
"ก่อนใช้กฎหมายบังคับให้ชาวบ้านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องธรรมเนียมประเพณี หากขาดการสนับสนุนเรื่องที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม สาธารณสุขพื้นฐาน หรือการศึกษา กฎหมายที่เคร่งครัดก็ไร้ประโยชน์" พระดำรัส เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อปี 2560
เปิดโครงการในพระดำริที่สะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ด้านกฎหมายของเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็น “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระทัยที่ตั้งมั่นและพระวิริยอุตสาหะในการศึกษาด้านกฎหมายมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในประเทศและต่างประเทศ
หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสาธารณกุศลผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมาย
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์สุขของสังคมและประเทศชาติ และทรงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาประเทศด้วย
บีบีซีไทยรวบรวมพระกรณียกิจทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของพระองค์มาไว้ ณ ที่นี้
“โครงการกำลังใจ”

โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา เป็นโครงการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงริเริ่มขึ้นในปี 2549 โดยมีภารกิจในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรมที่หมายถึง เด็ก และเยาวชนที่กระทำผิด ผู้ต้องขังและผู้ถูกคุมความประพฤติ
พระองค์ทรงได้รับแรงบันดาลใจตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในระหว่างเสด็จเยี่ยมผู้ต้องขังหญิงที่ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว กทม. เมื่อ 14 ก.ค. 2544 แล้วทอดพระเนตรเห็นผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขังได้รับการดูแลจากรัฐอย่างจำกัด จึงประทานสิ่งของช่วยเหลือ
เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกแล้ว พระองค์ก็มิทรงลืมผู้ต้องขังหญิงที่รอคอยความช่วยเหลืออยู่ จึงกลับมาสานต่อพระปณิธานด้วยการก่อตั้งโครงการกำลังใจ (Inspire) ประทานทุนส่วนพระองค์ 3 แสนบาทมาเป็นทุนเบื้องต้น พร้อมประทานความช่วยเหลือด้านสุขภาพอนามัยแก่ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขัง ด้วยทรงเห็นว่า “เด็กติดผู้ต้องขังเป็นผู้บริสุทธิ์ และสมควรได้รับการช่วยเหลือดูแล ไม่ให้มีตราบาปติดตัว”
พระรูปพระองค์ภาขณะมีพระปฏิสันถารกับผู้ต้องขังหญิง หรือทรงอุ้มทารกและเด็กของมารดาที่อยู่ในเรือนจำอย่างไม่ถือพระองค์ กลายเป็นภาพคุ้นตาของประชาชนที่ติดตามข่าวสารในพระราชสำนัก ก่อนขยายความช่วยเหลือไปยังผู้ต้องขังกลุ่มอื่น ๆ อาทิ ผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ, กลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด รวมถึงผู้ต้องขังชาย
.webp)
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการกำลังใจคือ การส่งเสริม ให้กำลังใจ ให้โอกาสแก่ผู้เคยก้าวพลาดให้กลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง
โครงการกำลังใจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังทั้งในไทยและต่างประเทศ ทรงริเริ่มโครงการ “Enhancing Life for Female Inmates” (ELFI) มีเป้าหมายสำคัญคือการจัดทำข้อเสนอในนามประเทศไทย
ต่อมาที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อ 21 ธ.ค. 2553 ได้ให้ความเห็นชอบเป็นข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง หรือที่รู้จักในชื่อ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” (The Bangkok Rules) โดยถือเป็นการเสริมข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ออกไว้เมื่อ ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ซึ่งล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
“โครงการ ELFI เป็นการดำเนินการทางการทูตเชิงรุกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่สามารถออกไปแสดงบทบาทนำ จนสามารถผลักดันให้ Bangkok Rules กลายเป็นหนึ่งในกฎหมายของโลกได้เป็นผลสำเร็จ จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนที่มีเจ้าหญิงนักกฎหมายที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพ ทรงเป็นประทีปนำทางให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ” หนังสือที่จัดทำโดยกระทรวงยุติธรรม ระบุในตอนหนึ่ง
“หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง”
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador)
จากการทรงงานของพระองค์ เช่น โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์และทารก เมื่อปี 2549 ที่ทัณฑสถานหลายแห่งและที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี หรือ ยูนิเฟม (UNIFEM) ได้กราบทูลเชิญ และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2551 ซึ่งในขณะนั้น พระองค์ทรงเป็นพนักงานอัยการรับผิดชอบคดีความที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วย
จากการทรงงานของพระองค์ เช่น โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์และทารก เมื่อปี 2549 ที่ทัณฑสถานหลายแห่งและที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี หรือ ยูนิเฟม (UNIFEM) ได้กราบทูลเชิญ และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2551 ซึ่งในขณะนั้น พระองค์ทรงเป็นพนักงานอัยการรับผิดชอบคดีความที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วย

พระภารกิจแรกที่ทรงปฏิบัติในฐานะองค์ทูตสันถวไมตรีคือ การรณรงค์ภายใต้แคมเปญ “Say NO to Violence against Women” ในประเทศไทย ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ ก็สามารถรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนได้กว่า 3.1 ล้านรายชื่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลก โดยที่พระองค์ได้ทรงร่วมลงพระนามลงในการ์ด เพื่อเป็นหนึ่งเสียงที่ร่วมต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง ก่อนทรงส่งมอบให้ UNIFEM และเลขาธิการสหประชาชาติ ในวันสากลแห่งการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในปีเดียวกัน
นอกจากนี้ กิจกรรมรณรงค์หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายปี
ขณะเดียวกันทรงเห็นว่า การบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้มีประสิทธิภาพ จะเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยยุติปัญหาความรุนแรงได้
“...ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน และเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับประเทศไทยได้มีความพยายามของทุกภาคส่วนในสังคมที่พยายามใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมาโดยตลอด และมาตรการทางกฎหมายเป็นวิธีการหนึ่งของการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว...” พระดำรัสพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ในการประชุม “1 ปี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว" เมื่อ 22 พ.ย. 2551
พระกรณียกิจทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในพระองค์ภา เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาคมโลก ทำให้สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญเกียรติยศสูงสุด “Medal of Recognition” แด่พระองค์เมื่อ 16 เม.ย. 2552 จากการที่ทรงมีบทบาทหลายด้าน โดยทรงเป็นบุคคลที่ 3 ของโลกที่ได้รับรางวัลนี้
นอกจากนี้ สมาคมราชทัณฑ์และเรือนจำระหว่างประเทศ (ICPA) ยังทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลสูงสุด President’s Award แด่พระองค์เมื่อ 28 ต.ค. 2552 เพื่อเชิดชูเกียรติพระองค์ภา ในฐานะทรงปฏิบัติพระภารกิจเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง โดยทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้
“พระปรีชาสามารถไม่แพ้อัยการผู้ชาย”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็น นักกฎหมาย และนักปฏิบัติ
ครั้งหนึ่ง พระองค์ภาได้ประทานพระดำรัสเกี่ยวกับหลักนิติธรรม มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ก่อนใช้กฎหมายบังคับให้ชาวบ้านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องธรรมเนียมประเพณี หากขาดการสนับสนุนเรื่องที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม สาธารณสุขพื้นฐาน หรือการศึกษา กฎหมายที่เคร่งครัดก็ไร้ประโยชน์ คนเหล่านี้ต้องได้รับการสนับสนุน เสริมพลังจนถึงจุดที่สามารถมีทางเลือกในการใช้ชีวิต”
“ในจุดนั้นการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายจึงจะเป็นไปได้ การจัดการเรื่องสถานะทางกฎหมายจึงจะมีผล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงวางเงื่อนไขแวดล้อมที่จะทำให้หลักนิติธรรมสามารถเกิดได้ในสังคม โดยเริ่มจากการช่วยให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงชีพได้ก่อนเป็นสำคัญ”
“หลักนิติธรรมนั้นไม่ได้สำคัญเฉพาะกับนักกฎหมาย หรือใช้ในการมองบริบทงาน ด้านตุลาการหรือกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น หากแต่หลักนิติธรรมเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประชาชน และส่งผลต่อทุกคนแม้จะอยู่ในสถานที่ห่างไกล ไม่ว่าผู้นั้นจะเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ บริการสาธารณะ หรือมีสถานะทางกฎหมายใด...” พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อ 23 ก.พ. 2560
ในระยะเวลากว่า 10 ปีที่ทรงงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ทรงพระราชทานคำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชน และทรงพระราชทานความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบทุกข์ยาก แม้พระภารกิจที่ทำคล้ายเป็นการ “ปิดทองหลังพระ” แต่ก็ปรากฏข่าวผู้ได้รับพระเมตตาเป็นระยะ ๆ ผ่านพื้นที่สาธารณะในบางโอกาส
อย่างเช่น เรื่องราวของนายปัญญา ชูมณี ประชาชน จ.น่าน อายุ 73 ปี (ในขณะนั้น) ที่ยื่นถวายฎีกาพระองค์ภาขอประทานความช่วยเหลือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องบ้านและที่ดินกับธนาคารออมสิน ซึ่งต่อมาสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทรงงานในเวลานั้น ได้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย จนสามารถตกลงเรื่องบ้านและที่ดินที่ถูดยึดกับทางธนาคารได้ ทำให้ไม่ถูกขายทอดตลาด
นายปัญญาจึงเขียนจดหมายด้วยลายมือ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยระบุตอนหนึ่งว่า “ข้าพระพุทธเจ้า... สุขภาพดี ไม่มีความดัน ไม่ต้องไปพบแพทย์ เพราะตั้งแต่ธนาคารฯ ยึดที่ดินประกาศขายทอดตลาดนั้น คิดมากจนเป็นเส้นเลือดในสมองปริ ปัจจุบันสุขภาพดี ลงทำงานในสวนทุกวัน มีความสุขดี...”
หนังสือกราบบังคมทูลฯ ของนายปัญญา ได้รับการเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอัยการสูงสุด และผู้อำนวยการโครงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในพระดำริฯ เมื่อ 11 พ.ค. 2562
ชายสูงวัยจาก จ.น่าน ยังแสดงความชื่นชมอัยการที่เอาใจใส่ประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะที่นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อธิบดีอัยการสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ เคยกล่าวกับมติชนเมื่อ ม.ค. 2566 ถึงความประทับใจในพระองค์ภาว่า “ทรงเป็นเจ้าฟ้านักกฎหมาย พระองค์ปฏิบัติหน้าที่อัยการได้เป็นอย่างดี พระปรีชาสามารถไม่แพ้อัยการผู้ชาย และทรงไม่ถือพระองค์ อย่างเวลาพระราชทานคำแนะนำด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน ทรงเป็นกันเองกับประชาชน”
https://www.bbc.com/thai/articles/c80jkxjk4ewo
https://www.facebook.com/reel/2592779794470552
