วันเสาร์, มิถุนายน 13, 2569

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม คดีประวัติศาสตร์ของ 2 นักปกป้องสิทธิฯ อุทธรณ์ชี้ กอ.รมน.เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ไอโอ สั่งชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ออกจากเว็บไซต์ - กอ.รมน. อาจใช้สิทธิยื่นฎีกา



เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม คดีประวัติศาสตร์ของ 2 นักปกป้องสิทธิฯ อุทธรณ์ชี้ กอ.รมน.เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ไอโอ สั่งชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ออกจากเว็บไซต์


11/06/2026'
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

11 มิถุนายน 2569 ศาลแพ่ง รัชดาฯ อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มด้วยใจ ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จำเลยที่หนึ่ง และกองทัพบก จำเลยที่สอง ในกรณีที่โจทก์ทั้งสองถูกโจมตีให้เสียหายโดยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เกี่ยวกับการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยสรุป ศาลเห็นว่า จำเลยที่หนึ่งคือ สำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกอ.รมน. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการทำไอโอผ่านเว็บไซต์ pulony.blogspot.com จริง โดยรับฟังพยานหลักฐานและพยานบุคคลของโจทก์ทั้งสอง ได้แก่ ศิริกัญญา ตันสกุล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 และรอมฎอน ปันจอร์ ที่มีการทำงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มายาวนาน มีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่กอ.รมน. และพบข้อมูลการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกอ.รมน.ที่เทียบแล้วตรงกับข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ pulony.blogspot.com

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า รอมฎอนมีประสบการณ์ในการทำงานที่สามารถตรวจสอบความเกี่ยวพันนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยตรงเท่านั้นที่จะสามารถตรวจสอบได้ รับฟังได้ว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และจัดสรรงบประมาณให้กับเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการโต้ตอบและปฏิบัติการข่าวสาร การที่เว็บไซต์ดังกล่าวโพสต์ข้อความและรูปภาพใส่ร้ายป้ายสีโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ถือเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นการกระทำละเมิด สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของ กอ.รมน. จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย

ให้จำเลยที่หนึ่งลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายที่ละเมิดต่อโจทก์ออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้อังคณา จำนวน 120,000 บาท และอัญชนา จำนวน 90,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดนับจากวันฟ้อง ทั้งนี้ศาลยกคำขอของโจทก์ที่ต้องการให้จำเลยลงขอโทษในเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์ติดต่อกัน 7 วัน โดยศาลมองว่า การให้จ่ายค่าสินไหมและการสั่งให้ลบโพสต์ออกจากเว็บไซต์นั้น เป็นการเยียวยาที่เพียงพอต่อการกู้คืนชื่อเสียงของโจทก์แล้ว

โจทก์มีอำนาจฟ้องเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล กอ.รมน.

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่หนึ่ง และที่สองเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีฐานะเป็นส่วนราชการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความควบคุมดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่หนึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดือนธันวาคม 2559 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 มีผู้โพสต์บทความประกอบรูปภาพของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนลงเผยแพร่ทางเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

ต่อมาในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณางบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สภาผู้แทนราษฎรมีหนังสือแจ้งให้ กอ.รมน. จัดส่งรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ถึงปี 2562 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณางบประมาณปี พ.ศ. 2563 ของจำเลยที่หนึ่ง โดย กอ.รมน.ส่งเอกสารเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่สองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โครงสร้างและอำนาจการบังคับบัญชารวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่สอง ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพภาค 4 และขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารบกทั้งสิ้น การทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้านั้น ไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในสังกัดกองทัพภาคที่ 4 ขาดจากหน้าที่หรือขาดจากการเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่สอง เมื่อเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่สอง กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่สองมีหน้าที่รับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2539 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่สอง

เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบได้ความว่า จำเลยที่สองเป็นส่วนราชการสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงกลาโหม และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 โดยผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชาและกำกับดูแลการปฏิบัติราชการหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่สอง รวมทั้งกองทัพภาคที่ 4 ส่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในสังกัดของจำเลยที่หนึ่ง มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งมาตรา 5 บัญญัติให้จัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เรียกโดยย่อว่า “กอ.รมน.” ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยวิธีการปฏิบัติราชการและการบริหารงาน การจัดโครงสร้าง การแบ่งส่วนงานและอำนาจหน้าที่ของส่วนงาน และอัตรากำลังให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หน่วยงานทั้งสองจึงเป็นส่วนราชการที่มีรูปแบบการจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนงาน ตลอดจนสายงานบังคับบัญชา ตลอดจนอำนาจหน้าที่และบทบาทภารกิจแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

โดยข้อนี้ยังได้ความจากพ.อ.ภาสกร ณ ตะกั่วทุ่ง นายทหารพระธรรมนูญ กองทัพภาคที่ 4 พยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ในการสั่งการบังคับบัญชาและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผอ.รมน. ภาค 4 นั้น จะต้องยึดแนวปฏิบัติตามคำสั่งของ กอ.รมน. หรือนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 จึงมีภารกิจแยกต่างหากจากจำเลยที่สอง ส่วนภารกิจในการรวบรวมประมวลวิเคราะห์ ข้อมูลข่าวสาร สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องผ่านช่องทางเครื่องมือต่าง ๆ สู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเพื่อนำไปสู่สันติสุขเป็นภารกิจในความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่หนึ่งตามกฎหมาย จำเลยที่สองไม่มีอำนาจหน้าที่หรือส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในภารกิจของจำเลยที่หนึ่งแต่อย่างใด

พ.อ.เศรษฐสิทธิ์ แก้วคุณเมือง รองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) เบิกความว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ภาค 4 สน. มีทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนปฏิบัติงานร่วมกันในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้มาปฏิบัติงานนั้นจะมีหน้าที่ปฏิบัติตามแนวนโยบายและคำสั่งของ กอ.รมน. ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพบก โดยเป็นการปฏิบัติงานที่จำเลยที่หนึ่งขอตัวมาช่วยราชการในวาระคราวละหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ช่วยราชการจะต้องกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยเดิมเว้นแต่ กอ.รมน. ภาค 4 สน. มีความประสงค์ให้ปฏิบัติงานต่อไป จำเลยที่หนึ่งจะต้องขอตัวให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติงานต่อครั้งละไม่เกินหนึ่งปี บุคคลที่มาปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละปี ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาทุกครั้ง และจะต้องมีชื่อจริง นามสกุลจริงเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปี กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะบรรจุข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนให้ปฏิบัติงานแบบช่วยราชการปีละประมาณ 60,000 คน เมื่อครบหนึ่งปีก็จะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

จำเลยที่สองไม่มีอำนาจสั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในภารกิจของจำเลยที่หนึ่งแต่อย่างใด ความข้อนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น

กรณีรับฟังได้ว่า การที่บุคลากรของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่สองได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานในหน่วยงาน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า อีกหน้าที่หนึ่ง แม้บุคคลนั้นจะไม่ขาดจากตำแหน่งหรือขาดจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 4 แต่จำเลยที่สองซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของกองทัพภาคที่ 4 ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปสั่งการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินภารกิจในความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและกำกับดูแลของจำเลยที่หนึ่งแต่อย่างใด

ทั้งทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้ความว่า จำเลยที่สองมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลตรวจสอบเว็บไซต์ pulony.blogspot.com หรือเจ้าหน้าที่คนใดในสังกัดของจำเลยที่สองเป็นผู้โพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่สองกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่สองนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ pulony.blogspot ที่โพสต์ข้อมูลละเมิดต่อโจทก์

โจทก์ทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายญัตติทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลจำเลยทั้งสอง ในประเด็นเรื่องการใช้การปฏิบัติการข่าวสารที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร มีการจัดทำข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ ใส่ร้าย ใส่ความประชาชนทั่วไป ประกอบกับมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนหนึ่งตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ของจำเลยที่หนึ่ง ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณสำหรับการรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ตามรายงานผลการปฏิบัติข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2562 มีการนำเสนอภาพและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการปฏิบัติการข่าวสารในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งสอง ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2559 จนถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงรวม 13 ครั้ง

เห็นว่า รายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ดังกล่าวมีปรากฏอยู่ในเอกสารเพิ่มเติมที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนำส่งต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งแหล่งที่มาของข้อมูลตามเอกสารดังกล่าวได้ความจากศิริกัญญา ตันสกุล พยานโจทก์ของทั้งสองเบิกความว่า พยานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ในการพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนของกอ.รมน. พยานขอเอกสารเพิ่มเติมจากสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในช่วงระหว่างปี 2560-2562 เนื่องจากเห็นว่ามีการใช้งบประมาณของกอ.รมน. ในการดำเนินงานของเว็บไซต์ดังกล่าวและเพื่อตรวจสอบว่า กอ.รมน. เป็นผู้ให้งบประมาณสนับสนุนเว็บไซต์ดังกล่าวจริงหรือไม่ เหตุที่พยานขอเอกสารเพิ่มเติมดังกล่าวเนื่องจากได้รับข้อมูลมาจากรอมฎอน ปันจอร์ อนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณในแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติการณ์บางอย่างไว้

โดยจากเอกสารเพิ่มเติมในเรื่องการปฏิบัติงานด้านการปฏิบัติการข่าวสารลำดับที่ 10 การตอบโต้การปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้ามมีเรื่องสำคัญจำนวน 140 เรื่องตามที่มีรูปภาพประกอบสองภาพนั้นพยานเข้าใจว่า เป็นบทความจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ซึ่งกอ.รมน. เป็นผู้ตอบโต้หรือสั่งการให้บุคลากรดำเนินการตอบโต้ และจำนวนเรื่อง 140 เรื่องก็ตรงกับบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ในปีงบประมาณ 2560 และได้ของบประมาณเพื่อดำเนินการต่อไป

ฟังเจือสมตามเนื้อหารายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ปีงบประมาณ 2560-2562 ซึ่งมีรายละเอียดการปฏิบัติงานด้านการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ดังกล่าวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรม ตลอดจนการโต้ตอบการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้าม ความข้อนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรก็ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนรับว่า ได้จัดสรรงบประมาณให้เว็บไซต์จริงเพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

พยานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่พิจารณาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ กอ.รมน. เป็นผู้กำกับดูแลเว็บไซต์ไอโอ

นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังมีรอมฎอน ปันจอร์ เป็นพยานเบิกความว่า เขาทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เริ่มตั้งแต่ปี 2547-2551 โดยเป็นผู้สื่อข่าวสังกัดทีมข่าวพิเศษ ทำงานข่าวสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสำนักข่าวออนไลน์เมเนเจอร์ออนไลน์ ได้รับมอบหมายให้เขียนข่าวและบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ และเป็นบุคลากรของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ทำหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในปี 2554 รอมฎอนเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ขององค์กรดังกล่าวซึ่งเปิดพื้นที่ให้มีข้อเขียนของผู้ใช้งาน เรียกพื้นที่นี้ว่า “Diablog” ซึ่งผู้ใช้งานก็มีเจ้าหน้าที่ของกอ.รมน. ระหว่างการทำงานนี้รอมฎอนได้อีเมลจากผู้ที่ใช้ชื่อว่า เตชินี มาขอเปิดบล็อกเพื่อลงเนื้อหา หลังจากนั้นเขาต้องการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของสำนักปฏิบัติการข่าวสารของกอ.รมน. จึงได้อีเมลติดต่อกลับเตชินีเพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ของ พ.อ. ไพฑูรย์ เตชินีจึงส่งเบอร์โทรศัพท์ของ พ.อ. ไพฑูรย์ให้แก่เขา

หลังการติดต่อได้ประมาณหนึ่งปี เตชินีอีเมลมาแจ้งว่าผู้อำนวยการสำนักฯ คือ พ.อ. นิโรธ ฉายากุล ต้องการนัดเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันในวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 เพื่อขอบคุณที่ให้ความร่วมมือต่อหน่วยงานดังกล่าว รอมฎอนจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับ พ.อ. นิโรธและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

รอมฎอนเบิกความว่า เขาเคยเข้าไปใช้เว็บไซต์ www.io-pr.org ที่ใช้แพลตฟอร์มที่มีค่าใช้จ่ายและมีการแนะนำเว็บไซต์อยู่ที่มุมล่างซ้าย ซึ่งมีรายชื่อเว็บไซต์ทางการของกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าคือ www.southpeace.go.th รอมฎอนจึงเข้าไปใช้งานในเว็บไซต์ดังกล่าวและได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเอกสารที่จำกัดไว้เฉพาะสมาชิก โดยรอมฎอนบันทึกข้อความที่ทางเว็บไซต์กล่าวต้อนรับพยานไว้ มีการแจ้งหมายเลขสมาชิกของเขาให้ทราบและแจ้งรายชื่อผู้ใช้เป็นชื่อของเขา

หลังจากนั้นจึงได้เข้าใช้เว็บไซต์และพบว่า มีเอกสารของทางราชการที่เผยแพร่ต่อประชาชนที่สำคัญ ซึ่งมีข้อความว่า ประเด็น ปส. รอมฎอนเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงปฏิบัติการข่าวสาร เนื่องจากมีเอกสารอย่างน้อยสามเรื่องที่เชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ pulony.blogspot.com กับสำนักปฏิบัติการข่าวสารและประชาสัมพันธ์ (สปสช.) ของกอ.รมน. ภาค 4 โดยมีข้อความระบุว่า สปสช. ผลิตและได้เผยแพร่บทความเชิงปิดลับในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อแพร่มลทินให้ฝ่ายตรงข้ามจำนวนสามเรื่อง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 รอมฎอนเข้าใช้งานเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อตรวจสอบบทความต่าง ๆ ปรากฏว่ามีการเผยแพร่บทความเรื่อง “รู้เท่าทันโจรใต้ก่อนที่จะถูกหลอกเข้าสู่องค์กรและแหล่งบ่มเพาะ” “นายชินทาโร ฮารา พฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง” และ “ใครอยู่เบื้องหลังเวทีบิจารอ ปาตานี” ซึ่งบทความดังกล่าวตรงกับรายชื่อบทความที่พยานพบใน www.io-pr.org

วันเดียวกันรอมฎอนยังพบประเด็นการปฏิบัติการข่าวสารที่มีการผลิตและเผยแพร่บทความสี่เรื่อง ซึ่งเมื่อเขาเปรียบเทียบกับบทความที่ลงในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557แล้วก็พบว่ามีความตรงกันกับที่ระบุไว้ในเอกสารปฏิบัติการข่าวสารที่สปสช.ได้เผยแพร่บน www.io-pr.org เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ www.io-pr.org ด้านล่างของหน้าเว็บไซต์ระบุว่าเป็นสำนักปฏิบัติการข่าวสารและประชาสัมพันธ์ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า มีข้อความระบุผู้ดูแลเว็บไซต์ชื่อเตชินี และใช้อีเมลเดียวกันกับอีเมลที่เตชินีเคยติดต่อกับรอมฎอน พร้อมทั้งระบุหมายเลขโทรศัพท์ซึ่งตรงกับหมายเลขโทรศัพท์ของสำนักงานสปสช. ไว้ด้วย และแม้ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวเปลี่ยนเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการพนันแล้ว แต่ข้อความที่เคยเผยแพร่ในช่วงวันที่ 21 มิถุนายน 2558 ยังคงถูกบันทึกไว้

จากคำให้การของรอมฎอนแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของสปสช. ให้ความเชื่อถือและไว้วางใจในรอมฎอนพอสมควร นอกจากนี้รอมฎอนยังได้คัดลอกข้อความที่ลงใน www.io-pr.org ของสปสช. เอาไว้ ซึ่งมีข้อความระบุว่าสปสช. ผลิตและได้เผยแพร่บทความเชิงปิดลับลงในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อแพร่มลทินให้แก่ฝ่ายตรงข้ามไว้

รอมฎอนทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวประจำอยู่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลานาน เชื่อว่าย่อมต้องรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าเป็นอย่างดี ถึงขนาดว่าเคยได้รับการชักชวนให้ไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกันมาแล้ว อีกทั้งรอมฎอนเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ย่อมต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์พอสมควร การตรวจสอบความเกี่ยวพันของเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยตรงเท่านั้น จึงจะกระทำได้ จึงเชื่อว่า รอมฎอนสามารถเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ของสปสช. หรือกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าได้

ทั้งนี้แม้เอกสารการปฏิบัติการข่าวสารจะไม่มีการระบุที่มาของเอกสาร แต่รอมฎอนก็เบิกความยืนยันที่มาของเอกสารว่า ตนเป็นผู้คัดลอกข้อมูลตามเอกสารดังกล่าวจากเว็บไซต์ของสปสช. ซึ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่ารอมฎอนเป็นผู้จัดทำเอกสารขึ้นมาเองเพื่อใส่ร้ายสำนักปฏิบัติการข่าวสารและประชาสัมพันธ์ หรือสปสช. เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ทั้งสองแล้วทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่หนึ่ง

ที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ทำนองว่า จำเลยที่หนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เพียงแต่คอยเฝ้าระวังและติดตามเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นระยะเวลานานแล้ว การส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมาธิการร้องขอเป็นการรายงานผลการเฝ้าติดตาม ไม่ใช่การรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารโดยใช้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือแต่อย่างใดนั้น ฟังขัดแย้งกับข้อความบันทึกการส่งเอกสารเพิ่มเติมที่ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com มิใช่การเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ดังที่กล่าวอ้าง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เว็บไซต์อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลระบบและการจัดการข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบโดยการเสนอบทความหรือข้อความที่เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่หนึ่งย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ดังนั้นจำเลยที่หนึ่งในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5

สั่งลบโพสต์ไอโอภายใน 7 วันนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุดและชดใช้ค่าสินไหมรวม 210,000 บาท

โจทก์ทั้งสองควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ว่าจะตั้งใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด โจทก์ทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่า ข้อความเกี่ยวกับโจทก์ทั้งสองตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เป็นการใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ สร้างความแตกแยกและความไม่ชอบธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาจากข้อความที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวแล้ว มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการทำงานของโจทก์ทั้งสองในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า โจทก์ที่หนึ่งตกลงรับข้อเสนอจากบุคคลที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวหา จับผิด ค้านหรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

โจทก์ที่สอง หากินบนความเดือดร้อนของผู้สูญเสียเพื่อปูทางสู่องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยรับข้อเสนอหรือต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โจทก์ที่หนึ่ง ทำงานร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บุคคลหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างปี 2558-2562 ได้รับรางวัลแมกไซไซ จากมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ในปี 2562

โจทก์ที่สองเป็นประธานกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่รวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ต้องหา รวมไปถึงเด็กกำพร้า เด็กยากจน โจทก์ที่สองเคยเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ระหว่างปี 2559-2562 เป็นกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนใต้ และเป็นกรรมการศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยโจทก์ที่หนึ่งเบิกความว่า มีผู้นำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคาย คุกคามทางเพศ บุคคลในครอบครัวได้รับผลกระทบได้รับความอับอาย บุคคลทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวโจทก์ที่หนึ่ง ทำให้ไม่มั่นใจในการปฏิบัติงาน เสียใจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย โจทก์ที่สองเบิกความว่า ข้อความดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ สองและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ผู้อ่านบทความเกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของโจทก์ที่สอง ไม่ไว้ใจ หวาดระแวงและหวาดกลัวโจทก์ที่สอง เมื่อไปพบบุคคลใด บุคคลนั้นจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย

เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทน์ให้แก่โจทก์ที่หนึ่งเป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอ แต่เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ ให้ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม โดยบทบัญญัติมาตรา 224วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงกำหนดให้โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ตามที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่หนึ่ง ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่หนึ่ง กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง และให้ขอโทษโจทก์ทั้งสองในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ติดต่อกัน 7 วัน นั้น เห็นว่า ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่หนึ่งต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองอย่างเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 บัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้ผู้กระทำละเมิดจัดการตามที่โจทก์ทั้งสองขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควร เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่หนึ่งชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองและลบข้อความ รูปภาพหรือบทความอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ตามที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขชื่อเสียงของโจทก์ทั้งสองให้กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่หนึ่งดำเนินการส่วนนี้ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองอีก

https://www.ilaw.or.th/articles/58197