
สำนักข่าวชายขอบ
8 hours ago
·
“รศ.ดุลยภาค”เผย “มินซิน”เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์รัฐศาสตร์-พม่า-จีน-ให้ความรู้ระดับคลังสมอง-ลึกซึ้งสถานการณ์แรร์เอิร์ธ-บทวิเคราะห์ชี้ทางการจีนส่งสัญญาณพร้อมใช้อำนาจข้ามแดน-เตือนนักวิจัย-นักข่าว-นักวิเคราะห์
------------
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงกรณีที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน นักวิชาการชาวพม่าสัญชาติอเมริกันระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมแห่งหนึ่งซึ่งสถาบันการศึกษาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ว่านายมิน ซินเป็นนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ที่ชำนาญความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพลเรือน เรียนปริญญาเอก ที่สหรัฐอเมริกา (University of California, Berkeley) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา (Institute for Strategy and Policy-Myanmar ) หรือ ISP-Myanmar ซึ่งย้ายมาประจำที่เชียงใหม่
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายมิน ซินเป็นระยะๆโดยนายมินซิน มีลักษณะผสมผสาน คือเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์โดยแท้ เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นนักปฏิบัติการเชิงนโยบาย คือไม่ได้ทำงานวิชาการอย่างเดียว แต่มีหน่วยงานต่างๆ สถาบันระหว่างประเทศ เชิญไปให้ความเห็น เช่น หากจีนจะดำเนินนโยบายต่อพม่าที่เหมาะสมเป็นอย่างไร นายมินซินจะไปปรากฏตัวในงานคลังสมองนานาชาติ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ และบอกผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าควรดำเนินนโยบายต่อพม่า
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า ระยะหลังๆ นายมิน ซินสนใจรัฐศาสตร์พม่า-จีนมากขึ้น ในเว็บไซต์ของ ISP Myanmar มีงานเรื่องนี้เยอะ เช่น บทบาทจีน องค์กรให้ความสนใจประเด็นนี้ และเรื่องแรร์เอิร์ทด้วย ความสนใจของเขาผูกติดประเทศจีนโดยมีเครือข่ายนักวิชาการที่คุนหมิง ทำให้เขาไปสัมพันธ์กับนักวิชาการจีน หลังๆ เดินทางไปจีนบ่อย
“การทำวิจัยในจีนเรื่องรัฐนั้น ไม่ง่าย เพราะจีนออกกฎหมายเซนเซอร์ผู้ที่อาจเป็นสายลับ นักวิชาการที่ไปจีนในช่วงหลังจากที่จีนออกกฎหมายนี้ก็ต้องระมัดระวัง ขณะทีอูมิน ซินถือสัญชาติอเมริกัน เรียนปริญญาเอกที่เบิร์กเลย์ เขาอาจถูกมองว่าไม่ใช่นักวิชาการพม่าเพียวๆ แต่เป็นพลเมืองสหรัฐ เป็น US Citizen มาเก็บข้อมูล ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ของจีนมองเขาแบบนี้หรือไม่” รศ.ดุลยภาค กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน เป็นการคุมคามนักวิชาการหรือไม่ ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า นักวิชากาด้านนี้ที่เก็บข้อมูลต้อระมัดระวังตัวมากขึ้น
“ผมไม่ได้โปรจีน แต่ก็คิดว่าาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เขาก็เชิญไปร่วมแลกเปลี่ยน ต้องหาว่าเกณฑ์ความเสี่ยงที่ถูกจับกุม คืออะไร”
ผู้สื่อข่าวถามว่าความพอดีอยู่ตรงไหนที่จะไม่เกิดความเสี่ยง ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ความพอดีในการวิจัย การเข้าถึงข้อมูลเอกสารต่างๆ ให้ประสานราชการ เอกสารต่างๆ หากเข้าทางที่ถูกต้องก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ประเด็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจต่อจีน หัวข้อเหล่านี้ไม่มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสังเกตได้ว่าเป็นสายลับหรือเป็นนักวิชาการ ดร.ดุลยภาคตอบว่า หากเป็นนักวิชาการจริงๆ หรือหากเคยเป็นทหารมาก่อนแล้วมาเป็นนักวิชาการ หากใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลที่คนข้างในปล่อยออกมา หน่วยงานจะรู้ว่าเข้าถึงชั้นความลับ จะถูกมองว่ามีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับสายลับ
“ต้องดูว่าเขารับทุนสนับสนุนมาจากไหน เขามี agenda (วาระ) อย่างไร พิเศษอย่างไร ตอนนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นสถาบันการออกแบบรัฐ มีเคลื่อนไหวในเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ทำงานส่งเสริมศักยภาพ capacity building กลุ่มคนเหล่านี้ก็หวังดีกับพม่าทั้งนั้น อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือเป็นนักวิชาการต่างประเทศ เช่นอังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำวิจัยเรื่องพม่า บางส่วนเดินทางเข้าพม่าไปเลย บางส่วนเอาไทยเป็นฐานในการเก็บข้อมูล ศึกษาเรื่องต่างๆ”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
ขณะที่ SHAN News ได้รายงานบทวิเคราะห์ของ Sai Wansai ซึ่งระบุว่า การควบคุมตัวนายมิน ซิน โดยรัฐบาลจีนมิใช่เพียงมาตรการทางกฎหมายธรรมดา หากแต่เป็นคำเตือนที่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบต่อเครือข่ายทั้งหมดของนักวิเคราะห์อิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากการใช้อิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ไปสู่การใช้แรงกดดันและการข่มขู่ที่เปิดเผยมากขึ้น และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุทธศาสตร์ของจีน
บทวิเคราะห์นี้ระบุด้วยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนอาศัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเจรจาทางการเมืองเบื้องหลังเพื่อกำหนดทิศทางของเมียนมา แต่ในปัจจุบัน เมื่อกระแสต่อต้านจีนขยายตัวในสังคมเมียนมา และอำนาจควบคุมของรัฐบาลทหารอ่อนแอลง จีนดูเหมือนจะละทิ้งแนวทางที่นุ่มนวลกว่าเดิม การจับกุมนาย มิน ซิน ไม่ใช่ข้อพิพาททางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่เป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจข้ามพรมแดน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยปิดกั้นหรือทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนด้วยวิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น
บทความวิเคราะห์ระบุว่า การที่จีนเลือก "จับกุม" นาย มิน ซิน แทนที่จะปฏิเสธการเข้าประเทศหรือส่งตัวกลับ มีความหมายทางยุทธศาสตร์ได้แก่ 1. สร้างผลการข่มขู่ต่อวงการวิชาการ ทำให้นักวิจัย นักข่าว และนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ เกิดความหวาดระแวงและระมัดระวังมากขึ้นในการศึกษาเรื่องจีน
2. แสดงอำนาจที่ขยายออกนอกพรมแดน แม้นายมิน ซิน จะทำงานในประเทศไทยและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ แต่ก็ยังถูกควบคุมตัวในจีนได้เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนตีความคำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" อย่างกว้างขวาง และพร้อมใช้แนวคิดดังกล่าวกับบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายจีน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด
3. จังหวะเวลามีนัยสำคัญเพราะการจับกุมเกิดขึ้นก่อนการเยือนจีนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนและสนับสนุนพันธมิตรทางการเมือง
4. ใช้ข้อหา "สอดแนม" เป็นเครื่องมือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดแนมและความมั่นคงแห่งชาติช่วยสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับการควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้ยากต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1665844812212987&set=a.504230311707782
.....
เพิ่มเติม
การที่รัฐบาลจีนเลือกใช้มาตรการ "จับกุมและดำเนินคดีทางอาญา" (Criminal Compulsory Measures) ในข้อหาจารกรรมและกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ณ สนามบินคุนหมิง แก่ นายมิน ซิน (Min Zin) นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา และผู้อำนวยการสถาบัน ISP-Myanmar แทนที่จะใช้มาตรการเบาอย่างการปฏิเสธการเข้าเมือง (Denial of Entry) หรือการผลักดันกลับ (Deportation) ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มี ความหมายทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง (High-stakes Strategic Signaling) ซึ่งสามารถวิเคราะห์แยกออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ
การที่รัฐบาลจีนเลือกใช้มาตรการ "จับกุมและดำเนินคดีทางอาญา" (Criminal Compulsory Measures) ในข้อหาจารกรรมและกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ณ สนามบินคุนหมิง แก่ นายมิน ซิน (Min Zin) นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา และผู้อำนวยการสถาบัน ISP-Myanmar แทนที่จะใช้มาตรการเบาอย่างการปฏิเสธการเข้าเมือง (Denial of Entry) หรือการผลักดันกลับ (Deportation) ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มี ความหมายทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง (High-stakes Strategic Signaling) ซึ่งสามารถวิเคราะห์แยกออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ
1. ยุทธศาสตร์ "การทูตตัวประกัน" และการส่งสัญญาณถึงสหรัฐฯ (Geopolitical Leverage)
การปฏิเสธการเข้าเมืองเป็นเพียงมาตรการบริหารภายในที่แสดงว่า "ไม่ต้อนรับ" แต่การจับกุมพลเมืองอเมริกันในข้อหา "จารกรรม" คือการยกระดับสู่คดีความมั่นคงระหว่างประเทศ
สร้างไพ่ต่อรองใบใหม่: การจับกุมเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เปราะบาง หลังจากที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน กำลังอยู่ในช่วงพยายามประคองความนิ่งหลังการพบปะระดับผู้นำ การถือไพ่ตัวบุคคลระดับนี้ทำให้จีนมีข้อต่อรอง (Leverage) ในเวทีการทูตลับกับวอชิงตัน
การป้องปรามเครือข่ายข่าวกรอง (Deterrence): นายมิน ซิน เป็นนักวิชาการระดับสูงที่มีสายสัมพันธ์ทั้งกับสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ (เช่น UC Berkeley) และเครือข่ายภาคประชาสังคมในเมียนมา การจับกุมด้วยข้อหาสอดแนมเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังสหรัฐฯ และชาติตะวันตกว่า จินจะไม่ยอมให้มีการใช้เครือข่ายนักวิชาการหรือ NGOs บังหน้าเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ผลประโยชน์ของจีนอีกต่อไป
2. การควบคุมทิศทางข้อมูลและผลประโยชน์ใน "วิกฤตเมียนมา"
สถาบัน ISP-Myanmar ภายใต้การนำของมิน ซิน มีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่รายงานเชิงลึกเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนในเมียนมา เช่น การส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนจีน และพลวัตตามแนวชายแดน
ปิดปากและตัดช่องทางข้อมูล: หากจีนเพียงแค่ส่งตัวเขากลับ มิน ซิน ก็ยังสามารถบริหารสถาบันและผลิตงานวิจัยโจมตีหรือเปิดโปงยุทธศาสตร์ของจีนได้จากภายนอก การ "จับกุม" และยึดอุปกรณ์สื่อสาร/ข้อมูล จึงเป็นการตัดวงจรการทำงาน ควบคุมฐานข้อมูลเชิงลึก และสกัดกั้นไม่ให้ข้อมูลที่จีนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงถูกส่งต่อไปยังชาติตะวันตก
ส่งสัญญาณหนุนรัฐบาลทหารเมียนมาชุดใหม่: ปัจจุบันจีนได้แสดงท่าทีสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างชัดเจน การจัดการกับนักวิชาการและนักกิจกรรมที่มีประวัติวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทหารและบทบาทของจีนอย่างรุนแรงเช่นนี้ เป็นการแสดง "ความจริงใจ" และเป็นการปูทางสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลเนปิดอว์ว่า จีนพร้อมจะช่วยกวาดล้างกลไกที่หนุนหลังฝ่ายต่อต้าน
3. ยุทธศาสตร์ชาตินิยมและการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงอย่างเบ็ดเสร็จ
ในมิติการเมืองภายในของจีนเอง การเลือกจับกุมเป็นการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายต่อต้านการจารกรรมฉบับแก้ไขใหม่
เชือดไก่ให้ลิงดู (Killing a Chicken to Scare the Monkeys): คุนหมิง (มณฑลยูนนาน) คือประตูบานสำคัญที่จีนใช้ปฏิสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจับกุมที่สนามบินคุนหมิงเป็นการประกาศเตือนนักวิชาการ ข้าราชการ หรือคนทำงานด้านนโยบายจากประเทศเพื่อนบ้านและตะวันตกทุกคนว่า "พื้นที่นี้อยู่ภายใต้การสอดส่องอย่างสมบูรณ์" และจีนจะไม่เกรงใจสัญชาติอเมริกันหากข้ามเส้น
สร้างความชอบธรรมในประเทศ: การเปิดเผยข้อมูลการจับกุมสายลับต่างชาติช่วยกระตุ้นกระแสชาตินิยมภายในจีน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของรัฐบาลปักกิ่งในการเป็นผู้ปกป้องอธิปไตยจากการแทรกแซงของตะวันตก
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ การเลือก "จับกุม" แทนการ "ปฏิเสธการเข้าเมือง" สะท้อนว่าจีนมองกิจกรรมของ มิน ซิน และ ISP-Myanmar ว่าไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางความคิด (Ideological threat) แต่เป็น ภัยคุกคามภาคปฏิบัติการ (Operational threat) ที่กระทบต่อผลประโยชน์หลัก (Core Interests) ในเมียนมา และจีนพร้อมที่จะแลกด้วยความตึงเครียดทางการทูตกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความลับทางยุทธศาสตร์และการควบคุมเบ็ดเสร็จในภูมิภาคนี้ครับ