหมือน “ตลาดหุ้น” มีราคาขึ้น-ลงตามสถานการณ์ ขณะที่บุญเท่ง ทองสวัสดิ์ อดีต ส.ส.คนสำคัญที่บอกว่า “พรรคนี้ไม่เป็นเอกภาพ..บางคนโง่ บางคนฉลาด บางคนโลภ บางคนกิเลศหนา..ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคเฉพาะกิจ เป็นธุรกิจชั่วคราว”

ที่สุด พรรคทหารทั้ง 3 รวมถึงพันธมิตร ก็สูญสลายหายไปตามกาลเวลา

ทิ้งไว้เพียงบทเรียน ที่หลายคนไม่รู้จักจำ และไม่ยอมที่จะจดจำ


คลิป Wake Up News - เลิกเกณฑ์ทหารทำได้ ถ้าแก้กฎหมาย




https://www.youtube.com/watch?time_continue=4&v=zR2h7MR_kKU

Wake Up News - เลิกเกณฑ์ทหารถ้าแก้กฎหมายทำได้

VOICE TV 21
Published on Apr 24, 2018

พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ กล่าวว่ากรณีที่มีบุคคลหรือพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายหาเสียงที่มิใช่การเสนอนโยบายเชิงรูปธรรม เฉพาะประเด็นคำถามเกี่ยวข้องกับการยกเลิกเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นการรับสมัคร,การลดขนาดกองทัพลง เพื่อให้มีกำลังพลเหมาะสมกับภารกิจ

วันศุกร์, เมษายน 27, 2561

เอาอย่างเผด็จการทหาร อดีตตุลาการใช้กฎหมายข่มขู่ประชาชน


บ้านนี้เมืองนี้นอกจากมีทหารยึดอำนาจมาครอง แล้วใช้กฎหมายกดขี่ข่มเหงทางการเมือง ต่อนักประชาธิปไตยผู้ต่อต้านและเห็นต่างแล้ว ยังมีตุลาการศักดิ์ศรีสูงส่งยิ่งกว่าคนทั่วไป ใช้อำนาจกฎหมายข่มขู่ชาวบ้านที่รักและปกป้องสภาพแวดล้อมธรรมชาติด้วย

ต่อกรณีที่มีการรณรงค์คัดค้านโครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการอย่างหรูในพื้นที่ดอยสุเทพบริเวณ ๑๔๗ ไร่อันเป็นแหล่งสันปันน้ำ ที่แม้จะมีการขีดเส้นเขตแดนป่าสงวนแห่งชาติออกนอกเหนือบริเวณดังกล่าว ก็มิอาจลบล้างความจริงได้ว่า เป็นการลุกล้ำทำร้ายระบบนิเวศของป่าธรรมชาติอย่างมิควร

แต่นั่นมิอาจยับยั้งการอ้างกฎหมายเพื่อเอารัดเอาเปรียบจากอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาคนหนึ่ง เมื่อนายชูชาติ ศรีแสง ได้เขียนข้อความทางเฟชบุ๊คขู่จะฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งต่อสำนักข่าว เวิร์คพ้อยท์หาว่าเสนอข่าวทำให้ตนเสียหายและเป็นเท็จ

นายชูชาติผู้นี้มีประวัติทำกิจกรรมสนับสนุนการปิดกรุงเทพฯ สร้างความปั่นป่วนจนเป็นช่องทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ครั้นเมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้นำสูงสุดของ กปปส. ประกาศดำเนินงานพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ผันตัวเองมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้กลับมาดำรงตำแหน่งปกครองประเทศอีกครั้งด้วยเงื่อนงำที่แฝงในรัฐธรรมนูญฉบับทหารร่าง ที่เรียกกันว่า นายกฯ คนนอกนายชูชาติจึงไม่ต่างอะไรกับ ลูกไล่ คสช.

กับการที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายมาก่อนโดยอาชีพ ซึ่งรายได้เบี้ยหวัดเงินเดือนมาจากเงินภาษีอากรที่เก็บจากประชาชน ทำให้ไม่เพียงรู้ทางหนีทีไล่ในการใช้ประโยชน์จากกฎหมายเพื่อตนเอง หากแต่รู้วิธีใช้กฎหมายเพื่อให้ผู้อื่นเจ็บร้อน เฉกเช่นเดียวกับพวกทหาร คสช.

นายชูชาติอ้างว่า “ข่าวเวิร์คพอยท์ทำให้ข้าพเจ้าและตุลาการศาลยุติธรรมได้รับความเสียหายมาก เพราะมีผู้เข้ามาให้ความเห็นเป็นจำนวนมากด่าข้าพเจ้าและตุลาการทั้งหมด ด้วยถ้อยคำที่ดูหมิ่นเหยียดหยามและหยาบคาย ทั้งในเฟซบุ๊ค Workpoint News - ข่าวเวิร์คพอยท์ และในเฟซบุ๊คส่วนตัวของข้าพเจ้า”


แทนที่อดีตผู้พิพากษาจะพึงคำนึงถึงข้อเท็จจริงแห่งกรณี ว่าคนที่เข้าไปด่านั้นเนื่องจากทั่นดันโพสต์ข้อความก่อนหน้านี้เรื่อง “มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ก่อสร้างวิทยาเขตสะลวง-ขี้เหล็กในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ใช้เนื้อที่มากถึง ๖,๒๓๕ ไร่เศษ ไม่เคยได้ยินข่าวว่าผู้ใดคัดค้านหรืออ้างว่ารุกล้ำป่า”

นายชูชาติใช้ความเคยตัวจากการทำมาหากินในตำแหน่งผู้บังคับใช้กฎหมายมาอ้างว่าไฉน “สำนักงานศาลยุติธรรมก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ และบ้านพักตุลาการ ใช้เนี้อที่เพียง ๑๔๗ ไร่เศษ” จึงได้ “กลับมีผู้คัดค้านซึ่งรวมทั้งสภาคณาจารย์ฯ โดยอ้างว่ารุกล้ำป่า” นั้น

ข้อกฎหมายที่ทั่นตุลาการอ้างว่าเนื่อที่กว่า ๖ พันไร่ของราชภัฏเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ แต่เนื้อที่ ๑๔๗ ไร่ของบ้านพักตุลาการบนดอยสุเทพไม่ได้อยู่ในป่าสงวน ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าตุลาการลุกล้ำทำลายระบบนิเวศของแหล่งต้นน้ำดอยสุเทพได้

การดึงดันของนายชูชาติที่จะสร้างความชอบธรรมแก่การกอบโกยผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ ‘perks’ โดยนำเอาหลักกฎหมายมาตีวงรายล้อมใช้จับผิด เป็นลักษณะเดียวกับที่คณะทหารใช้ข้อกฎหมาย (ซ้ำร้าย ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่เขียนเองโดยหลักเผด็จการ) มากดขี่ประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสียงของตนเอง

การขู่จะทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเวิร์คพ้อยท์และคนทั่วไป ที่เห็นว่าการสร้างบ้านพักบนดอยสุเทพของตุลาการเป็นการทำลายระบบนิเวศและยังเอาเปรียบประชาชนอื่นๆ ไม่ได้มีคุณค่าอันใดมากไปกว่าการแสดงวิสัยเผด็จการ อันจำเป็นที่คนทั่วไปต้องต่อต้าน
 
แม้กระทั่งนายไพศาล พืชมงคล (ตำแหน่ง กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ผู้สนับสนุน กปปส. อีกคน จะพยายามหนุนสร้างความชอบธรรมให้บ้านตุลาการ ป่าแหว่ง ด้วยการประโคมว่า “ขบวนการเอาคืนศาลยิ่งรณรงค์ยิ่งจ๋อย ชาวบ้านรู้ทัน...อยู่นอกเขตอุทยาน ไม่มีอะไรผิดเลย”


นั้นก็เป็นเพียงลูกไล่สอพลอนายไปวันๆ

คิดให้ดีนะ ถ้าจะส่งตัว "สม สเรย" หัวหน้าพรรคแนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติเขมร (เคเอ็นแอลเอฟ) ให้กับรัฐบาลเขมร




นายสม สเรย (ภาพจากยูทูบ Khmer Nationalist ปี 2557)


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน กลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทย ได้ควบคุมตัวนาย สม สเรย หัวหน้าพรรคแนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติเขมร (เคเอ็นแอลเอฟ) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก และทางการกัมพูชากำลังหารือกับทางการไทยในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

นายสุนัย ผาสุก นักสิทธิมนุษยชนของฮิวแมนไรท์วอทช์ เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า นายสม สเรย หัวหน้าพรรคเคเอ็นแอลเอฟ ถูกจับกุมตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ขณะกำลังพยายามต่อวีซ่าอยู่ โดยตำรวจจับกุมตัวนายสม สเรย เพราะมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของกัมพูชาว่าเป็นผู้วางแผนก่อเหตุระเบิด ซึ่งทางฮิวแมนไรท์วอทช์ มีความห่วงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของนายสม สเรย หากต้องถูกส่งตัวกลับประเทศกัมพูชา เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีรายงานว่าสมาชิกของเคเอ็นแอลเอฟถูกทางการกัมพูชากระทำทารุณขณะถูกควบคุมตัวอยู่ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

ทั้งนี้ การควบคุมตัวหัวหน้าพรรคฝ่ายของกัมพูชา มีขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้

ด้านนายเขียว โสเพียก โฆษกกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา กล่าวว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังติดต่อกับทางการไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งตัวนายสม สเรย กลับประเทศกัมพูชา

โดยเมื่อปี 2559 ศาลกัมพูชาได้ตัดสินจำคุกนายสม สเรย เป็นเวลา 9 ปี ข้อหาวางแผนโจมตี ขณะที่สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยในเดือนเมษายน กล่าวหานายสม สเรย และพรรคพวกว่าวางแผนโจมตีกัมพูชา และเรียกนายสม สเรย ว่าเป็นผู้ทรยศ

ที่มา มติชนออนไลน์
https://www.matichon.co.th/news/931317ooo

ooo

#อยากรู้แต่ไม่อยากถาม

คำถามและการบ้านมีอยู่ว่า ไทยเราจะส่งตัว #สมสเรย ผู้ร้ายสายการเมืองของเขมร ให้กับรัฐบาลเขมรหรือไม่ ??ในขณะที่องค์กรระดับโลกอย่าง HRW หรือ Human Rights Watch เริ่มกระตุกขากางเกงเราแล้ว ..

วิธีคิด
- ไทยได้หรือเสีย ถ้าส่งตัวให้เขมร ถ้าได้ ได้ตรงไหน ถ้าเสีย เสียตรงไหน ถ้าทั้งสองอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าควรโฟกัสที่ฝั่งไหน
- คสพ.ไทย-เขมร คสพ. ไทย-อาเซียน กับ จุดยืนของประเทศในโลกสากล เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญทั้ง2ด้าน ด้านไหนส่งผลเสียสูงกว่า เราต้องหยุดคิดและพยายามเลี่ยงที่จะทำด้านนั้น

- เรื่องแบบนี้ต้องฟังเหตุผลและพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงต่่างประเทศ กลาโหม กองทัพ สมช. และตำรวจ เอาข้อมูลจากทุกฝ่ายมาสังเคราะห์ให้เกิดวิธธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ที่เป็นทางออกที่กระทบประเทศน้อยที่สุด

สิ่งที่ควรพิจารณา
- ทีหลังถ้าไม่อยากลำบากใจแบบนี้ ไม่อยากให้ประเทศต้องมาอยู่ในจุดอับแบบนี้ ไม่อยากให้มีเรื่องมากระทบกระทั่งระหว่างชาติโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดแบบนี้ #ทีหลังอย่าเสือกทำ ระดับ ผบช.ผู้กำกับนโยบาย ต้องกำชับ จนท.ฝ่ายปฏิบัติเอาไว้ว่า #ต้องรายงานกูก่อนลงมือ ไม่ใช่ #ลงมือไปแล้วถึงรายงานกู

ทุกวันนี้กูยังสงสัยอยู่เลยว่า #จับมาทำไม #จับแล้วประเทศมึงได้อะไร #ใช่เรื่องของมึงมั้ยผกก.ด่าน สารวัตรด่าน ทุกวันนี้คุณตอบคำถามนี้ ในสิ่งที่คุณสองคนลงมือทำไปได้หรือยังวะครับ ??

ผบช.ระดับสูงของหน่วยนี้ก็เช่นกัน ต้องคิดไว้ว่า ลูกน้องคนไหนสมองเป็ดไม่มีเซนท์ อย่าให้มันทำหน้าที่สำคัญ หรืออยู่ในที่สำคัญๆ เพราะบ้านเมืองจะเสียหายโดยไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ กี่ครั้งแล้ว ไม่เคยจำกันซักที นับแต่ครั้งที่กระทบกระทั่งกับรัฐบาลรัสเซียเรื่อง #เครื่องบินขนอาวุธ ซึ่งเรื่องนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องนี้ซักนิดเลยคือ #จับมาทำส้นตีนอะไร ??

เพราะตลอดทางที่เครื่องบินนี้บินมา ข่าวกรองทุกชาติรู้ทั้งนั้น แต่เค้าแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะเด๋วมันก็บินไปจากบ้านกูแล้ว จะไปยุ่งทำไมให้ชาติมีศัตรู แต่ #พี่ไทยเราเสือกไม่คิดแบบนั้น ลงมือจับเอาหน้าทันที แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้คือ #ตีนล้วนๆ ทั้งจากฟากรัสเซีย ทั้งจากฟากเปอร์เซีย นี่คือผลจากการที่ประเทศเรา #เอาคนโง่มาทำงานสำคัญ

ต้องดูสิ่งที่ชาติอื่นๆเค้าทำ
- เขมรทำยังไงกับยิ่งลักษณ์ ??
- สิงคโปร์ทำยังไงกับทุกเรื่องที่เค้า #ไม่อยากยุ่งเกี่ยว
- มาเลเซียทำยังไงกับทุกเรื่องที่เค้า #ไม่ต้องการเสี่ยง

พี่ครับ ฟังน้องนะครับ ในภาพเนี่ยคือสิ่งที่ผมอยากบอกพี่ในเรื่องนี้อ่ะครับ ..





ที่มา FB

Alongkorn Cheurkit

การเมืองไทย ในกะลา.... ผบ.เหล่าทัพหนุน 'บิ๊กตู่' เล่นการเมือง ไม่หวั่นเป็นเครื่องมือ (วันเลือกตั้ง ประชาชน จะสั่งสอนพวกคุณ)




เมื่อวันที่ 26 เม.ย.61 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงการดูแลสถานการณ์เหตุการณ์บ้านเมืองภายหลังจะมีการชุมนุมในเดือน พ.ค.ว่า คงจะดูแลตามขอบเขตและอำนาจหน้าที่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการปักหลักค้างคืนในช่วงครบรอบ 4 ปี การยึดอำนาจของ คสช. เราคงใช้กฎหมายเป็นหลัก พร้อมพูดจาหารือทำความเข้าใจถึงขั้นตอนในการดำเนินการ ทั้งนี้คิดว่าที่ผ่านมาคงได้มีการพูดคุยกันไว้บ้างแล้ว

เมื่อถามถึงบทบาทของกองทัพ หลังนายกรัฐมนตรีมีท่าทีจะเล่นการเมือง พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า แน่นอนทางกองทัพก็ยังเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่แล้ว การสนับสนุนรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ

เมื่อถามว่า บทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เริ่มชัดเจนในการลงเล่นการเมือง กองทัพยังสนับสนุนอยู่หรือไม่ พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า เรายังสนับสนุนรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลอยู่

เมื่อถามว่า หลังเกษียณจะเห็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมพรรคทหารหรือไม่ พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต แต่ในความคิดส่วนตัวคงไม่เกี่ยว ซึ่งตนก็คงจะมีหน้าที่บทบาทในเรื่องของ สนช.เท่านั้น

เมื่อถามว่า กองทัพต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง จะรักษาจุดนี้ไว้อย่างไร พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าวว่า การปฏิบัติงานของทหารสนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปกติจะมีแผนล่วงหน้าที่ชัดเจนเราก็จะดำเนินการไป ส่วนนโยบายที่เพิ่มเติมหรือปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การช่วยเหลือประชาชนหรือสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใดเราก็มีแผนงาน แผนเผชิญเหตุรองรับ ซึ่งภาพรวมใหญ่ๆ กองทัพปฏิบัติตามแผนและนโยบายที่วางไว้ ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการหาเสียงนั้น คิดว่าแล้วแต่คนมอง ซึ่งปกติตั้งแต่ดำเนินการมาตนก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ส่วนใครจะคิดอย่างไรเป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคน.

(https://www.thairath.co.th/content/1265879)

ooo





ปิยะบุตร’ โพสต์ไทยเดินมาถึงห้วงเวลา ‘ชี้ขาด’ ต้องการ ‘การเมืองแบบใหม่’ หรือ ‘แบบเก่า’

ผศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ หนึ่งในแกนนำจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Piyabutr Saengkanokkul เปรียบเทียบการเมืองแบบเก่าและการเมืองแบบใหม่ พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ใช้วิธี “ดูด” หรือ “บีบบังคับ” อดีต สส มาเป็นแผง เป็นมุ้ง เพียงเพื่อหวังจะให้เป็นฐานในการเดินไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคแบบนี้ไม่มีทางที่จะทำการเมืองแบบใหม่ได้ มันเป็นได้เพียง พรรคชื่อใหม่ พรรคเกิดใหม่ ที่เป็น ”เสื้อผ้าอาภรณ์” ห่อหุ้ม “การเมืองแบบเก่า” เท่านั้น โดยระบุว่า

1.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่สร้างสรรค์ มุ่งเสนอนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศ ถกเถียงอภิปรายด้วยเหตุด้วยผล มองฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่แข่งทางการเมืองว่าฝ่ายใดจะเอาชนะใจประชาชนได้ มิใช่ ศัตรูที่ต้องทำลายล้าง

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่จ้องทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม สาดโคลน มุ่งโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามโดยไม่เสนออะไรใหม่ และไม่คำนึงถึงวิธีการ ใช้ทุกวิธีในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามออกไป

2.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองต้องการคะแนนเสียงผ่านการรณรงค์ การทำงานอย่างหนัก โน้มน้าวนำเสนอให้ประชาชนเลือก ผ่านนโยบาย คุณค่าอุดมการณ์ของพรรค และคุณสมบัติของผู้สมัคร

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองต้องการที่นั่งในสภา โดยการ “ดูด” ตัวนักการเมือง อดีต ส.ส. ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

3.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเป็นเจ้าของแต่เพียงลำพัง แต่สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองมีเจ้าของ อำนาจการตัดสินใจผูกขาดอยู่ที่คนไม่กี่คน

4.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองได้เงินทุนมาใช้ในการรณรงค์ผ่านการระดมทุนและรับบริจาคทั่วประเทศ หรือ crowdfunding

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรค ไม่ใช่เป็นเรื่องผู้ขอ-ผู้ให้ ประชาชนไม่ใช่ผู้ยื่นมือขอความช่วยเหลือ ขอเงินจากพรรค แต่ประชาชนคือหุ้นส่วนความเป็นเจ้าของพรรค เมื่อประชาชนเห็นว่าพรรคการเมืองใดมีแนวนโยบายที่ดี นิยมชมชอบ และน่าจะทำประโยชน์ให้เขาได้ ก็ต้องสนับสนุนพรรคนั้น ผ่านการบริจาค เข้าไปมีส่วนร่วม เสนอความคิด สนับสนุนพรรคนั้น มิใช่ นั่งเฉยๆรอเงินหรือความช่วยเหลือจากพรรค

การเมืองจะมิใช่เรื่องสงเคราะห์ แบบประชาชนผู้รับเงิน - พรรคผู้ให้เงิน หรือ ประชาชนผู้ให้คะแนน - พรรคผู้รับคะแนน อีกต่อไป

แต่การเมืองจะเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม การเข้ามาผูกพันกันเพื่อผลักดันให้พรรคก้าวต่อไปข้างหน้า

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองนำเงินทุนมาจากสมาชิกไม่กี่คน และสมาชิกเหล่านั้นก็กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในพรรค เสมือนพรรคการเมืองเป็นบริษัท ที่ต้องฟังผู้ถือหุ้นนักลงทุนรายใหญ่

ส่วนสมาชิกคนอื่นๆจะมีบทบาทใด พรรคการเมืองจะไปในทิศทางใด ก็ขึ้นกับบรรดา “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ในพรรคนั้น เกิดการสร้าง “มุ้ง” ในพรรค โดยกระจายกันไปตามสัดส่วนเงินที่นำมาลงในพรรค หรือจ่ายให้สมาชิกพรรค

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรค อยู่บนความสัมพันธ์ “ผู้ขอ-ผู้ให้” มิใช่ร่วมกันด้วยอุดมการณ์ หรือมีส่วนในการกำหนดแนวทาง

5.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่ได้คะแนนจากการทำงานในพื้นที่อย่างหนัก ผ่านเครือข่ายและคนในพื้นที่

ผู้สมัครคือผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากเครือข่ายในพื้นที่ มิใช่ ผู้มีอิทธิพลในพรรคจัดส่งมาให้จากส่วนกลาง โดยที่เครือข่ายในพื้นที่ไม่รู้จัก ไม่มีส่วนในการกำหนด

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่หวังคะแนนจากหัวคะแนน เงิน ประโยชน์ต่างตอบแทน อำนาจอิทธิพล

ผู้สมัคร คือ ผู้ที่มีอิทธิพลในพรรคเคาะส่งมาให้ โดยไม่ทำงานในพื้นที่กับเครือข่ายเลย

6.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองมีอุดมการณ์ คุณค่าพื้นฐานของพรรค มี identity ของพรรค สามารถจัดประเภทได้ว่าเป็นพรรคซ้าย-ขวา ตามเฉดสเปคตรัมอุดมการณ์ทางการเมือง

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองไม่มีอุดมการณ์พื้นฐาน ตั้งขึ้นมาเพื่อหวัง “เสียบ” เป็นรัฐบาล สร้างอำนาจต่อรองในการเข้าร่วมรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์หรือนโยบาย มุ่งต่อรองจำนวนเก้าอี้ รมต แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน พรรคการเมืองเหล่านี้ไม่อาจจัดประเภททางอุดมการณ์ได้ เพราะ อะไรก็ได้ขอให้ได้เป็นรัฐบาล

7.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมในระยะยาว มิใช่ตั้งมาเฉพาะกิจ ชั่วคราว พอไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีที่นั่งในสภา ก็เลิก

พรรคการเมืองแบบใหม่ตั้งมาเพื่อทำกิจกรรมหลากหลาย มิใช่มีแต่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องวิชาการ การทำนโยบาย การทดลองนโยบาย งานวัฒนธรรม งานเยาวชน ฯลฯ ชีวิตของพรรคผูกพันกับสังคมตลอดเวลา มิใช่มามีชีวิตเมื่อคราวเลือกตั้งเท่านั้น

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองตั้งมาเพื่อหวังลงสนามเลือกตั้ง เฉพาะกิจ เฉพาะกาล สนใจดำเนินกิจกรรมแต่เรื่องเลือกตั้ง

8.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองมิใช่เป็นพรรคจังหวัด พรรคท้องถิ่น พรรคระดับประเทศ เท่านั้น แต่เป็นพรรคระดับนานาชาติ ระดับสากลด้วย

พรรคการเมืองติดต่อสื่อสารกับพรรคการเมืองอื่นจากต่างประเทศหรือองค์กรเอกชนจากต่างประเทศที่มีแนวทางใกล้กัน รณรงค์ในเรื่องสากลควบคู่กับเรื่องในประเทศ

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองแสดงบทบาทอยู่แค่ระดับจังหวัด ทัองถิ่น ไม่สนใจดำเนินกิจกรรมในเรื่องสากล หรือรู้จักติดต่อกับพรรคจากประเทศอื่น

9.

การเมืองแบบใหม่ - การเมืองที่พรรคการเมืองเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคทุกคนเข้ามามีบทบาท มีโอกาสไต่เต้าขึ้นมารับตำแหน่งและมีบทบาทสำคัญตามความรู้ความสามารถ

การเมืองแบบเก่า - การเมืองที่พรรคการเมืองไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้ไต่เต้าเข้ามามีบทบาทตามความสามารถ แต่ผูกขาดไว้กับสมาชิกไม่กี่คน

...

การเมืองไทยเดินทางมาถึงห้วงเวลาแห่งการชี้ขาดระหว่างการเมืองแบบใหม่กับการเมืองแบบเก่า

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง คือ โอกาสอันสำคัญที่ประชาชนจะได้ชี้ขาดว่า ต้องการการเมืองแบบใหม่หรือแบบเก่า

เราจำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งให้ชัดว่า อะไร คือการเมืองแบบเก่า อะไร คือการเมืองแบบใหม่

พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ใช้วิธี “ดูด” หรือ “บีบบังคับ” อดีต สส มาเป็นแผง เป็นมุ้ง เพียงเพื่อหวังจะให้เป็นฐานในการเดินไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคแบบนี้ไม่มีทางที่จะทำการเมืองแบบใหม่ได้ มันเป็นได้เพียง พรรคชื่อใหม่ พรรคเกิดใหม่ ที่เป็น ”เสื้อผ้าอาภรณ์” ห่อหุ้ม “การเมืองแบบเก่า” เท่านั้น

ถึงเวลาที่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดชี้ชะตาว่า ต้องการการเมืองแบบใหม่ หรือการเมืองแบบเก่า

นี่คือโอกาสในการ disrupt แวดวงการเมืองเสียใหม่

ยิ่งทำการเมืองแบบเก่าเท่าไร ก็ยิ่งช่วยขีดเส้นแบ่ง “ใหม่” และ “เก่า” ออกจากกันให้ชัดขึ้นเท่านั้น

Facebook : Piyabutr Saengkanokkul
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10155407320445848&id=508260847


ที่มา FB

การเมืองไทย ในกะลา

ประยุทธ์-หน.คสช.-นายกฯ ออกกฎหมายตามใจ ยึดบังคับใช้ตามชอบ ผู้คนในสังคมต้องเก็บกดกับสิ่งอยุติธรรม เริ่มขยายตัวมากขึ้น จนแทบระเบิดขึ้นอยู่ร่ำๆแล้ว




ที่มา FB

Peace News


วิเคราะห์
.............................................
ประยุทธ์-หน.คสช.-นายกฯ
ออกกฎหมายตามใจ
ยึดบังคับใช้ตามชอบ
............................................

หลายครั้ง...หรือแทบทุกเหตุการณ์ผ่านมา เมื่อเกิดความขัดแย้งของสองฝ่ายขึ้นไป ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มีร่างทรงอำนาจ 2 ตำแหน่ง ทั้งหัวหน้า คสช. นายกรัฐมนตรี มักพูดเสมอ "ให้ยึดกฎหมายมาแก้ปัญหา" หรือ "กฎหมายว่าอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามนั้น"...บลาาา !!!

ลองพิจารณาจากตัวอย่างเหล่านี้...กรณีบ้านพักศาลยุติธรรมสร้างในพื้นที่ป่า ประชาชนเรียกร้องให้รื้อหรือทุบทิ้งเพื่อรักษาพื้นป่าสงวนให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ประยุทธ์ บอกว่า แก้ปัญหาควรยึดกฎหมาย

ปมประวิตร วงษ์สุวรรณ (พี่รักที่ต้องการอยู่ร่วมกันไปทุกชาติ) ใส่นาฬิกายืมเพื่อนถึง 23-25 เรือน ถูกสังคมตำหนิพฤติกรรมอำนาจมิชอบ...ประยุทธ์ บอกให้ว่ากันตามกฎหมาย

ประชาชนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคุกคาม ตามไปพูดคุยเชิงข่มขู่ถึงบ้านพัก หลายคนถูกฟ้องดำเนินคดี ประยุทธ์ บอกทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย

คำพูด "รัฐบาลนี้อยู่ภายใต้กฎหมาย..." มักได้ยินจนชินชา ฟังดูเหมือนสังคมมีบรรทัดฐานเป็นกติกากฎหมายให้ยึดมั่น จนเกิดความรู้สึกทุกอนุสังคมอยู่ด้วยกรอบ "หลักนิติรัฐ"...แต่เปล่าเลย...!!!

เหตุเพราะ คำประกาศให้ยึดกฎหมาย นั่นแปลความว่า มีกฎหมายให้ยึดถือมาก่อนจะมีคำประกาศมาอ้างให้ยึดมั่นกฎหมายนั้นๆอีกด้วยซ้ำ

แต่ในหลายครั้งและมากเหตุการณ์สำคัญๆ ผู้มีอำนาจกลับออกกฎหมายมาล้มล้างกฎหมายเดิม แล้วเรียกร้องให้สังคมยึดปฏิบัติตามกฎหมายอยู่เรื่อยไป นั่นเท่ากับมีอำนาจล้มกฎหมาย และสั่งให้ยึดกฎหมายใหม่จนเคยชิน แทบไม่มีที่สิ้นสุด

ว่ากันตามจริงแล้ว...อำนาจออกคำสั่ง คสช. ม. 44 นั้นคือ อำนาจที่ไม่ต้องการยึดกฎหมายเสียเอง แล้วออกกฎหมายใหม่มาให้สังคมยึด เรียกว่า "เล่นกันตามใจ แก้ปัญหาขัดแย้งด้วยอำนาจตามชอบ"

อำนาจตาม ม.44 จึงแสดงได้ชัดเจนถึง "อำนาจให้ยึดกฎหมายตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ" ดังนั้น ผู้มีอำนาจจึงไม่ให้ความสำคัญตาม "กระบวนการยุติธรรม" ภายใต้กฎหมายที่ยึดถือ

การยึดถือกฎหมาย คือ มีความสำคัญอยู่ที่ “ให้นำหลักกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายมาปฏิบัติเพื่อระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น"

ด้วยเหตุนี้ การใช้อำนาจตาม ม.44 ย่อมแสดงถึงการออกกฎหมายให้ยึดตามหลักกระบวนการสร้างความยุติธรรมของผู้มีอำนาจฝ่ายเดียว แล้วบังคับให้สังคมเชื่อและต้องทำตาม

คำพูดที่ชอบอ้าง "ให้ยึดกฎหมาย" จึงแอบแฝงสิ่งที่ต้องการไว้เสมอ นั่นคือ "ต้องยึดตามกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายผู้มีอำนาจต้องการด้วย"

สิ่งนี้ จึงเป็นรหัสอำนาจที่ประยุทธ์-ประวิตร เหล่าทัพ รวมทั้งสมุนบริวาร มักนิยมนำคำพูดมาอ้างและเรียกร้องเสมอให้ "ยึดกฎหมาย" ซึ่งฟังดูราวกับคนพวกนี้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ ที่มีสำนึกสูงส่ง ยึดมั่น เชื่อถือกฎหมายอย่างยิ่ง

หากเป็นจริงเช่นนั้น คงไม่กล้าทำรัฐประหาร ล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย เป็นแน่แท้ !!!

ดังนั้น คำพูดจึงไม่ใช่สิ่งสะท้อนออกมาจากพฤติกรรม หรือการกระทำของผู้มีอำนาจ...เพราะคำพูดปั้นเสก แต่งแต้มให้ฟังดูสวยหรู เลอเลิศได้ แต่การกระทำอาจตมต่ำ ชอบฝ่าฝืนกฎหมายเป็นวินัยแห่งอำนาจ

ฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อยึดอำนาจ--->ออกกฎหมาย--->แล้วสั่งให้ยึดกฎหมาย...นี้คือวัฏจักรกลไกอำนาจที่แอบซ้อนอยู่ภายใต้คำพูดให้เป็นไปตามกฎหมาย(ของผู้มีอำนาจ)

ว่ากันถึงที่สุดแล้ว ...คำสั่ง หัวหน้า คสช. ม.44 ฉบับที่ 7 /2561 เรื่องการยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ประกาศเมื่อ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา สดๆร้อนๆ สะท้อนถึงอำนาจคือ กฎหมายได้อย่างสุดติ่งเลย

สะท้อนว่า ประยุทธ์ เรียกร้องให้สังคมทำตามกฎหมาย แต่อำนาจคนที่เป็นหัวหน้า คสช. ไม่ได้ยึดกฎหมายมาเป็นวินัยแห่งอำนาจเสียเอง

เพราะประยุทธ์ ใช้อำนาจฉีกกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ทิ้งอย่างไม่อินังขังขอบ

ประยุทธ์ ล้มกระดานคณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คน ที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 14 ของกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 อย่างไม่ให้ราคาค่างวด ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

ซ้ำร้ายในคำสั่งฉบับที่ 7 / 2561 ประยุทธ์ กลับดูแคลนคณะกรรมการสรรหา ประหนึ่งกล่าวหาว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน...ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนแปลง...ให้รู้สะบ้างใครมีอำนาจ อะไรอย่างนั้นล่ะ

แล้วอำนาจตามคำสั่ง ม.44 ฉบับที่ 7 / 2561 ยังแสดงถึงการเอาแต่อำนาจตามใจชอบของตัวเอง คือ สั่งให้ กสทช.ชุดเดิมอยู่ต่อ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง...อ้าวแล้วกัน นี่คงเป็นอำนาจให้ยึดถือกฎหมายกันอีก

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ประยุทธ์ใช้อำนาจคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย กับคณะกรรมการสรรหาทั้ง 7 คนใช้อำนาจตามกระบวนการกฎหมาย ที่ สนช.ออกมาบังคับใช้

อย่างนี้แล้ว การบังคับใช้กฎหมายของประยุทธ์ หรือของคณะกรรมการสรรหา สิ่งไหนน่าเชื่อถือ รอบคอบ และก่อประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชน มากกว่ากัน

ลึกลงไปในรายละเอียดอีก...มาตรา 14 กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดที่มาคณะกรรมการสรรหา 7 คนมาจากตัวแทนตุลาการศาล รธน. ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครอง กรรมการ ปปช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ว่าแบงก์ชาติ

โปรดพิจารณาที่มาให้ลึกว่า กรรมการสรรหาทั้ง 6 คน มาจาก "ที่ประชุมใหญ่”ของหน่วยงานนั้นๆเลือกมาทำหน้าที่แทนองค์กร เว้นแต่ผู้ว่าแบงก์ชาติเท่านั้นต้องทำหน้าที่โดยตำแหน่ง

หากประยุทธ์ ออกคำสั่ง ม.44 กล่าวหาว่า กรรมการสรรหาทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่คำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนแล้ว...

นั่นแปลความว่า ประยุทธ์ ได้กล่าวหาว่า องค์กรโดยที่ประชุมใหญ่ อย่างศาล รธน. ศาลฎีกา ศาลปกครอง ปปช.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อแผ่นดิน อะไรประมาณนั้นละสิ...

เพราะกรรมการสรรหา ไม่ได้สมัครหรืออาสาด้วยตัวเองเพื่อมาทำหน้าที่สรรหา แต่ย้ำอีกครั้งว่า ถูกที่ประชุมใหญ่ของแต่ละองค์กรเลือกให้มาทำหน้าที่ เป็นตัวแทนขององค์กร สิ่งนี้คือสาระสำคัญที่น่าสนใจยิ่ง

และที่น่าสนใจกว่าอื่นใดก็คือ เมื่อ สนช.ลงมติไม่เลือก กรรมการ กสทช.ทั้ง 14 คนให้เลือกเหลือ 7 คนแล้ว ขั้นตอนต่อไป สนช.ต้องทำหนังสือเป็นทางการยื่นมาที่คณะกรรมการสรรหาอีกทอดหนึ่ง

ถ้าคณะกรรมการสรรหา พิจารณายืนยัน การทำหน้าที่ตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แล้วแจ้งรายชื่อการสรรหาทั้ง 14 คนให้กลับไปที่ สนช.ต้องลงมติเลือกและปฏิบัติตามกระบวนการกฎหมายมาตรา 17 ให้สิ้นสุดแล้ว

นี่คือสิ่ง ที่คณะกรรมการสรรหา กสทช.จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะนั่นเป็นการทำหน้าที่เพื่อรักษาหน้า ความน่าเชื่อถือขององค์กรที่แต่ละคนสังกัดเอาไว้

และนี่คือ สิ่งที่ สนช.หวั่นเกรงจะเกิดขึ้น และไม่มีทางออกให้เป็นไปตามใจของตัวเองอีก จนถึงขั้นก่อนออก ม.44 ต้องขอร้องประธานกรรมการสรรหา กสทช.ให้บินไปพักผ่อนยังต่างประเทศ เพื่อปัดความยุ่งเหยิงออกไป

และนี่คือ ประยุทธ์ต้องออกคำสั่ง หัวหน้า คสช. ม.44 ฉบับที่ 7 / 2561 ออกมา เพื่อแก้ไขสิ่งที่พรรคพวกกระทำผิดกฎหมายให้เป็นถูกกฎหมาย แล้วเรียกร้องให้สังคม "ยึดถือกฎหมาย" อีก...บลาาาาๆๆ

แล้วอย่างนี้ หากมีคำถามเฉพาะกรณีคำสั่งฉบับที่ 7 / 2561 ว่า ระหว่างประยุทธ์ใช้อำนาจเป็นกฎหมายกับคณะกรรมการสรรหาใช้กระบวนการตามกฎหมายเป็นอำนาจ....การทำหน้าที่ของฝ่ายใด เกิดความรอบคอบ น่าเชื่อ มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศกว่ากัน

พร้อมกับมีคำถามต่อเนื่องว่า ระหว่างคลิปเสียงกล่าวอ้างคำสั่งนายกฯ ในที่ประชุมแห่งหนึ่ง และสั่งการล้ม กสทช. ถัดมา สนช.ยึดทำตาม กับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ฝ่ายใดทำตามกระบวนการของกฎหมายเพื่อผดุงยุติธรรมให้สังคมกันแน่

โปรดฟังอีกครั้ง...ต้องยึดกฎหมาย และทำตามกฎหมายกำหนด...เสียงแว่วผสมอำนาจสั่งการ กระหึ่มก้องอยู่ในสังคมตามเคย

แล้ว ม.44 ล้มกฎหมาย เพื่อให้เกิดอำนาจกฎหมายตามใจชอบ เกิดขึ้นต่อเนื่องกับ กสทช.มาแล้วถึง 2 ครั้ง คงชินชาและเป็นว่าเล่น เพราะไม่มีใครกล้าหือ

ผู้คนในสังคมต้องเก็บกดกับสิ่งอยุติธรรม เริ่มขยายตัวมากขึ้น จนแทบระเบิดขึ้นอยู่ร่ำๆแล้ว

PEACE NEWS

...